บทความโดย สุภัทรา
ลองจินตนาการว่าคุณกำลังเขียนประโยคเดิมลงในสมุดทุกวัน เช่น “ฉันจะมีเงินล้าน” “ฉันจะได้งานในฝัน” หรือ “ฉันคู่ควรกับความรักที่ดี”
แม้วันนี้สิ่งเหล่านั้นจะยังไม่เกิดขึ้น และบางอย่างดูเหมือนอยู่ไกลเกินเอื้อม แต่คนที่เชื่อในแนวคิดนี้บอกว่า ยิ่งเราคิดถึงสิ่งที่ต้องการ เชื่อว่าตัวเองคู่ควร และย้ำความปรารถนานั้นซ้ำ ๆ โอกาสที่ความฝันจะกลายเป็นจริงก็อาจอยู่ไม่ไกล
นี่คือสิ่งที่คนมักจะเล่าใน TikTok, Spotify และ YouTube แล้วเขียนพาดหัวคลิปว่า “manifestation”
นี่คือแนวคิดที่เรียกว่า Manifesting ซึ่งกำลังถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางบน TikTok เรื่องนี้ฟังดูเหมือนเทพนิยาย แต่ก็เป็นภาพที่ทำให้เห็นว่า “Manifesting” ซึ่งแปลคร่าว ๆ ว่าการใช้ความคิด ภาพในหัว และคำยืนยันกับตัวเอง เพื่อดึงสิ่งที่ต้องการให้กลายเป็นจริง
ตั้งแต่การเขียนเป้าหมายลงสมุด การพูดคำยืนยันกับตัวเอง ไปจนถึงการกำหนดวันขอพรให้จักรวาลช่วยจัดสรรชีวิต ฟังดูคล้ายเรื่องมหัศจรรย์ แต่เบื้องหลังความเชื่อนี้มีทั้งประวัติศาสตร์ จิตวิทยา ธุรกิจ และสิ่งที่ยังเป็นข้อสงสัยว่า การคิดถึงสิ่งที่อยากได้บ่อย ๆ จะทำให้เราได้สิ่งนั้นจริงหรือเปล่า?
manifesting ศัพท์ที่มาแรงที่สุดในเวลานี้
แม้ Manifesting จะกลายเป็นคำคุ้นหูในโลกออนไลน์ แต่กระแสนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในปี 2026 จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในช่วงการระบาดของโควิด-19 เมื่อผู้คนทั่วโลกต้องหยุดกิจวัตรเดิม ๆ และใช้เวลาอยู่บ้านมากขึ้น หลายคนเริ่มกลับมาทบทวนชีวิต ตั้งคำถามกับงาน ความสัมพันธ์ และอนาคตของตัวเองว่า แท้จริงแล้วต้องการอะไรจากชีวิตกันแน่
การค้นหาบน Google คำว่า “manifesting” พุ่งขึ้นมากกว่า 600% ในช่วงไม่กี่เดือนแรกของปี 2020 ตอนที่โลกเพิ่งเข้าสู่การล็อกดาวน์ แต่ก่อนหน้านั้นบน Google Trends ตั้งแต่ปี 2018 ไม่ค่อยถูกพูดถึงมาก่อน
ช่วงต้นปี 2021 แฮชแท็ก #manifestation บน TikTok มียอดรับชมราว 10,000 ล้านครั้ง ส่วนข้อมูลล่าสุดจาก National Geographic เมื่อปี 2025 ระบุว่า TikTok มีโพสต์เกี่ยวกับหัวข้อนี้มากกว่า 110 ล้านโพสต์
ขณะที่พจนานุกรม Cambridge Dictionary ประกาศให้ “manifest” เป็นคำแห่งปี 2024 หลังมีคนเปิดค้นความหมายในเว็บไซต์เกือบ 130,000 ครั้ง ทางพจนานุกรมระบุว่าคำนี้ก้าวจากแวดวงคนสาย self-help และโซเชียลมีเดียไปปรากฏในสื่อกระแสหลัก และถูกเพิ่มความหมายใหม่เข้าไปตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2023
โดยที่ยอดค้นหาพุ่งสูงช่วงวันที่ 8 สิงหาคม 2024 ซึ่งถูกมองว่าเป็นวันทรงพลังสำหรับการ manifest ทำให้พอดแคสต์ บล็อก และโซเชียลเต็มไปด้วยคำแนะนำ “manifest ชีวิตที่ดีที่สุดของคุณ” โดยเฉพาะเรื่องเงิน
ทำไมโลกถึงอยากสั่งจักรวาล
การที่คำนี้คนให้ความสนใจช่วงโควิดเป็นเพราะว่า ช่วงนั้นคนทั่วโลกต้องเรียนและทำงานจากบ้านเป็นปี ทำให้คนเริ่มกลับมาสำรวจชีวิตตัวเอง เริ่มตั้งคำถามว่า “จริง ๆ แล้วฉันอยากได้อะไร” กลายเป็นจุดเริ่มต้นของ manifestation
หัวใจของ Manifesting คือความเชื่อว่า ความคิด ภาพในจินตนาการ และคำยืนยันกับตัวเอง สามารถช่วยดึงสิ่งที่ต้องการเข้ามาในชีวิตได้
Amanda Montell ผู้เขียนหนังสือ The Age of Magical Overthinking อธิบายว่า การเชื่อมโยงความคิดหรือความรู้สึกภายในเข้ากับเหตุการณ์ภายนอกเป็นรูปแบบความคิดที่อยู่กับมนุษย์มานาน และมักปรากฏชัดในช่วงที่ผู้คนเผชิญวิกฤตทั้งในชีวิตส่วนตัวและในระดับสังคม
ลองคิดดูว่า ในวันที่ชีวิตเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การได้เชื่อว่าตัวเองยังมีอำนาจกำหนดอนาคตบางส่วน อาจช่วยให้รู้สึกว่าชีวิตไม่ได้อยู่เหนือการควบคุมไปเสียทั้งหมด
Manifesting จึงตอบโจทย์ความต้องการทางใจของคนจำนวนหนึ่ง เพราะอย่างน้อยก็ช่วยให้พวกเขามีเป้าหมายบางอย่างให้ยึดเหนี่ยว แม้ยังไม่รู้ว่าจะไปถึงจุดนั้นได้อย่างไร
ส่วนวิธี Manifest ที่กลายเป็นไวรัลก็มีตั้งแต่การเขียนคำยืนยันซ้ำ ๆ ไปจนถึงการฝึกสังเกตสิ่งดี ๆ ในชีวิต เช่น
- วิธี 369 เขียนเป้าหมาย 3 ครั้งในตอนเช้า 6 ครั้งในช่วงกลางวัน และ 9 ครั้งก่อนนอน
- วิธี 55×5 เขียนคำยืนยันเกี่ยวกับสิ่งที่ต้องการ 55 ครั้งต่อวัน ติดต่อกัน 5 วัน
- การเขียนบันทึกสิ่งดี ๆ จดเรื่องเล็ก ๆ ที่ทำให้มีความสุข เช่น กาแฟแก้วโปรดหรือวันที่ได้ใช้เวลากับคนสำคัญ เพื่อฝึกให้ตัวเองหันมาสังเกตด้านบวกของชีวิต
อย่างไรก็ตาม วิธีเหล่านี้เป็นเทคนิคที่ได้รับความนิยมในกลุ่มผู้ทำ Manifesting ไม่ใช่สูตรทางวิทยาศาสตร์ที่พิสูจน์แล้วว่าสามารถทำให้ความปรารถนากลายเป็นจริงได้โดยตรง
ความเชื่อกลายเป็นธุรกิจ
ด้านธุรกิจเป็นมากกว่าแค่กระแสชั่วคราว เมื่อผู้คนจำนวนมากต้องการเปลี่ยนชีวิตให้ดีขึ้น Manifesting จึงเปิดโอกาสทางธุรกิจให้กับคนที่สามารถเปลี่ยนแนวคิดนี้เป็นสินค้าและบริการได้
ตัวอย่างหนึ่งคือ Sarah Perl โค้ชด้านมายด์เซ็ต เจ้าของบัญชี TikTok @hothighpriestess ซึ่งมีผู้ติดตาม 2.5 ล้านคน และสร้างธุรกิจที่มีรายได้ระดับเลขเจ็ดหลักจากคอนเทนต์เกี่ยวกับ Manifesting โดยมีทั้งคอร์สออนไลน์และสมุดจดบันทึกเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจ แต่ส่วนใหญ่เน้นคอนเทนต์ขายความหวังและภาพชีวิตในแบบที่ผู้คนอยากมีด้วย
เมื่อความเชื่อถูกนำมาผสมกับสินค้า บริการ และคอนเทนต์ Manifesting จึงมีโอกาสเติบโตเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้ได้จริง แม้ผลลัพธ์ของการ Manifest ในชีวิตแต่ละคนจะไม่สามารถรับประกันได้ก็ตาม
manifesting กันมานับพันปีแล้ว
หลายคนคิดว่า manifesting เป็นเทรนด์ใหม่บนโซเชียลมีเดีย แต่ National Geographic เสนอว่าแนวคิดว่าความคิดสร้างความจริงได้ มีรากทางประวัติศาสตร์ยาวนานกว่าที่หลายคนคิด
อธิบายในมุมอียิปต์และกรีก จอร์จ ไลซอส ผู้เขียน Ancient Manifestation Secrets ชี้ไปที่ลัทธิเฮอร์เมติก (Hermeticism) ซึ่งพูดถึงกฎสากลเจ็ดข้อของการสร้างสรรค์ รวมถึงกฎแห่งการสั่นสะเทือนที่ปัจจุบันเรียกว่ากฎแห่งแรงดึงดูด ครอบคลุมตั้งแต่ความรัก ความรุ่งเรือง ความสำเร็จ ไปจนถึงการสื่อสารกับพระเจ้า ในบทสวดออร์ฟิกของกรีกก็จบด้วยคำวิงวอนคล้ายคำอธิษฐาน และการเขียนคำอธิษฐานลงแผ่นตะกั่วแล้วฝังไว้ ก็เทียบได้กับการทำ vision board ในปัจจุบัน
พอเข้าสู่ยุคป๊อปคัลเจอร์ หนังสือ The Secret ของรอนดา เบิร์น เมื่อปี 2006 ที่ขายได้มากกว่า 30 ล้านเล่ม ได้กลายเป็นแรงสนับสนุนจากดาราอย่าง Oprah Winfrey ก่อนที่โควิด-19 จะเข้ามาเปลี่ยนวิถีชีวิตของผู้คน Manifesting จึงกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง ก่อนจะถูกนำมาปรับให้เข้ากับวัฒนธรรมของแพลตฟอร์มออนไลน์
ด้านที่นักวิชาการไม่เห็นด้วย
แม้ Manifesting จะช่วยให้หลายคนมีความหวัง แต่ปัญหาสำคัญคือความเชื่อบางรูปแบบอาจทำให้ผู้คนเข้าใจว่า หากคิดบวกมากพอ ทุกอย่างก็จะเป็นไปตามต้องการ
ลองนึกภาพคนที่พยายาม Manifest ให้ตัวเองร่ำรวย แต่สุดท้ายยังมีปัญหาทางการเงิน หากยึดติดกับความเชื่อนี้มากเกินไป เขาอาจสรุปว่าตัวเองคิดบวกไม่มากพอ หรือยังมีความเชื่อบางอย่างที่ขัดขวางความสำเร็จ
ในทำนองเดียวกัน คนที่ผิดหวังในความรักอาจหันมาโทษตัวเองว่าเป็นเพราะไม่เชื่อว่าตัวเองคู่ควรกับความรักที่ดีมากพอ นี่คือข้อกังวลสำคัญของนักวิจารณ์ เพราะการอธิบายผลลัพธ์ทุกอย่างด้วยพลังความคิดอาจละเลยปัจจัยอื่นที่มีผลต่อชีวิต ไม่ว่าจะเป็นโอกาส ทรัพยากร สภาพแวดล้อม ความพยายาม หรือเหตุการณ์ที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของแต่ละคน
อีกประเด็นหนึ่งคือ Confirmation Bias หรืออคติในการเลือกเชื่อข้อมูลที่สนับสนุนความเชื่อเดิมของตัวเอง ตัวอย่างเช่น หากเราเชื่อว่าการเขียนความปรารถนาจะช่วยให้สิ่งนั้นเกิดขึ้น เราอาจจดจำเฉพาะครั้งที่เขียนแล้วประสบความสำเร็จ แต่กลับมองข้ามครั้งที่เขียนแล้วไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
เมื่อเรื่องราวความสำเร็จถูกนำมาเล่าต่อบนโซเชียลมีเดีย ขณะที่ความผิดหวังอาจไม่ได้รับความสนใจเท่ากัน ก็ยิ่งทำให้ผู้ชมรู้สึกว่า Manifesting ได้ผลมากกว่าที่เป็นจริง ประเด็นจึงไม่ได้อยู่ที่การมีความหวังเป็นเรื่องผิด แต่อยู่ที่การเชื่อว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตเป็นผลจากความคิดของเราเพียงอย่างเดียวหรือไม่
แต่การคิดบวกก็มีประโยชน์
ถึงแนวคิดเรื่องการดึงดูดสิ่งที่ต้องการด้วยความคิดจะยังไม่มีหลักฐานเพียงพอให้สรุปว่าทำได้จริงตามคำกล่าวอ้าง แต่การมองโลกในแง่ดีและการตั้งเป้าหมายก็เป็นคนละเรื่องกับการเชื่อว่าจักรวาลจะจัดสรรทุกอย่างให้
งานวิจัยขนาดใหญ่ชิ้นหนึ่งพบว่าผู้หญิงที่มองโลกในแง่ดีมีแนวโน้มเสียชีวิตจากมะเร็ง โรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมองน้อยกว่าผู้หญิงที่มองโลกในแง่ดีน้อยกว่า อีกงานวิจัยพบว่าความคิดบวกสัมพันธ์กับความเสี่ยงหัวใจวายที่ลดลง
อย่างไรก็ตาม การพบความสัมพันธ์ไม่ได้หมายความว่าการคิดบวกเป็นสาเหตุโดยตรงที่ทำให้ความเสี่ยงเหล่านั้นลดลง และไม่ได้รับประกันว่าคนที่คิดบวกจะมีสุขภาพดีหรือประสบความสำเร็จเสมอไป
สำหรับการเขียนเป้าหมายหรือทำ Vision Board ประโยชน์ที่เป็นไปได้คือการช่วยให้เรามองเห็นสิ่งที่ต้องการได้ชัดเจนขึ้น และเตือนให้กลับมาทบทวนเป้าหมายของตัวเองเป็นระยะ
แต่การเขียนว่า “ฉันจะได้งานในฝัน” เพียงอย่างเดียวคงไม่ทำให้มีข้อเสนองานส่งมาถึงบ้าน สิ่งที่ทำให้เป้าหมายมีโอกาสเกิดขึ้นจริงมากขึ้น คือการนำความตั้งใจนั้นไปเชื่อมกับการลงมือทำ เช่น พัฒนาทักษะ เตรียมผลงาน สมัครงาน และเรียนรู้จากข้อผิดพลาด
ขณะเดียวกัน การจดจ่อกับเป้าหมายเพียงอย่างเดียวมากเกินไปก็อาจทำให้เรามองข้ามทางเลือกอื่น หรือรู้สึกผิดหวังกับตัวเองเมื่อผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามที่หวัง
ดังนั้น การคิดบวกอาจเป็นเครื่องมือที่ช่วยประคับประคองใจ แต่ไม่ควรถูกใช้เป็นมาตรวัดคุณค่าของตัวเอง หรือเป็นเหตุผลในการโทษตัวเองเมื่อชีวิตไม่เป็นไปตามแผน
ท้ายที่สุด manifesting คืออะไรกันแน่
หากมองย้อนกลับไป Manifesting อาจไม่ใช่เพียงเทรนด์บนโซเชียลมีเดีย แต่ยังสะท้อนความต้องการของมนุษย์ที่อยากมีอำนาจกำหนดอนาคตของตัวเอง โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ชีวิตเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
การเขียนความฝันซ้ำ ๆ อาจช่วยให้เราเห็นชัดขึ้นว่าอยากมีชีวิตแบบไหน การย้ำเตือนตัวเองว่าเราคู่ควรกับสิ่งดี ๆ อาจช่วยให้กล้าคว้าโอกาสที่เคยมองข้าม และการมีความหวังก็อาจทำให้การเริ่มต้นลงมือทำง่ายขึ้น
แต่สิ่งเหล่านี้แตกต่างจากการเชื่อว่าเพียงคิดให้แรงพอแล้วทุกอย่างจะเกิดขึ้นเอง เพราะชีวิตจริงยังมีทั้งโอกาส ข้อจำกัด และปัจจัยที่เราไม่สามารถควบคุมได้
สุดท้ายแล้ว หากอยาก Manifest งานในฝัน ก็อาจเริ่มจากการเขียนเป้าหมายลงสมุดได้ แต่หลังจากปิดสมุดแล้ว อย่าลืมเปิดคอมพิวเตอร์เพื่อทำเรซูเม่ด้วย
เพราะบางครั้ง สิ่งที่ทำให้ความฝันเข้าใกล้ความจริงอาจไม่ใช่การที่จักรวาลได้ยินเสียงของเรา แต่อาจเป็นการที่เราเริ่มลงมือทำบางอย่างเพื่อให้ตัวเองไปถึงจุดนั้นต่างหาก
อ้างอิง : National Geographic, medium, the week, abc, cnn
