Leadership
การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในประเทศจีน ประกอบกับนโยบายของรัฐบาลในการควบคุมสงครามราคาในอุตสาหกรรมต่างๆ ได้ส่งผลให้ทรัพย์สินรวมของมหาเศรษฐีจีนพุ่งทะยานเกือบทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ในปี 2026 ประเทศจีนมีมหาเศรษฐีระดับพันล้านดอลลาร์ (Billionaires) รวมทั้งสิ้น 539 ราย โดยมีกลุ่มธุรกิจ AI เป็นผู้สร้างมหาเศรษฐีหน้าใหม่ที่น่าจับตา ทั้งนี้ จีนยังคงเป็นประเทศที่มีมหาเศรษฐีมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากสหรัฐอเมริกา อันดับ 1 จาง อี้หมิง (Zhang Yiming) อายุ 43 ปี มูลค่าทรัพย์สิน : 6.93 หมื่นล้านดอลลาร์ (2.3 ล้านล้านบาท) ผู้ก่อตั้ง ByteDance ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของแอปพลิเคชันวิดีโอสั้นระดับโลกอย่าง TikTok นอกจากนี้แชตบอต Doubao (โต่วเปา) ของบริษัทยังขึ้นแท่นผู้ช่วย AI ยอดนิยมอันดับหนึ่งในจีน และโมเดล AI สร้างวิดีโอตัวใหม่อย่าง Seedance 2.0 ก็เพิ่งสร้างความฮือฮาไปทั่วโลก อันดับ 2 จง ซานซาน (Zhong Shanshan) อายุ 71 ปี มูลค่าทรัพย์สิน : 5.97 หมื่นล้านดอลลาร์ (1.97 ล้านล้านบาท) เจ้าพ่อธุรกิจน้ำดื่มบรรจุขวดแบรนด์ Nongfu Spring ที่กำลังฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งหลังจากผ่านพ้นว
ถือเป็นก้าวสำคัญครั้งใหญ่ของวงการเทคโนโลยี เมื่อ Apple ประกาศแต่งตั้ง จอห์น เทอร์นัส (John Ternus) ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) คนใหม่ โดยจะมีผลอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 กันยายนนี้ ขณะที่ ทิม คุก (Tim Cook) จะผันตัวไปรับตำแหน่งประธานกรรมการบริหาร (Executive Chairman) ซึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ถือเป็นการสิ้นสุดยุคสมัย 15 ปีของ คุก ในฐานะหนึ่งใน CEO ด้านเทคโนโลยีที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์ร่วมสมัย โดยที่ผ่านมา จอห์นเป็นผู้ดูแลโปรเจ็กต์ฮาร์ดแวร์ที่เดิมพันอนาคตของ Apple มาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็น iPhone, iPad, Mac, Apple Watch และ AirPods รวมถึงเป็นคีย์แมนคนสำคัญที่ช่วยปลุกยอดขายคอมพิวเตอร์ตระกูล Mac ให้กลับมาคึกคักและชิงส่วนแบ่งการตลาดกลับคืนมาได้ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ ผลงานล่าสุดที่เป็นที่ฮือฮาคือ การเปิดตัว iPhone Air ซึ่งถือเป็นการปรับโฉมครั้งใหญ่ที่สุดของ iPhone นับตั้งแต่ปี 2017 เป็นต้นมา ทำความรู้จัก “จอห์น เทอร์นุส” ผู้นำเจนใหม่ บรรดานักวิเคราะห์และคนใน Apple ต่างมองว่าจอห์น คือตัวเต็งอันดับหนึ่งมานานแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังจากที่ เจฟฟ์ วิล
ใครจะเชื่อว่าจุดเริ่มต้นเล็กๆ จากแผงขายน้ำมะนาวของลูกสาว จะกลายเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ต่อเดือนกว่าครึ่งล้านบาท เรื่องราวของ Swetha (สเวทา) และ Venkat Raju (เวนกัต ราชู) คู่รักชาวอินเดียวัย 40 ปี ในบรูกลิน นิวยอร์ก คือบทพิสูจน์ของคำว่า “โอกาสมีอยู่ทุกที่” หากรู้จักสังเกตและลงมือทำ ย้อนกลับไปในปี 2021 Mahati (มาหตี) ลูกสาวตัวน้อยวัย 6 ขวบ เกิดไอเดียอยากหารายได้พิเศษด้วยการตั้งแผงขายน้ำมะนาวและโดซ่า เครปสไตล์อินเดียใต้รสชาติต้นตำรับ บริเวณตลาด Fort Greene Park Green Market คุณแม่ Swetha จึงลงมือปรุงโดซ่าสูตรพิเศษให้ลูกสาวไปขายเล่นๆ ใครจะรู้ว่ารสชาติอันเป็นเอกลักษณ์นั้น จะสร้างปรากฏการณ์ที่ทำให้ลูกค้าติดใจ จนต้องกลับมาซื้อซ้ำแล้วซ้ำเล่า จากแผงเล็กๆ ริมทาง สู่การตัดสินใจครั้งสำคัญ Swetha และ Venkat เล็งเห็นโอกาสทอง ที่ซ่อนอยู่ในรสชาติอาหารอินเดียใต้ที่มีความแตกต่างและเป็นเอกลักษณ์ พวกเขาเริ่มจริงจังกับการขายโดซ่าทุกวันเสาร์ พร้อมขนเตาแก๊สมาปรุงสดๆ ร้อนๆ สร้างความฮือฮาจนลูกค้าต่อแถวยาวเหยียด เพื่อลิ้มลองโดซ่าราคา 10 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 300 กว่าบาท ที่อร่อยจนหยุดไม่ได้ ความต้องการที่พุ่ง
ท่ามกลางกระแสความตื่นตัวของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่สามารถทำงานระดับเริ่มต้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ กลุ่มคน Gen Z (ผู้ที่เกิดระหว่างปี 1997–2012) กำลังเผชิญกับภาวะหวาดกลัว ต่ออนาคตในตลาดแรงงานอย่างเห็นได้ชัด Brian Moynihan (ไบรอัน มอยนิแฮน) CEO ของ Bank of America สะท้อนให้เห็นถึงความตึงเครียดนี้ว่า กลุ่มคนรุ่นใหม่ สามารถเปลี่ยนความวิตกกังวลให้กลายเป็นความได้เปรียบได้ หากเรียนรู้ที่จะใช้งาน AI อย่างชาญฉลาด สมรภูมิเด็กจบใหม่ Brian Moynihan เผยในรายการ Face the Nation ของสถานีโทรทัศน์ CBS ว่า ล่าสุด Bank of America มีผู้สมัครหลั่งไหลเข้ามาถึง 200,000 คน เพื่อแย่งชิงตำแหน่งงานระดับเริ่มต้นเพียง 2,000 ตำแหน่ง ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นถึงการแข่งขันที่ดุเดือดอย่างยิ่งในตลาดแรงงานมนุษย์เงินเดือน เมื่อเขาเอ่ยปากถามกับพนักงานใหม่ว่า พวกเขากลัว AI และอนาคตข้างหน้าหรือไม่ คำตอบที่ได้คือ พวกเขาต่างยอมรับว่ารู้สึก “กลัว” ต่ออนาคตและการเข้ามาของ AI ซึ่งไบรอันมองว่าเป็นปฏิกิริยาที่เข้าใจได้ เพราะ AI กำลังแสดงให้เห็นว่ามันสามารถทำงานพื้นฐานที่เคยเป็นหน้าที่ของพนักงานระดับจูเนียร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ในโลกที่อาชีพเสริมกลายเป็นอาชีพที่สองของใครหลายๆ คน Nicole Glabman (นิโคล แกลบแมน) พนักงานประจำตำแหน่งฝ่ายโฆษณาที่ Uber นิวยอร์ก ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าจากปัญหาส่วนตัวสามารถเปลี่ยนเป็นธุรกิจที่มีมูลค่ามหาศาลได้ เธอตัดสินใจปั้นแบรนด์ “She’s The Sauce” ซอสปรุงรสที่อัดแน่นด้วยโปรตีนและพรีไบโอติก จนกลายเป็นม้ามืดในวงการอาหารที่สร้างยอดขายถล่มทลายตั้งแต่เปิดตัว เริ่มต้นจาก “ความโกรธ” แต่กลายเป็น “โอกาส” นิโคล ไม่ได้เริ่มธุรกิจเพราะอยากรวยตามกระแส แต่เริ่มเพราะ “ความหิวที่ถูกจำกัด” เธอเผชิญกับภาวะโรคส่วนตัวที่เธอเป็น ซึ่งส่งผลทำให้ต้องคุมน้ำหนักและฮอร์โมนอย่างเคร่งครัด คำแนะนำเดียวที่เธอได้รับคือ ถ้าอยากผอม ให้ตัดซอสทิ้ง เพราะซอสส่วนใหญ่มีแต่แคลอรีที่ว่างเปล่า “ฉันรักซอส และฉันไม่อยากตัดสิ่งที่รักออกไป ฉันแค่ต้องการทำให้มันดีขึ้น” นิโคล กล่าว เธอจึงเริ่มทดลองในครัวเล็กๆ ของตัวเองช่วงปลายปี 2023 เพื่อพิสูจน์ว่าซอสไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ร้ายเสมอไป โดยการเติมโปรตีนและไฟเบอร์ลงไป เพื่อเปลี่ยนเครื่องปรุงให้กลายเป็นอาหารที่มีฟังก์ชันต่อร่างกาย บททดสอบสุดหิน เมื่อยอดขายพุ่ง แต่ “หลังบ้าน” พัง นิโคล ลงทุน
ย้อนกลับไปปี 2016 ออเดรย์ ฟินอคเคียโร (Audrey Finocchiaro) กับ แซม แลนแคสเตอร์ (Sam Lancaster) แฟนหนุ่มของเธอ ตอนนั้นยังเป็นแค่คู่รักวัยทำงานที่มีความฝันเล็กๆ คืออยากเปิดร้านกาแฟของตัวเอง ทั้งคู่ใช้เวลาหลายเดือนปั่นรถเข็นกาแฟเล็กๆ ที่ต่อขึ้นเองในชั้นใต้ดินบ้านพ่อแม่ ใช้เงินรูดบัตรเครดิตจนเต็มวงเงินราว 50,000 บาท เพื่อซื้อไม้ ล้อจักรยาน และอุปกรณ์ทำกาแฟ ก่อนจะตั้งชื่อร้านว่า “The Nitro Cart” ช่วงซัมเมอร์ทั้งสองออกไปขายกาแฟไนโตร (Nitro Cold Brew) ตามตลาดนัด งานเกษตรกร และอีเวนต์เล็กๆ ทั่วรัฐโรดไอแลนด์ แต่รายได้วันหนึ่งยังไม่ถึง 3,000 บาท ออเดรย์เล่าว่า “เราตื่นเช้า ออกไปขายทุกวัน บางวันฝนตก คนไม่มา เงินก็ไม่ได้ แล้วเรายังเป็นแฟนกันอีก มันเลยเริ่มมีอารมณ์ใส่กัน จนคิดว่าหรือเราควรพับโครงการนี้เก็บดี” จุดเปลี่ยนที่ใช้เวลาแค่ 30 นาที จนวันหนึ่งในฤดูใบไม้ร่วง แซมตัดสินใจลองเข็นรถกาแฟไปขายที่มหาวิทยาลัย Brown ปรากฏว่า แค่ 30 นาทีแรก กาแฟหมดเกลี้ยง วันนั้นพวกเขาทำเงินได้ 14,000 บาท ถือเป็นรายได้ก้อนแรกที่ทำให้ทั้งคู่มีความหวังขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากนั้น The Nitro Cart กลายเป็นขวัญใจเด็กมหา
“เช้าสวมบูทลุยฟาร์ม เย็นสวมไข่มุกรับลูกค้า” เรื่องราวของ New Chepter อย่างเพนนี โบเวอร์ส-เชบัล (Penny Bowers-Schebal) หญิงแกร่งวัย 55 ปี ผู้เปลี่ยนบทบาทจากเกษตรกรเลี้ยงแพะในเมืองลับตาคน ให้กลายเป็นเจ้าของธุรกิจชุดเจ้าสาวที่สร้างรายได้หลักสิบล้านบาทต่อปี Business Model ที่เฉียบคม เปลี่ยน “ความไร้ค่า” ให้เป็น “มูลค่ามหาศาล” ท่ามกลางทุ่งหญ้าในออสตินเบิร์ก รัฐโอไฮโอ เพนนีเริ่มต้นเช้าวันใหม่ด้วยการดูแลแพะและนกยูง ก่อนจะขับรถเพียง 7 นาทีเข้าสู่ตัวเมืองเพื่อสวมบทซีอีโอแห่ง Formality Bridal ร้านชุดเจ้าสาวที่ตั้งตระหง่านอยู่ในโบสถ์เก่าสุดคลาสสิก หัวใจของธุรกิจนี้คือ Smart Strategy เพนนีมองเห็นช่องว่างในอุตสาหกรรมวิวาห์ เธอรับซื้อชุดตัวอย่างจากรีเทลเลอร์ยักษ์ใหญ่ทั่วอเมริกา แล้วนำมาจำหน่ายต่อในราคาที่ใครก็เอื้อมถึง ไม่เกิน 999 ดอลลาร์ (ราว 35,000 บาท) ซึ่งถูกกว่าราคาตลาดเกือบเท่าตัว เธอบริหารความเสี่ยงอย่างเหนือชั้นด้วยการสร้างพันธมิตรกับร้านค้าที่อยู่ไกลออกไป เพื่อไม่ให้กลายเป็นคู่แข่งกันเอง กลายเป็นโมเดลธุรกิจที่วิน-วินทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย ความสำเร็จที่วัดจาก “ความสุข” ไม่ใช่แค่ “ตัวเลข” แม้ตั
ชานมไข่มุก เชื่อว่าต้องเป็นหนึ่งในเมนูเครื่องดื่มที่เป็นขวัญใจทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ ด้วยรสชาติที่อร่อย พร้อมกับไข่มุกที่นุ่มนวล จึงเกิดเป็นร้านชานมไข่มุกกระจายไปหลายแห่ง แบรนด์ต่างๆ ลงมาเล่นในสมรภูมินี้กันมากขึ้น จึงทำให้เราเห็นว่ามีแบรนด์ชานมไข่มุกในท้องตลาดให้ได้เลือกซื้อมากมาย โดยมีราคาตั้งแต่หลักสิบไปจนถึงหลักร้อยเลยทีเดียว วันนี้ ซึ่งตรงกับวันที่ 30 เมษายน ในทุกๆ ปีจะถูกเรียกว่าเป็น “วันชานมไข่มุกแห่งชาติ” ฟังดูยิ่งใหญ่และน่าตื่นเต้นไม่น้อยเลยทีเดียว แต่ว่าทำไม? วันที่ 30 เมษายน ถึงถูกจัดให้เป็นวันชานมไข่มุกแห่งชาติ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ได้รวบรวมข้อมูลมาให้ผู้อ่านทุกท่านแล้ว จุดเริ่มต้น ความบังเอิญที่แสนหวาน ประวัติศาสตร์ของชานมไข่มุกอยู่ในเกาะไต้หวันช่วงยุค 1980 แม้จะมีการถกเถียงกันระหว่างสองร้านดังอย่าง Chun Shui Tang และ Hanlin Tea Room ว่าใครคือผู้ให้กำเนิดที่แท้จริง แต่เรื่องราวที่แพร่หลายที่สุดคือความบังเอิญในห้องประชุม ในปี 1988 ขณะที่ผู้บริหารของร้านชาแห่งหนึ่งกำลังประชุมเคร่งเครียด เธอได้ลองเทขนม “เฟินหยวน” (Fen Yuan) หรือแป้งปั้นหนึบหนับที่เป็นของหวานพื้นเมืองลงในชานมเย็น ผลล
เว็บไซต์ TasteAtlas หรือเว็บไซต์ที่รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับอาหารท้องถิ่น วัตถุดิบดั้งเดิม และร้านอาหารยอดนิยมจากทุกมุมโลก ได้จัดอันดับเครื่องดื่มยอดฮิตที่สุดในโลก โดยมีหัวข้อที่ว่า “Best Non-alcoholic Beverage Types in the World” หรือแปลเป็นไทยว่า อันดับเครื่องดื่มไร้แอลกอฮอล์ยอดเยี่ยมที่สุดจากทั่วโลก โดยเมนู “ชาไทย” จากประเทศไทย ติดโพลอยู่ในอันดับที่ 9 ทาง TasteAtlas ได้อธิบายความเป็นชาไทยไว้ว่า “ชาเย็น” (หรือชาไทย) ขนานแท้ คือส่วนผสมที่ลงตัวของชาดำรสเข้มข้น นมข้นหวานหรือนมข้นจืด น้ำตาล เสิร์ฟพร้อมน้ำแข็งป่น โดยตามธรรมเนียมดั้งเดิมนั้น ตัวชาจะทำจากใบชาดำแบบแห้ง เช่น พันธุ์อัสสัม ซีลอน หรือคีมุน หรือบางสูตรจะมีการเพิ่มส่วนผสมอย่าง มะขามบด โป๊ยกั๊ก หรือกระวาน ลงไปด้วย อย่างไรก็ตาม ทั้งในปัจจุบันที่เป็นแบบรถเข็นข้างทางและในร้านอาหาร มักนิยมใช้ผงชาแบบสำเร็จรูปที่มีการผสมสีผสมอาหาร ซึ่งทำให้ชามีสีส้มที่โดดเด่นและดูไม่เป็นธรรมชาติ ในขณะที่ชาแบบดั้งเดิมควรจะมีสีน้ำตาลอำพันที่เข้มและลึก โดยปกติแล้วจะนำน้ำชาไปทำให้เย็นก่อนนำมาผสมกับน้ำแข็ง ชาไทยนั้นมีจำหน่ายทั่วไปตามร้านรถเข็นข้างทาง และยัง
ในเดือนเมษายนปี 2025 Anne Marie Carroll (แอน มารี แคร์โรลล์) หญิงสาววัย 29 ปีจากเดนเวอร์ ตัดสินใจควักเงินประมาณ 23,000 บาท ($680) ซื้อกล้องวิดีโอ (Camcorder) แบบย้อนยุคจาก Amazon และจ่ายเงินอีกประมาณ 10,000 บาท ($290) เพื่อสร้างเว็บไซต์บน Squarespace โดยที่เธอไม่รู้เลยว่า ภายในเวลาไม่ถึงปี เงินลงทุนก้อนนี้จะงอกเงยกลายเป็นยอดขายกว่า 1.7 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 60 ล้านบาท จุดเริ่มต้นจากความขัดใจในงานแต่งตัวเอง ไอเดียธุรกิจที่ชื่อว่า “Wedding Weekender” เกิดขึ้นหลังจากที่ แอน มารี แคร์โรลล์ แต่งงานในปี 2024 เธอพบว่าค่าจ้างช่างภาพวิดีโอแต่งงานนั้นแพงมหาศาล เฉลี่ยในอเมริกาอยู่ที่ 1.4 แสนบาทขึ้นไป จนเธอต้องยอมจ้างนักศึกษามาถ่ายให้แทน เธอสังเกตเห็นว่าเพื่อนๆ รอบตัวเริ่มตัดงบวิดีโอทิ้งเพื่อไปทุ่มกับภาพนิ่งอย่างเดียว เพราะสู้ราคาไม่ไหว ในขณะเดียวกัน เธอเห็นเทรนด์ Y2K กลับมาฮิตในหมู่เพื่อนๆ ที่เริ่มพกกล้องดิจิทัลเก่าๆ หรือกล้องใช้แล้วทิ้งไปตามงานปาร์ตี้เพื่อเก็บภาพที่ดูเรียลและมีเสน่ห์แบบย้อนยุค เธอจึงเกิดปิ๊งไอเดีย ทำไมไม่ลองให้เช่ากล้องวิดีโอแบบยุค 90 ให้บ่าวสาวไปถือถ่ายกันเอง พลังของ TikTok แล
