Featured
ถนนพระราม 2 ที่รายล้อมไปด้วยบ้านเรือนและฝุ่นควันจากการเดินทาง ใครจะไปคิดว่าจะมีร้านฟาร์มคาเฟ่กึ่งสวนสไตล์อังกฤษและนอร์ดิกซ่อนตัวอยู่ลึกเข้าไปในซอยย่านบางขุนเทียน ที่ซึ่งเมื่อเปิดประตูเข้ามา ภาพของเมืองใหญ่จะถูกลบเลือนไปแทนที่ด้วยความร่มรื่นของแมกไม้และผีเสื้อที่ตอมดอกไม้เต็มสวน พื้นที่นี้เกิดจาก คุณยุ้ย-อภิรดี นกสุวรรณ และ คุณแหม่ม-พัฐพศิญา ทิพย์สุมณฑา รุ่นพี่รุ่นน้องจากคณะพืชสวน เทคโนโลยีการเกษตร ลาดกระบัง เจ้าของฟาร์มคาเฟ่ทำสวนกับมาดาม ที่ทั้งคู่เริ่มทำจากจุดเล็กๆ นั่นคือการปลูกในบ้าน จนขยายมาเป็นคาเฟ่ที่สามารถสร้างรายได้มากกว่า 1 ทาง Chapter 1 : เมล็ดพันธุ์แรก เรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นในช่วงโควิด-19 เป็นช่วงที่ทุกคนต้องอยู่บ้าน เช่นเดียวกับคุณยุ้ย เมื่อเธอต้องทำงานที่บ้าน จึงเริ่มหากิจกรรมเล็กๆ ทำ โดยเริ่มจากการปลูกผักในโรงรถ จนเธออยากจะมีที่ในการปลูกเพิ่มมากขึ้น ด้าน คุณแหม่ม พาร์ตเนอร์ที่ทำธุรกิจร่วมกันจึงเริ่มเล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้นให้เส้นทางเศรษฐีฟังว่า “ยุ้ยเขาเป็นชอบปลูกต้นไม้มาก เริ่มต้นปลูกมาทุกอย่าง ตั้งแต่กระแสแค็กตัสฟีเวอร์ ยุ้ยก็เป็นแกนนำ ปลูกทุกสปีชีส์ ทุกซีรีส์ เขาจะมีหม
LINE MAN เปิดข้อมูลการใช้สิทธิในโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ช่วงวันที่ 15-28 มิถุนายน 2569 พบว่ามีผู้ใช้สิทธิผ่านบริการดีลิเวอรีแล้วกว่า 1.2 ล้านคน โดยมูลค่าการสั่งซื้อต่อออร์เดอร์ในช่วงปลายเดือนมิถุนายนเติบโตขึ้นกว่า 15% เมื่อเทียบกับวันแรกของการเปิดใช้สิทธิ สำหรับสิทธิไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ที่เติมใหม่อีก 1,000 บาทในเดือนกรกฎาคม LINE MAN อัดฉีดคูปองส่วนลดสูงสุด 5,000 บาท พร้อมส่งฟรี 5 กม. เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายผู้บริโภค นายยอด ชินสุภัคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LINE MAN Wongnai ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า “ผลตอบรับในช่วงสองสัปดาห์แรกสะท้อนว่า มาตรการไทยช่วยไทย พลัส ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้จริง โดยผู้ใช้สิทธิมีการใช้จ่ายเฉลี่ย 450 บาทต่อคน ทำให้เม็ดเงินหมุนเวียนไปยังร้านอาหารทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันยังเห็นพฤติกรรมการใช้จ่ายที่เน้นอาหารมื้อหลัก ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายประจำวันของคนไทย ทั้งอาหารจานเดียว ข้าวราดแกง และก๋วยเตี๋ยว ที่เป็นหมวดอาหารที่มียอดสั่งสูงที่สุด ขณะที่ ข้าวกะเพราหมูกรอบ ครองตำแหน่งเมนูขายดีอันดับหนึ่งของโครงการประจำเดือนแรก ตามด้วย ข้าวมั
ใครจะคิดว่าจากผู้ประกอบการสู้ชีวิตที่เริ่มต้นธุรกิจส่งมะพร้าวน้ำหอมขายในเซเว่นฯ เพียงอย่างเดียว วันนี้จะก้าวสู่การเป็นตัวจริงด้านผลไม้สดครบวงจร ส่ง “เงาะมังคุด และลองกอง” ขายในเซเว่นฯ สูงถึง 120 ตันต่อเดือน คุณกิตติศักดิ์ พิพัฒน์คณาพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทย เบสท์ โปรดักส์ โฮลดิ้ง จำกัด เล่าถึงการเดินทางกว่า 10 ปีในการทำธุรกิจว่า เขาต้องการกระจายผลไม้ที่มีความสดใหม่ไปถึงมือผู้บริโภค และตั้งใจอยากโฟกัสกับการพัฒนาคุณภาพสินค้า ประกอบกับเชื่อมั่นในศักยภาพการกระจายสินค้าของเซเว่นฯ จึงตัดสินใจเลือกปักหมุดไปที่เซเว่นฯ เพียงที่เดียว โดยใช้วิธีติดต่อแบบ Walk-in เข้าไปนำเสนอสินค้ากับฝ่ายจัดซื้อโดยตรง เพราะเชื่อมั่นในจุดแข็งของตัวเองที่มีความพร้อมของซัพพลายวัตถุดิบ สามารถบริหารจัดการให้มีผลผลิตหมุนเวียนมาจำหน่ายได้อย่างต่อเนื่อง ย้อนกลับไปช่วงเริ่มต้นธุรกิจ คุณกิตติศักดิ์ทำตลาดส่งออกมะพร้าวน้ำหอมไปประเทศจีน ออสเตรเลีย และสิงคโปร์ จนมีความเชี่ยวชาญและระบบเริ่มนิ่ง ทำให้เขามองเห็นโอกาสในประเทศ “ตอนนั้นตลาดผลไม้สดพร้อมทานในร้านสะดวกซื้อยังไม่มีใครกล้าทำ โดยเฉพาะมะพร้าวน้ำหอม ที่บริหา
จากร้านข้าวสารเป็นที่รู้จักเพียง 3 อำเภอในจังหวัดชลบุรี ธุรกิจที่พ่อแม่สร้างขึ้นด้วยความขยันและอดทนมาตั้งแต่ปี 2527 แม้จะบอกกับลูกว่าเป็นงานหนัก งานร้อน และไม่ได้สร้างกำไรมากนัก แต่สำหรับ ธีรินทร์ ธัญญวัฒนกุล หรือ “คุณกอล์ฟ” ทายาทรุ่นสองของ “ข้าวตราไก่แจ้” กลับมองเห็นโอกาสในธุรกิจที่ตัวเองคลุกคลีมาตั้งแต่วัยเด็ก เขาจึงเลือกกลับมาสานต่อธุรกิจนี้หลังเรียนจบจากอเมริกา พร้อมสร้างการเปลี่ยนแปลงจาก “ระบบเถ้าแก่” สู่ “การบริหารแบบมืออาชีพ” จนกลายเป็นแบรนด์ข้าวไทยที่ส่งออกไปกว่า 40 ประเทศทั่วโลก และมียอดขายเติบโตแตะ 2,500 ล้านบาท ในคอนเทนต์ชุด “โอกาส” ธุรกิจเกษตร พาไปพูดคุยกับ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สุนทรธัญทรัพย์ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายข้าวตราไก่แจ้ ถึงเส้นทางการเติบโต การเปลี่ยนแปลงท่ามกลางความท้ายทาย และการต่อยอดธุรกิจที่ไม่หยุดแค่การจำหน่ายข้าสาร ร้านข้าวของพ่อแม่ จุดเริ่มธุรกิจพันล้าน คุณกอล์ฟเติบโตมาในร้านข้าวสารของพ่อแม่ตั้งแต่วัยเด็ก ราวปี 2527 กิจการเล็กๆ นี้มี “สุนทร ธัญญวัฒนกุล และ นภา” ภรรยา เป็นผู้บุกเบิกในตำบลกุฎโง้ง อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี ภาพจำของคุณกอล์ฟ คือไป
“เราอยากทำร้านลาบที่คนเข้ามากินแล้วทำไมรู้สึกเท่จังวะ ร้านแม่งเท่ มาฟังแผ่นเสียง กินกับลาบ” ประโยคสั้นๆ แต่สะท้อนความเป็น “Studio Larb” (สตูดิโอลาบ) ได้อย่างชัดเจน “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” จะพาไปพูดคุยกับ ตั้ม-กฤตวัฒน์ สุริย์ หนึ่งในเจ้าของร้านที่ชูความเป็น “อีสานป๊อป” ให้โดดเด่น ตั้งแต่การตกแต่งร้าน ที่นำของสะสมมาจัดวางอย่างมีสไตล์ การเปิดแผ่นเสียงที่ช่วยเพิ่มอรรถรสในการกิน ผสมผสานกับอาหารอีสานสูตรนครพนมจากรสมือพ่อแม่ ที่ปรุงอย่างพิถีพิถันก่อนเสิร์ฟทุกจาน ร้านน้องใหม่ใกล้บีทีเอสเสนานิคม Studio Larb คือโปรเจ็กต์ที่ตั้ม กับหุ้นส่วน บอล-อดิศักดิ์ กรรเชียง, เม่น-ศิริยศ เรื่องตังญาณ และ หรั่ง-เทอดภูมิ สมบูรณ์ คิดไว้นานแล้ว ว่าจะสร้างร้านที่มีความแตกต่าง พิเศษ และเท่ในแบบของตัวเอง “เราวางคอนเซ็ปต์แต่แรกแล้วว่าจะขายลาบ เปิดแผ่นเสียง เราเท่ในแบบของเรา มันคือตัวตนเราจริงๆ เพราะของทุกอย่างที่เอามาแต่งร้านเป็นของหุ้นส่วนทุกคน แผ่นเสียงเอย เครื่องเล่นเอย เฟอร์นิเจอร์เอย มันผ่านตัวตนของทุกคนที่มาทำร้านนี้จริงๆ” ตั้ม เล่าเสริมว่า ก่อนจะได้ทำเลในย่านนี้ เขาอยากกลับไปเปิดร้านที่บ้านเก
เรื่องราวของ “ทำสวนกับมาดาม” เกิดขึ้นเมื่อตอนโควิด-19 เป็นช่วงที่ทำให้ คุณยุ้ย-อภิรดี นกสุวรรณ อยากปลูกผักกินเอง หลังจากนั้นเมื่อเริ่มปลูกเยอะขึ้นจนทำให้ทานไม่ทัน เธอจึงชวนรุ่นพี่ที่สนิทกันอย่าง คุณแหม่ม-พัฐพศิญา ทิพย์สุมณฑา มาขยายความฝัน สร้างพื้นที่ปลูกให้ใหญ่ขึ้น แต่ทว่าหลังจากหาพื้นที่ได้แล้ว กลับต้องเผชิญกับปัญหาดินพระราม 2 ที่มีความเค็ม ทำให้เมื่อนำมารดน้ำผักแล้ว สลัดที่ได้มาจึงออกมารสชาติเค็ม จนทำให้ต้องแก้ไขปัญหานี้โดยการปรุงดินใหม่ทั้งหมด ปัจจุบันที่คาเฟ่แห่งนี้ได้ต่อยอดสร้างรายได้มากกว่า 1 ทาง ไม่ว่าจะเป็น การปลูกดอกไม้กินได้ การทำสวนเลม่อน การทำโรงเรือนต่างๆ และต่อยอดเป็นคาเฟ่ที่ให้ผู้คนแวะเวียนมาเช็กอิน รวมถึงการทำเวิร์กช็อป หรือแม้กระทั่งการเปิดให้แบรนด์เข้ามาเช่าสถานที่ถ่ายรูปได้ จนกลายเป็นพื้นที่แห่งการแบ่งปันสุขภาพ ความรู้ และแรงบันดาลใจให้กับผู้คนที่แวะมาเยือน #ทำสวนกับมาดาม #คาเฟ่ #พระราม2 #ที่เที่ยว #เกษตร #ปลูกผัก
เมื่อ 12 ปีที่แล้ว ในวันที่อารีย์ยังเป็นซอยมืด ไม่มีนักท่องเที่ยวสักคน แต่ “ส้มเล็ก – อติพร สังข์เจริญ” และ “ส้มใหญ่ – อมรรัตน์ อมรศิริชัยรัตน์” กล้าหักปากกาเซียน เปิด “The Yard” โฮสเทลกลางอารีย์ ย่านที่พวกเธอคุ้นเคย แม้เสียงรอบข้างจะบอกว่าเป็นไปไม่ได้! The Yard วางแนวคิดเป็นโฮสเทลสายกรีนตั้งแต่วันแรก ผ่านไป 12 ปี ที่พักแห่งนี้เป็นมากกว่าสายกรีน เพราะทุกการเดินทางของธุรกิจมี “ความยั่งยืน” เป็นหัวใจสำคัญ ผ่าน 3 เสาหลัก คือการสร้างกำไร (Profit) การเติบโตไปกับผู้คน (People) และดูแลโลก (Planet) ไปพร้อมๆ กัน
เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2569 ที่สามย่านมิตรทาวน์ ฮอลล์ ชั้น 5 งาน “Thailand Healthcare 2026 : Longevity อยู่ดี แฮปปี้นาน” มหกรรมสุขภาพอันดับ 1 ของประเทศ เข้าสู่วันสุดท้ายของการจัดงาน แต่สาระความรู้ยังอัดแน่นจัดเต็ม กล้อง – อาริยะ คําภิโล CEO & Founder แบรนด์โจนส์สลัด กล่าวบนเวที Health Talk : กินเปลี่ยนเซลล์ – เคล็ดลับอาหารชะลอวัย สไตล์โจนส์สลัด ว่า “สุขภาพดี” ไม่ได้วัดกันที่กล้ามใหญ่ หรือวิ่งได้ไกล แต่คือ “ร่างกายที่ทำงานได้ปกติ” ถ้าตั้งเป้าอยากสุขภาพดีภายในหนึ่งเดือนทุกคนสามารถทำได้ แต่ถ้าตั้งเป้าอยากสุขภาพดีให้ถึงร้อยปี เป็นเรื่องยากและท้าทาย โรค NCDs ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ไม่ได้เป็นโรคที่เกิดขึ้นบ่อยในสมัยก่อน เช่นในยุคหินมนุษย์ต้องเดินเป็นสิบกิโลเพื่อหาอาหาร เจอปลากินปลา เจอผลไม้ก็กินไปเรื่อย ทำให้ร่างกายถูกกำหนดให้กินหลากหลาย กระทั่งเข้าสู่ยุคเกษตรกรรม ทำให้มนุษย์กินหลากหลายน้อยลง และกินหลากหลายน้อยลงอีกเมื่อเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม มีการผลิตแป้งและขนมต่างๆ ส่งผลให้ร่างกายติดบั๊ก เพราะกินอาหารที่เป็น Real Food มานาน จึงไม่ชินกับอาหารใหม่ๆ เท่าไหร่&nb
ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา หลายคนคงเคยเห็นคลิปวิดีโอที่นำเสนอเรื่องราวอาหารริมทางในไทย ถ่ายทอดผ่านคาแร็กเตอร์ชายชาวญี่ปุ่นในชุดทำงาน เป็นเสื้อเชิ้ตแบบเรียบง่าย ซึ่งภายในคลิปมักจะเดินทางไปลิ้มลองอาหารไทยที่มีรสชาติจัดจ้าน พร้อมกับเครื่องดื่มกระป๋องเขียวที่เป็นซิกเนเจอร์คู่ใจ และต้องพูดคำว่า “โอ้โห” ทุกครั้ง เพราะเป็นเอกลักษณ์ประจำคลิป วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ มีโอกาสได้พูดคุยกับคุณ Yasuharu Nishio (ยาสุฮารุ นิชิโอะ) ชาวญี่ปุ่นวัย 51 ปี ที่หลงรักในอาหารไทย และได้ท่องเที่ยวทั่วไทยไปแล้วกว่า 70 จังหวัด ในเวลาเพียง 3-4 ปี ปัจจุบันเขาได้ทำธุรกิจมากมาย ไม่ว่าจะเป็น การเขียนบล็อกภาษาญี่ปุ่น แนะนำร้านอาหารท้องถิ่นทั่วไทย ชื่อว่า ‘激旨!タイ食堂’ ต่อมาได้จัดตั้งบริษัททัวร์ที่ให้บริการชาวญี่ปุ่นในการท่องเที่ยวไทย TRIPULL และล่าสุดกับบทบาทอินฟลูเอนเซอร์สายอาหารชื่อดัง เจ้าของช่อง Asia Gourmet Story ที่เน้นถ่ายทอดเรื่องราวผ่านคาแร็กเตอร์มนุษย์เงินเดือนที่ชื่นชอบสตรีตฟู้ดไทย ในรูปแบบคลิปวิดีโอแนว Cinematic ชีวิตบรรณาธิการในโอซาก้า นิชิโอะ เล่าถึงชีวิตในญี่ปุ่นว่า เขาเคยทำงานเกี่ยวกับการทำนิต
SME ไทยกำลังเผชิญจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในปี 2569 เมื่อกำลังซื้อยังฟื้นตัวไม่ทั่วถึง ต้นทุนดำเนินธุรกิจอยู่ในระดับสูง ขณะที่การแข่งขันบนแพลตฟอร์มดิจิทัลทำให้ผู้ประกอบการต้องปรับตัวเร็วกว่าที่เคย “เคทีซี” สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และสมาพันธ์ SME ไทย จึงร่วมกันเปิดเวทีเสวนา KTC FIT Talk ครั้งที่ 26 “SME Next Move: ทางรอดใหม่ในโลกธุรกิจที่ไม่เหมือนเดิม” เพื่อถอดรหัสทิศทางธุรกิจ SME ไทย โดยผู้เชี่ยวชาญทุกภาคส่วนเห็นตรงกันว่า “ข้อมูล (Data) และสภาพคล่องทางการเงิน (Cashflow)” กำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ชี้ขาดความอยู่รอดและการเติบโตของผู้ประกอบการในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล ปัจจุบัน SME ยังคงเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยข้อมูลสถานการณ์ SME ไทยของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ระบุว่า ในปี 2569 ประเทศไทยมีผู้ประกอบการ SME จำนวน 3.3 ล้านราย คิดเป็น 99.5% ของผู้ประกอบการทั้งหมด มีการจ้างงานกว่า 13.6 ล้านคน หรือคิดเป็น 70% ของแรงงานภาคเอกชนไทย โดย สสว. คาดการณ์ว่า SME GDP ในปี 2569 จะเติบโตในกรอบ 2.0-2.8% จากแรงสนับสนุนของภาคบริการ การ
