จากยาดมที่หลายคนคุ้นเคยมานาน วันนี้ไม่ได้แข่งขันกันแค่เรื่องสรรพคุณอีกต่อไป แต่ยังต้องตอบโจทย์ทั้งดีไซน์ ฟังก์ชัน ให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่ ไม่ว่าจะพกไปออกกำลังกาย ไปคอนเสิร์ต หรือใช้ในชีวิตประจำวัน
ท่ามกลางตลาด Red Ocean ที่มีผู้เล่นรายใหญ่ครองส่วนแบ่ง การสร้างแบรนด์ให้แตกต่างจึงเป็นโจทย์สำคัญ ของ “แทนใจ” หนึ่งในผู้เล่นหน้าใหม่ที่สามารถแจ้งเกิดได้อย่างรวดเร็ว
“เส้นทางเศรษฐี” พาไปพูดคุยกับ คุณริน – ไพรินทร์ อัศวทวีโชค หนึ่งในกำลังสำคัญที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จ

จุดเริ่มของ “แทนใจ”
เธอเคยอยู่ในสายงานเอเจนซี ก่อนกลับมาช่วยงานครอครัวสามีในด้านงานประชาสัมพันธ์ รวมถึงได้รับความไว้วางใจให้เข้าบริหารงานและสร้างแบรนด์อาหารทะเลแปรรูป ภายใต้ บริษัท ริน อินเตอร์ฟู้ด จำกัด แบบเต็มตัว
ก่อนหันมาช่วยเดินหน้าธุรกิจยาดมแทนใจ ที่ครอบครัวร่วมทุนกับพาร์ตเนอร์อีก 4 คน โดยรับหน้าที่ดูภาพรวมแบรนดิ้งตาม Concept ที่วางไว้กับลูกค้า รวมถึงช่องทางการจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ
แทนใจ เปิดตัวเข้าสู่ตลาดครั้งแรกราวเดือนเมษายน 2568 แต่ผลตอบรับเรียกว่าดีเกินคาด มียอดการเติบโตสูงถึง 500% อีกทั้งยังได้วางจำหน่ายในโมเดิร์นเทรดชั้นนำ ไม่ว่าจะเป็น Tops, Jiffy, Mr.DIY ตามด้วย สมใจ, ไปรษณีย์ไทย, เชนร้านขายยา อย่าง Fascino, ICARE, กรุงเทพดรักสโตร์, เฮลท์อัพ ทุกสาขา รวมถึงร้านนายอินทร์, ศูนย์หนังสือจุฬาฯ, ศูนย์หนังสือมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และร้านสะดวกซื้อ ร้านกาแฟ ร้านขายยา รวมทั่วประเทศกว่า 18,000 สาขา เป็นต้น
เรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากโชคช่วย แต่เกิดจากการ “สร้างแบรนดิ้ง” ให้แข็งแรง “ฟังก์ชัน” ที่ตอบโจทย์ รวมถึงปิด Pain Point ของผู้ใช้ยาดมอีกด้วย

สร้างแบรนดิ้งแบบ “แทนใจ”
คุณรินยอมรับว่า ตลาดยาดมคือ Red Ocean มีแบรนด์ที่แข็งแกร่งครองตลาด เป็นสินค้าที่มีศักยภาพและมีการแข่งขันสูง แบ่งเป็นหลายเซกเมนต์ ทั้งยาดมแท่ง ยาดมสมุนไพร ยาดมกระปุก และอื่นๆ
แทนใจ จึงต้อง “หาช่องว่าง” จาก Pain Point เพื่อเข้ามาเป็นผู้เล่นหน้าใหม่ให้ได้
โดยพบ Pain Point ของผู้ใช้ยาดมสมุนไพรว่า “รูปลักษณ์ดูโบราณ” ไม่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่
อีกทั้ง เธอสังเกตเห็นคนรอบตัวและลูกเกิดอาการจามหลังใช้ยาดมสมุนไพรในบางครั้ง เพราะเป็นเหมือนการไปกระตุ้นภูมิแพ้บางอย่าง
และจากการรีเสิร์ชพบว่า หลังเปิดกระปุกยาดมสมุนไพรประมาณ 1 เดือน ไม่เกิน 3 เดือน อาจมีภาวะที่สามารถทำให้เกิดเชื้อในเศษสมุนไพรได้ จากการสัมผัสโดนเชื้อทั่วไปในอากาศ
ทางแบรนด์จึงตั้งใจปั้นยาดมแทนใจ ให้มี “Functional” ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภค โดยอาศัยความเชี่ยวชาญของพาร์ตเนอร์มาช่วยกันทำ
โดยเลือกใช้สำลีเกรดการแพทย์ (Medical Grade) หยอดด้วยน้ำมันสกัดจากยูคาลิปตัส เกล็ดสะระแหน่ และพิมเสน แทนการใช้เศษสมุนไพร
“ถ้ารีเสิร์ชเชิงลึก ในท้องตลาดจะใช้น้ำมันสกัดที่มีความเข้มข้นระดับปกติที่ประมาณ 85% แต่ของเราเลือกสกัดซ้ำถึง 3 ชั้น ทำให้ได้ความเข้มข้นมากกว่า 98% กลิ่นที่ได้มีความเสถียรสูง และกลิ่นไม่เพี้ยน” เธอเล่าเสริม
ส่วนแพ็กเกจจิ้ง รุ่นแรกของแทนใจ คือ รุ่นกระถาง ตามด้วยรุ่นบูสเตอร์ ซึ่งได้ทีมงานช่วยกันวางดีไซน์ ถือแล้วไม่แก่ ถือแล้วไม่อาย
โดยใช้เม็ดพลาสติก Eco ที่ผ่านกระบวนการลดคาร์บอนเครดิต และประหยัดพลังงานตั้งแต่ต้นน้ำ ซึ่งวัตถุดิบผ่านการรับรองมาตรฐานระดับสากลจาก UL (Underwriters Laboratories) ของสหรัฐอเมริกาในการนำเม็ดพลาสติกนั้นมาใช้ในการผลิต
สะท้อนให้เห็นว่าแบรนด์ไม่ได้รักแค่ตัวเอง แต่รักลูกค้าและโลกด้วย
รวมถึงใช้นวัตกรรมจากญี่ปุ่น ใส่สารป้องกันเชื้อแบคทีเรียเข้าไปในทุกส่วนทั้งตัวและฝากระปุก
ทำให้มี Double Protection หรือการป้องกันแบบสองชั้น เมื่อผู้บริโภคเปิดใช้ ทำให้มีฟีดแบ็กในทางที่ดีมาก สะท้อนให้เห็นว่า ถ้าโปรดักต์ดี สุดท้าย ลูกค้าจะกลับมาซื้อซ้ำ
“รุ่นบูสเตอร์และรุ่นกระถางตอบโจทย์ลูกค้าในหลากหลายมิติ รุ่นกระถาง มีตะแกรงรูปหัวใจ น่ารัก มีสารป้องกันเชื้อแบคทีเรีย กลิ่นหอมแบบกระจายทั่วขณะสูดดม เหมาะกับคนที่ชอบดมยาดมกลิ่นเบาสบาย ดมได้เรื่อยๆ
ส่วนรุ่นบูสเตอร์ ให้ความสดชื่นแบบ Boost Boost ดีไซน์สวย มีฝาครอบ เป็นยาดม 2 รู ที่สูดดมได้สุดสดชื่น เหมาะกับสายพกพายาดมแบบจัดเต็ม” คุณรินเล่าเสริม
โดยวางจำหน่ายในราคา 39-45 บาท แล้วแต่ช่องทางการจำหน่าย ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่วางไว้ตั้งแต่แรก ว่าต้องเข้าถึงง่าย โดยอ้างอิงจากราคาสินค้าที่วางจำหน่ายอยู่ในท้องตลาด
ซึ่งทางแบรนด์ได้วาง Target หลักเจาะกลุ่มวัยรุ่น นักเรียน นักศึกษา คนวัยทำงาน ที่มีไลฟ์สไตล์ ใช้เวลากิจกรรมตามรูปแบบของตัวเอง เช่น กลุ่มชอบออกกำลังกาย หรือดูคอนเสิร์ต
นอกจากนี้ยาดมแทนใจ ยังมีชื่อแบรนด์ที่มีความหมายที่ดีเหมาะแก่การเป็นของฝาก ของที่ระลึก สำหรับ Event ต่างๆ ตลอดจนเป็นสินค้า Soft Power ที่สามารถนำเป็นของฝาก กลุ่มนักท่องเที่ยวได้อีกด้วย

แผนการตลาดของ แทนใจ
หลังจากเปิดตัวมาราวปีครึ่งยามแทนใจมองเกมนับตั้งแต่ปีนี้ และในอีก 2-3 ปีข้างหน้า ยังปูพรมวางจำหน่ายในประเทศในช่องทางที่ตอบโจทย์
ส่วนต่างประเทศ ทางแบรนด์กำลังเดินหน้าดูรายละเอียดเพิ่มเติม เพราะมองเห็นโอกาสว่า สินค้าไทยตัวนี้เป็น Soft Power ที่ควรจะผลักดันออกไป
โดยในช่วงแรกอาจเน้นโซนเอเชีย เพราะมีความคุ้นเคยและเข้าใจสินค้าประเภทยาดมมากกว่า ซึ่งต้องปรับไปตามข้อกำหนดของแต่ละประเทศ
จากเรื่องราวของแทนใจสะท้อนให้เห็นว่า การมีพาร์ตเนอร์ที่ดี และมีความถนัดที่แตกต่างกัน เมื่อนำจุดแข็งของแต่ละคนมาผสานกัน ก็กลายเป็นจิ๊กซอว์ที่เติมเต็มกันอย่างลงตัว จนสร้างแบรนด์ให้เติบโตได้
