Featured SMEs รอบโลก

น้ำหนักขึ้น 22 โล เลยเปลี่ยนมื้อเช้าให้เฮลตี้ ต่อยอดขายผลไม้ฟรีซดราย ลงทุนหลักแสน สู่รายได้ 35 ล้าน

หลายคนเริ่มต้นปีด้วยการตั้งเป้าหมายเปลี่ยนชีวิต หรือที่เรียกว่า New Year’s Resolution แต่สำหรับคู่รักคู่นี้ เขาเลือกตั้งเป้าหมายเล็กๆ ในทุกมื้อเช้า จนกลายเป็นแบรนด์ผลไม้อบแห้งฟรีซดรายที่สามารถทำรายได้แตะ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 35 ล้านบาทต่อปี

บทความนี้จะพาทุกคนไปคุยกับ Jenny Yue อายุ 31 ปี อดีตบุคลากรทางการแพทย์ผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์ OHME! ที่เริ่มจากอาชีพเสริม จนปัจจุบันลาออกจากงานมาลุยธุรกิจเต็มตัว

จุดเริ่มต้นจาก “สุขภาพดี”

ย้อนกลับไปในช่วงโควิด-19 เจนนี่ทำงานด้านระบบสุขภาพดิจิทัลจากที่บ้าน ควบคู่ไปกับการเลี้ยงลูกวัย 1 ขวบ ซึ่งวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป ทำให้เธอเกิดความเครียด และลืมดูแลตัวเอง จนทำให้น้ำหนักของเธอพุ่งขึ้นมากกว่า 22 กิโลกรัม ภายในเวลาไม่ถึง 6 เดือน

“วันหนึ่งเรามองตัวเองในกระจกแล้วแทบจำตัวเองไม่ได้ นั่นจึงเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ฉันกับสามีตั้งเป้าว่าจะกลับมารักตัวเอง”

ทั้งคู่เริ่มจากการปรับมื้อเช้าให้เฮลตี้ขึ้น เปลี่ยนจากเบคอนและของทอด มาทานเป็นอกไก่ ข้าวโอ๊ต โยเกิร์ต และผลไม้แทน 

แม้ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ดี แต่ไม่นานก็เริ่มพบทานแบบเดิมๆ ทุกวันมันน่าเบื่อ ถ้าไม่มีอะไรมาเติมสีสันให้มื้ออาหาร

ขณะที่กำลังมองหาท็อปปิ้งที่มีประโยชน์และอร่อย สามีเธอก็นึกถึง “ผลไม้ฟรีซดรายหรือผลไม้อบแห้ง” ที่เคยทานในวัยเด็ก ซึ่งมีรสชาติเข้มข้น มีประโยชน์ คุณค่าทางอาหารครบถ้วน และมีความกรุบกรอบ 

พวกเขาจึงเริ่มทดลองทำกินเองที่บ้าน และจากความพยายามที่ทำให้การทานอาหารสุขภาพไม่น่าเบื่อ ก็กลายมาเป็นจุดกำเนิดของแบรนด์ OHME!

ลุยด้วยเงินทุน 170,000 บาท

โดยทั้งคู่เริ่มต้นธุรกิจนี้ด้วยเงินประมาณ 5,000 ดอลลาร์ (ราว 170,000 บาท) โดยนำไปซื้อเครื่อง Freeze-dryer ขนาดเล็ก, เช่าครัวกลาง และซื้อวัตถุดิบ จากนั้นก็นำสินค้าไปเปิดตัวกับลูกค้าจริงในตลาดเกษตรกรเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2023 

เจนนี่เล่าถึงเหตุผลที่เลือกตลาดนัดเกษตรกรเป็นสนามทดลองแรกนั่นก็เพราะว่า

“เราได้เห็นปฏิกิริยาของลูกค้าทันทีที่ลองชิม ได้ยินคำถามจริงก่อนที่พวกเขาจะตัดสินใจซื้อ ข้อติชมเหล่านี้ช่วยให้เราพัฒนาผลิตภัณฑ์และเล่าเรื่องราวของแบรนด์ได้เร็วกว่าการนั่งมโนเองอยู่ที่บ้าน”

แม้ยอดขายจะขึ้นอยู่กับสภาพอากาศและจำนวนคนเดินตลาด แต่เพียงปีแรก OHME! ก็ทำยอดขายทะลุ 100,000 ดอลลาร์ (ราว 3.5 ล้านบาท) ได้สำเร็จ

บทเรียนราคาแพง : สิ่งที่คนทำธุรกิจอาหารต้องรู้

หลังจากผ่านร้อนผ่านหนาวมา 2 ปี เจนนี่ได้แชร์ข้อคิดที่คนอยากทำธุรกิจควรเตรียมใจไว้ ดังนี้

1. การขึ้นชั้นวางในห้าง เป็นแค่จุดเริ่มต้น

หลายคนคิดว่าถ้าได้เอาสินค้าไปวางขายในซูเปอร์มาร์เก็ตดังๆ คือจบและสำเร็จแล้ว แต่ความจริงนั่นคือจุดเริ่มต้นของงานหนัก เพราะคุณต้องคอยจัดบูธชิมสินค้า ให้ความรู้ลูกค้า และทำโปรโมชัน เพื่อให้เขากลับมาซื้อซ้ำ

นอกจากนี้ ในช่วงแรกคนยังไม่เข้าใจว่า ฟรีซดรายคืออะไร ซึ่งมีลูกค้าชอบถามว่า “ต้องแช่ฟรีซไหม?” ทำให้ตลอด 2 ปีแรกพวกเขาจึงต้องคอยอธิบายให้ความรู้อยู่นาน

2. ยิ่งธุรกิจโต เงินสดยิ่งตึงมือ 

เมื่อเปลี่ยนจากการผลิตเองไปใช้โรงงานรับจ้างผลิต เพื่อขยายกำลังการผลิต เกมเงินสดก็เปลี่ยนไปทันที ห้างร้านอาจจ่ายเงินให้เราหลังส่งของไปแล้วหลายสัปดาห์ แต่โรงงานและซัพพลายเออร์วัตถุดิบต้องการเงินสดทันทีที่ส่งมอบ ในกระดาษคุณอาจจะเห็นตัวเลขเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ในชีวิตจริงคุณอาจหมุนเงินสดตาตั้งทุกวัน 

3. สินค้าขาดสต๊อก = เสียโอกาสและเสียความสัมพันธ์

เคยมีครั้งหนึ่งที่ออร์เดอร์จากผู้จัดจำหน่ายรายใหญ่เข้ามาทะลัก แต่ OHME! คำนวณสต๊อกและวัตถุดิบพลาด ทำให้ผลิตส่งไม่ทัน นอกจากจะเสียรายได้แล้ว ร้านค้ายังอารมณ์เสียเพราะมีชั้นวางว่างเปล่า

หลังจากนั้น เจนนี่จึงนำระบบ AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลการขายและคาดการณ์ความต้องการของตลาดล่วงหน้า เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ของขาดอีก

จากตลาดนัด สู่ห้างสรรพสินค้ากว่า 600 แห่ง

ปัจจุบัน OHME! ขยายธุรกิจจนมีวางจำหน่ายในห้างและซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำทั่วแคนาดากว่า 600 แห่ง รวมถึง Whole Foods และ Costco.ca และเริ่มส่งออกไปสหรัฐอเมริกา

โดยปีที่ 1 ทำยอดขายได้ราว $100,000 (ประมาณ 3.5 ล้านบาท) ต่อมาในปีที่ 2 ขยายเข้า 120 ร้านค้า ทำยอดขายได้ราว ~$350,000 (ประมาณ 12.2 ล้านบาท) และปัจจุบันคาดการณ์รายได้ปีนี้ที่ $1,000,000 (ประมาณ 35 ล้านบาท) และตั้งเป้าปีถัดไปที่ $2,000,000 (ประมาณ 70 ล้านบาท)

คำแนะนำสำหรับคนอยากเริ่มต้น 

สำหรับคนที่อยากเริ่มต้นทำอาชีพเสริมหรือธุรกิจของตัวเอง

“เลิกหวงไอเดีย แล้วเริ่มทดลองทำมันซะ ให้เวลาตัวเอง 30 วัน ในการสร้างสินค้าหรือบริการเวอร์ชันที่ง่ายที่สุดและถูกที่สุดขึ้นมา จากนั้นเอาไปลองขายให้กลุ่มเป้าหมายจริงๆ สัก 10 คน

อย่าถามแค่ว่าชอบไหม แต่ให้ถามว่ายอมจ่ายเงินซื้อไหม และถ้าไม่ซื้อเพราะอะไร คำชมอาจจะทำให้เรารู้สึกดี แต่พฤติกรรมการจ่ายเงินของลูกค้าต่างหากที่จะบอกความจริง”

เธอบอกว่าหลายคนติดกับดักกับการวางแผนเพราะกลัวล้มเหลว แต่เราไม่สามารถคิดไปก่อนถึงจะเจอความแน่ชัดได้ มีแต่ต้องลองทำเล็กๆ เพื่อเก็บข้อมูลจริง โดยที่ไม่จำเป็นต้องรีบลาออกจากงานหรือทุ่มเงินเก็บทั้งหมดที่มีเลยด้วยซ้ำ

ที่มา : Entreprenuer

Related Posts