จะว่าไป คนยุคนี้เมื่อมีอายุเลย 60 ปี ซึ่งเป็นตัวเลขเกษียณการทำงานอย่างเป็นทางการ หลายๆ ท่านยังมีเรี่ยวมีแรง และมีความรู้-ความสามารถ ไม่แพ้คนหนุ่มสาวสักเท่าไหร่ ผู้อาวุโส จำนวนไม่น้อย จึงพยายามหางานอดิเรก หรือแม้แต่ “อาชีพหลังเกษียณ” ทำกันเป็นเรื่องเป็นราว เพราะไม่อยากปล่อยเวลาให้นับถอยหลัง ผ่านไปอย่างไร้ค่า
“ชื่อ จันทร์เพ็ญ ทรงสวยรูป เป็นข้าราชการบำนาญ เกษียณแล้ว เลยหาช่องทางให้ตัวเองว่าในความรู้ความสามารถของเรา สามารถทำอะไรได้บ้าง” เจ้าของเรื่องราวครั้งนี้ ที่ใช้คำเรียกแทนตัวว่า “ป้าจิ๊ก” เริ่มบทสนทนาอย่างนั้น
ก่อนย้อนที่มาของ “อาชีพหลังเกษียณ” ซึ่งเลือกทำมาถึงทุกวันนี้ให้ฟัง มีจุดเริ่มต้นจากปัญหาสุขภาพประจำตัว โดยมีคำแนะนำจากแพทย์ทางเลือก ให้ทานผักใบเขียวเป็นประจำจะทำให้การทำงานของตับดีขึ้น ซึ่งผักที่พอนึกออก เห็นมีแต่คะน้า แต่เธอไม่ชอบลักษณะ “เหม็นเขียว” ของมันมาก
กระทั่งราว 7 ปีก่อนหน้า มีเพื่อนแนะนำให้รู้จักกับ “เคล-Kale” ผักใบเขียวที่ไม่เหม็นเขียวมากนัก เลยใช้เวลาว่างทำการศึกษา ก่อนแบ่งพื้นที่ข้างบ้านทำแปลงและลงมือปลูก เมื่อได้ผลผลิตแล้ว นำมาปั่นกับผลไม้ ดื่มเป็นประจำตั้งแต่นั้นมา
“เคล เป็นพืชอายุยืน ดูแลดีอยู่ได้นานเป็นปีเลย ถ้าพอตัดยอดจะแตกแขนงได้อีก ซึ่งสวนเคลในโรงเรือนของป้าจิ๊กนี้ ล่าสุดปลูกไว้ไม่เกิน 300 ต้น ทำแบบอินทรีย์ที่ไม่ใส่เคมีอะไรเทียบเท่ากับออร์แกนิกได้เลย เวลาหนอนมา ก็เดินดูหนอน ส่องไฟหาตอนกลางคืน ใช้น้ำหมักอะไรไป” เจ้าของสวนเคลท่านเดิม บอก
ผักเคล นั้นให้ผลผลิตดีในช่วงฤดูหนาว ใบงามดี ไม่เน่าเพราะโดนฝน และไม่มีแมลงลง ป้าจิ๊กจึงลงเยอะช่วงหน้าหนาว ทำให้บางช่วงมีสต๊อกหลายร้อยกิโล เลยคิดหาทางแปรรูป เพราะเริ่มมี “รีเควสต์” จากคนรอบข้าง ว่าอยากลองทานบ้าง
“ปีถึง 2 ปีที่แล้ว เคล กลายเป็นพืชอยู่ในกระแสดัง อ้าว! คนนั้นอยากได้ คนนี้อยากได้ ของเราก็มีอยู่ ทำอย่างไรดีถึงจะได้แบ่งปันเพื่อนบ้านบ้าง เลยนำมาแปรรูป ลองเอาไปอบดู มีคนบอกถ้านำเคลมาอบ จะหอมมาก รสสัมผัสเหมือนสาหร่ายอบยี่ห้อดัง ประมาณนั้น” ป้าจิ๊ก เล่ายิ้มๆ
และด้วยความที่ เธอและสามี-คุณอร่าม เคยร่วมกันจัดตั้ง “วิสาหกิจชุมชน Office ชาวนา อินทรีย์วิถีไทย” มาก่อนหน้านี้ ภารกิจหลักคือปลูกข้าวพันธุ์พื้นเมือง และมีผลผลิตทางการเกษตรหลายอย่าง เช่น กล้วย ขิง ขมิ้น อัญชัน ฯลฯ ซึ่งนำมาแปรรูปเพื่อจำหน่ายส่งเข้าโมเดิร์นเทรด มีโรงงานแปรรูป ได้มาตรฐาน GMP มาตรฐาน อย. อยู่ก่อนแล้ว เมื่อหันมาปลูกเคลเพิ่ม การแปรรูป จึงไม่ใช่งานยาก หรือต้องลงทุนเพิ่มอะไร
ป้าจิ๊ก เผยต่อว่า ตอนนี้สามารถผลิตเคลสดส่งขาย ทำรายได้ประมาณ 20,000 บาทต่อเดือน ส่วนการผลิตผงเคล แบ่งออกเป็น 2 แบบคือ ผงเคล สำหรับคน อายุการจัดเก็บ 1 ปี ขนาดบรรจุ 200 กรัม สามารถนำไปทานได้หลายแบบ อย่าง ชงดื่ม โรยในอาหารอย่างราดหน้า ข้าวต้ม ได้ทั้งนั้น และอีกแบบ เป็นผงเคล ใช้เป็นอาหารเสริมสัตว์เลี้ยง กำลังการผลิตอยู่ที่ประมาณ 3 กิโลกรัมต่อสัปดาห์ ทำให้มีรายได้จากผงเคล เดือนละประมาณ 50,000 บาท
“ทำผงเคล เป็นอาหารเสริมสัตว์เลี้ยง น่าจะมาจากเหตุบังเอิญ ที่ลูกชายเลี้ยงน้องหมาตัวเล็ก และเขาเคยสั่งผงเคลจากต่างประเทศมาให้กินเมื่อ 5-6 ปีที่แล้ว ซึ่งราคาสูงใช้ได้ เลยลองทำดูบ้าง ปรากฏกินได้เหมือนกัน ลูกชายเลยนำผงเคลที่ทำ ไปโพสต์ขายในกลุ่มคนเลี้ยงน้องหมา ปรากฏมีคนสนใจกระทั่งมีออร์เดอร์มาถึงทุกวันนี้ ซึ่งผงเคลสำหรับสัตว์เลี้ยง ต่างจากของคน คือราคาถูกกว่าในปริมาณที่เท่ากัน อบเคลทั้งก้านและใบ ส่วนของคนใช้ใบล้วน” ป้าจิ๊ก เผย
ก่อนแนะนำส่งท้าย
“ผักเคล มีประโยชน์หลายอย่าง ถ้าอยากปลูกไว้ทานเอง ทำได้เลยไม่ต้องคิดเยอะ แต่ถ้าทำเป็นธุรกิจ ต้องวัดใจตัวเองก่อน ดูแลไหวไหม เพราะต้นทุนสูง ตอนนี้ต้นพันธุ์ขนาดย่อมๆ ต้น 10-20 เซ็นต์ ก็ 20-30 บาทแล้ว เริ่มต้นควรลองปลูก 10-20 ต้น หากอยากแปรรูป ใช้เครื่องอบโฮมเมด บดด้วยเครื่องบดกาแฟตัวเล็กๆ ไม่กี่ร้อยบาท ไปก่อนได้”
ใครอยากดูสวนเคล ของ “ป้าจิ๊ก” กับ “ลุงอร่าม” ติดต่อไปที่ “ออฟฟิศชาวนา” เลขที่ 258 หมู่ที่ 9 ต.ท่าเยี่ยม อ.โชคชัย จ.นครราชสีมา หรือ โทร. 081-911-260
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ 15 ก.ค. 68
