Leadership
การเก็บเงินก้อนใหญ่เพื่อซื้อบ้านหลังแรกอาจเป็นเป้าหมายที่หลายคนคุ้นเคย แต่สำหรับ Jackie Mitchell สาววัย 28 ปี จากรัฐโอไฮโอ วิธีการของเธอนั้นไม่ธรรมดา เธอท้าทายตัวเองด้วยภารกิจ “หาเงินเพิ่มวันละ 100 ดอลลาร์ ประมาณ 3,400 บาท ติดต่อกัน 100 วัน” และบันทึกเส้นทางนี้ลงใน TikTok จนกลายเป็นไวรัล ผลลัพธ์ที่ได้นั้นน่าทึ่งมาก เพราะเธอทำภารกิจสำเร็จก่อนกำหนดถึง 11 วัน โดยทำรายได้เฉลี่ยวันละ 110 ดอลลาร์ รวมแล้วเธอหาเงินพิเศษได้เกือบ 11,000 ดอลลาร์ ประมาณ 370,000 บาท ภายในเวลาเพียง 100 วันเท่านั้น เคล็ดลับความสำเร็จ “เริ่มจากเป้าหมายเล็กๆ” บทเรียนสำคัญที่สุดที่ Mitchell ได้เรียนรู้คือ เงินน้อยมักกลายเป็นเงินก้อนใหญ่เสมอ เธอแนะนำว่าหากมีเป้าหมายใหญ่ เช่น การปลดหนี้หรือซื้อบ้าน อย่าเพิ่งมองที่ยอดรวมทั้งหมด แต่ให้ลองซอยย่อยออกมาว่า เธอย้ำว่า “การหาได้วันละ 5 ดอลลาร์ หรือประมาณ 170 บาทก็ยังดีกว่าหาไม่ได้เลยสักบาทเดียว” 3 เทคนิคเลือกอาชีพเสริมให้ปังตามแบบฉบับ Mitchell หากคุณอยากลองเริ่มทำอาชีพเสริมบ้าง นี่คือ 3 คำแนะนำที่เธออยากบอก 1. เข้าหาแหล่งข้อมูลจากผู้ใช้งานจริง (Side Hustle Community) การเลือกอาชี
เมื่อปี 2003 Amol Kohli (อมล โคลี) เริ่มต้นทำงานในเชนร้านอาหารชื่อดังอย่าง Friendly’s แถวฟิลาเดลเฟีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ในฐานะเด็กเสิร์ฟพาร์ตไทม์ ตอนนั้นเขาอายุเพียง 15 ปี เป็นแค่เด็กมัธยมที่อยากหาเงินค่าขนมเล็กๆ น้อยๆ เข้ากระเป๋า ในตอนนั้นเขาได้ค่าจ้างเพียงชั่วโมงละ 5 ดอลลาร์ ประมาณ 170-180 บาท Kohli เล่าให้ CNBC ฟังว่า เขาทำทุกอย่างที่ผู้จัดการสั่ง ตั้งแต่เป็นเด็กล้างจาน เก็บโต๊ะ ตักไอศกรีมขาย ไปจนถึงกุ๊ก เรียกได้ว่างานไหนขาด เขาเสียบแทนได้หมด ใครจะเชื่อว่า 20 ปีต่อมา Kohli จะเพิ่มตำแหน่งงานใหม่ลงในเรซูเม่ของตัวเอง นั่นคือตำแหน่ง “เจ้าของกิจการ” เมื่อกลุ่มทุน Legacy Brands ของเขาได้ประกาศเข้าซื้อกิจการทั้งหมดของ Friendly’s รวมถึงบริษัทแม่และแบรนด์อาหารอื่นๆ อีก 6 แบรนด์ โดยไม่มีการเปิดเผยตัวเลขมูลค่าการซื้อขาย ดีลนี้ถือเป็นจุดสูงสุดในชีวิตของ Kohli ในวัย 37 ปี ผู้ซึ่งใช้เวลาเกือบทั้งชีวิตคลุกคลีอยู่กับแบรนด์นี้ แม้แต่ช่วงที่เขาเรียนมหาวิทยาลัยด้านการเงินและการตลาด เขาก็ยังใช้เวลาช่วงปิดเทอมทำงานที่ Friendly’s สัปดาห์ละ 5-6 วัน เพื่อเรียนรู้ระบบหลังบ้านอย่างจริงจัง “ผมเริ่มเข้าไปช่วยด
เมื่อสัตว์เลี้ยงไม่ใช่แค่เพื่อน แต่คือลูก เชื่อว่าเกือบจะทุกบ้านจะต้องมีน้องหมาน้องแมวเป็นสัตว์เลี้ยงประจำครอบครัว ปัจจุบันเทรนด์ Pet Parent หรือการเลี้ยงสัตว์เสมือนลูกคนหนึ่งกำลังมาแรงอย่างต่อเนื่อง จากเดิมที่เราเลี้ยงหมาไว้เฝ้าบ้าน เลี้ยงแมวไว้จับหนู แต่ทุกวันนี้กลายเป็นเราที่ “รับใช้เขา” พร้อมเปย์ทุกอย่างเพื่อให้ ประดุจเจ้านาย แต่เพื่อความสุขและมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุด เหล่าทาสก็จำเป็นต้องยอม ในงาน “เคทีซี” จับมือ “เพ็ทเจนเอ็กซ์” (PetgeneX) และอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2 อาจารย์สัตวแพทย์ชัยยศ ธารรัตนะ ผู้ก่อตั้งและที่ปรึกษา PetGeneX ได้กล่าวตอนหนึ่งว่า “ทุกวันนี้ พ่อๆ แม่ๆ ของน้องหมาน้องแมว ต่างเฟ้นหาสิ่งที่ดีที่สุด ไม่อยากให้กินอาหารทั่วไป ยอมจ่ายเพื่อคุณภาพชีวิตสัตว์เลี้ยง มองหมาแมวว่าเป็นอีกหนึ่งชีวิตที่มีคุณค่า” ทำไมใครๆ ก็เป็นทาสหมา-ทาสแมว ปัจจัยหลักมาจากโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไป ทั้งสังคมผู้สูงอายุที่เหงามากขึ้น คนรุ่นใหม่ที่แต่งงานช้าลงหรือเลือกไม่มีลูก สัตว์เลี้ยงจึงเข้ามาเติมเต็มในฐานะ Emotional Support ช่วยเยียวยาจิตใจและเป็นสมาชิกคนสำคัญของครอบครัว ส
หากเป็นเมื่อก่อน ถ้าเราพูดถึง “Status Symbol” หรือสัญลักษณ์ที่บ่งบอกฐานะและรสนิยม ภาพในหัวของทุกคนคงหนีไม่พ้นกระเป๋าหนังสุดหรูอย่าง Hermès Birkin หรือ Chanel Classic ที่ต้องต่อคิวจองกันข้ามปี แต่ใน พ.ศ. นี้ ค่านิยมความได้เปลี่ยนหน้ามือเป็นหลังมือ เมื่อไอเทมที่คนทั่วโลก โดยเฉพาะในอเมริกาและเอเชีย กลับไม่ใช่เครื่องหนังราคาแพง แต่เป็น “กระเป๋าผ้าแคนวาสขนาดมินิ” จากร้านขายของชำอย่าง Trader Joe’s ที่มีราคาเพียง 2.99 ดอลลาร์ ประมาณ 100 บาท แต่ความพีคอยู่ตรงนี้ เมื่อกระเป๋านี้กลายเป็นไวรัลจนขาดตลาด ราคารีเซลในเว็บไซต์อย่าง eBay หรือแพลตฟอร์มในต่างประเทศกลับพุ่งทะยานไปแตะระดับ 2,000 ดอลลาร์ ราวๆ 70,000 บาท และบางรายการที่ตั้งขายเป็นคอลเลกชันหายาก มีการปั่นราคาสูงสุดถึง 49,000 ดอลลาร์ หรือกว่า 1.5 ล้านบาทเลยทีเดียว ทำไมกระเป๋าผ้าใบเล็กๆ ถึงมีอิทธิพลต่อกระเป๋าตังค์คนได้ขนาดนี้ วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ จะพามาทำความรู้จักที่มาของแบรนด์นี้กัน เปิดประวัติ Trader Joe’s จากร้านขายขอชำ สู่แบรนด์กระเป๋าผ้าที่มีคนอยากซื้อมากที่สุด Trader Joe’s (เทรดเดอร์ โจส์) เริ่มต้นในปี 1958 โดย โจเซฟ คูลอมบ์
ใครจะไปคิดว่าของว่างที่ทำกินกันเล่นๆ ในบ้าน จะกลายเป็นธุรกิจที่ทำรายได้หลายล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี เรื่องราวของ มิเชลล์ ฮิเมเนซ-เม็กจิอาโต (Michelle Jimenez-Meggiato) และอันเดรีย เม็กจิอาโต (Andrea Meggiato) สองสามีภรรยาเจ้าของแบรนด์ The Pizza Cupcake คือบทพิสูจน์ที่ว่า ความรักในอาหารและความมุ่งมั่นสามารถพาเราไปได้ไกลกว่าที่คิดไว้เยอะ จุดเริ่มต้นจากครัวเล็กๆ The Pizza Cupcake คือความทรงจำในวัยเด็ก ทุกอย่างเริ่มต้นจาก “พิซซ่าขนาดพอดีคำ” ที่อันเดรียกินมาตั้งแต่เด็กที่เวนิส ประเทศอิตาลี เมนูนี้ไม่ใช่แค่ของว่างธรรมดาๆ แต่เป็นเมนูที่เขาทำขึ้นมาเพื่อจีบมิเชลล์ในเดตแรกๆ และความรักที่เกิดขึ้นจากพิซซ่าก็ค่อยๆ แทรกซึมไปในทุกๆ กิจกรรมของพวกเขา “เราทำพิซซ่าคัพเค้กเป็นเมนูประจำสำหรับเพื่อนและครอบครัวในวันหยุดหรือการสังสรรค์” มิเชลล์ เล่า “จนวันหนึ่ง เราตัดสินใจลองเอาไปขายเป็นธุรกิจเสริมที่ตลาดอาหารสุดสัปดาห์ชื่อดังอย่าง Smorgasburg ในบรูกลิน” ขายหมดเกลี้ยงตั้งแต่สุดสัปดาห์แรก แม้จะเริ่มต้นจากเงินเก็บ 20,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 7.3 แสนบาท) เพื่อเช่าครัวเชิงพาณิชย์และเริ่มผลิตสินค้า แต่การตอบรับจากลูกค้าใน
ท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองที่กำลังเปลี่ยนผ่าน ความคาดหวังที่มีต่อรัฐบาลชุดใหม่คือ “ทางรอด” ของผู้ประกอบการรายย่อยที่ต้องสู้กับวิกฤตค่าครองชีพทุกวัน จากการสัมภาษณ์ผู้ประกอบการ 2 ราย สะท้อนมุมมองที่น่าสนใจและสะท้อนความต้องการไปยังผู้ที่จะเป็นรัฐบาลในยุคต่อไปว่า “การแจกเงิน” อาจไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของเศรษฐกิจไทย 1. วิกฤตวัตถุดิบแพง ผลพวงจากนโยบายระยะสั้น ผู้ประกอบการรายแรก เจ้าของร้านเบอร์เกอร์แห่งหนึ่งจากเชียงใหม่ ได้สะท้อนมุมมองที่น่าคิดเกี่ยวกับ “ต้นทุน” ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งข้อสังเกตว่าสภาวะเงินเฟ้อในปัจจุบัน อาจเป็นผลกระทบจากนโยบายอย่างโครงการ “คนละครึ่ง” “อยากให้รัฐบาลเข้ามาดูแลราคาวัตถุดิบอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่การแจกเงิน ส่วนตัวมองว่าอาจจะเป็นผลกระทบจากคนละครึ่ง ทำให้เงินเฟ้อ ส่งผลให้ค่าวัตถุดิบเพิ่มขึ้น… เมื่อค่าครองชีพสูงขึ้น ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคก็ปรับตัวตาม… แต่ในฐานะคนขาย เราไม่สามารถปรับราคาขายหน้าร้านขึ้นได้ตามใจชอบ เพราะเกรงใจลูกค้า กลายเป็นว่าผู้ประกอบการต้องแบกรับภาระส่วนต่างนี้ไว้เอง” ความคาดหวังและสิ่งที่ต้องการจากรัฐบาลจากผู้ประกอบการายแรกคือ การค
สิ่งที่ได้ไปต่อในปี 2026 นั่นคือ เทรนด์การทำเล็บเจล ที่อยู่คู่กับแฟชั่นมาอย่างยาวนาน ด้วยกระแสที่ไม่เคยแผ่ว นิยมกันในหมู่วัยรุ่น ทั้งหญิงชาย หรือแม้แต่ใครๆ ก็พากับทำ จนเดี๋ยวนี้มีคนหันมาเปิดร้านทำเล็บเจลกันมากขึ้น มีราคาตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงหลักพัน และที่เป็นไวรัลกันไปทั่วบ้านทั่วเมือง ใครต่อใครก็ต้องอึ้ง แม้แต่ชาวต่างชาติที่ลงบีทีเอสอ่อนนุชมาก็ต้องเจอกับร้านทำเล็บที่เยอะที่สุดในย่านสุขุมวิท มีร้านทำเล็บมากกว่า 16 ร้าน เดินเข้าไปทีไม่รู้เลยว่าจะทำร้านไหนกันดี และพิกัดที่เราพูดถึงกันอยู่นี้คือ บริเวณหน้าห้าง Century The Movie Plaza Sukhumvit ตลาดนัดยามเย็นที่ไม่ได้เป็นเพียงแหล่งรวมร้านอาหารรสเด็ด แต่ยังเป็นแหล่งรวมร้านทำเล็บหลากสไตล์ เป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ที่ชาวต่างชาตินิยมมาเพนต์เล็บกันมากที่สุด วันนี้ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” จะพาไปตะลุยจุดเช็กอินตลาดทำเล็บยอดฮิตทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ งานประณีตราคาหลักร้อย Soft Power ที่มัดใจต่างชาติ ศูนย์การค้าเซ็นจูรี่ เป็นแหล่งรวมร้านค้ามากมายที่มุ่งเน้นไปขายเสื้อผ้าแฟชั่น และอาหาร เป็นหนึ่งในสถานที่ที่น่าสนใจกับการช้อปปิ้ง ไม่ว่าจะเป็น เสื้
เบาหวานยังคงเป็นหนึ่งในโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่หลายคนอาจยังมีความเข้าใจไม่ครบถ้วน ซึ่งอาจส่งผลต่อการดูแลรักษาที่เหมาะสมรวมถึงทำให้ภาวะของโรคเข้าสู่ ภาวะเบาหวานสงบ (Diabetes Remission) เป็นไปได้ช้าลง สำหรับประเทศไทยซึ่งจำนวนผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องจึงเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วน โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีที่หลายคนมักรับประทานอาหารหรือของหวานต่างๆ ในงานสังสรรค์มากขึ้นโดยไม่รู้ตัว ซึ่งอาจทำให้การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดเป็นเรื่องท้าทายยิ่งกว่าเดิม ข้อมูลจากสหพันธ์เบาหวานนานาชาติ (International Diabetes Federation) ระบุว่า ปัจจุบันมีชาวไทยอายุ 20–79 ปี กว่า 6 ล้านคนที่กำลังเผชิญกับโรคเบาหวาน หรือคิดเป็นอัตราความชุก 10.2% เพิ่มขึ้นจาก 7.5% ในปี 2554 ที่น่ากังวลคือ ผู้ป่วยถึง 1 ใน 3 ยังไม่รู้ตัวว่าตนเองกำลังป่วย1 ตัวเลขนี้สะท้อนความจำเป็นในการสร้างความตระหนักรู้และปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตอย่างจริงจัง โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลที่พฤติกรรมการกินอาจเปลี่ยนไปจากปกติ หนึ่งในความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนคือ หลายคนมักคิดว่าการเป็นโรคเบาหวานหมายความว่า
ใครจะคิดว่าแค่การรับแก้ทรงกางเกงยีนส์ให้เพื่อนในหอพัก จะกลายมาเป็นธุรกิจที่ทำรายได้ถึง 35 ล้านบาท วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ จะพาไปรู้จักกับ Ali Grace ผู้ก่อตั้งแบรนด์ aligrace ที่เปลี่ยนกางเกงยีนส์ Levi’s มือสอง ให้กลายเป็นไอเทมสุดฮอตที่สายแฟชั่นต้องมี จุดเริ่มต้นจาก “ความเบื่อ” สู่รายได้เสริม ย้อนกลับไปตอนเรียนมหาวิทยาลัย Ali เป็นเด็กสายคณิตศาสตร์และคอมพิวเตอร์ ที่เริ่มรู้สึกเบื่อกับตัวเลขและโค้ด เธอเลยหาทางระบายความเครียดด้วยการออกไปเดินร้านมือสองกับรูมเมต เพื่อตามหา Levi’s วินเทจมาตัดแต่งทรงใหม่ให้เข้ากับตัวเอง พอเพื่อนๆ เห็นว่าทรงสวย ก็เริ่มมาจ้างให้เธอทำบ้าง จนกลายเป็นงานเสริมในหอพัก เธอรับทำเดือนละ 5-10 ตัว ราคาตัวละประมาณ 5,300 บาท เธอเล่าถึง เคล็ดลับความปังให้ฟังว่า การใส่ใจลูกค้าสำคัญมาก เธอให้ลูกค้ามัดจำและกรอกรายละเอียดไซซ์รวมถึงส่งรูป Reference มาให้ จากนั้นเธอจะทักข้อความส่วนตัวไปคุยกับลูกค้าทุกคนแบบ 1-on-1 เพื่อคอนเฟิร์มความต้องการก่อนจะเรียกเก็บเงิน คืนเดียวโกย 2 ล้าน พลังของความสม่ำเสมอ หลังจากเรียนจบ Ali ก็ลุยธุรกิจคนเดียวมาตลอด จนกระทั่งช่วงโควิด-19 เธอตัดสินใจปิดร้
อายุเพียง 18 ปี แต่กลับสร้างรายได้เข้ากระเป๋าเดือนละ 10 ล้านบาท ด้วยเครื่องพิมพ์ 3D เพียงเครื่องเดียว เรื่องราวต่อไปนี้ เป็นเรื่องราวของ Young Entrepreneur อย่าง ไมเคิล แซตเทอร์ลี (Michael Satterlee) อายุ 18 ปี ที่ได้สร้าง ธุรกิจ E-commerce จากการขายสินค้า จนได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วบนโลกออนไลน์ เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ไมเคิล แซตเทอร์ลี (Michael Satterlee) ได้โพสต์วิดีโอตอนที่เขากำลังกระดกน้ำอัดลมจาก “ที่ใส่กระป๋องรุ่นแท็กทิคัล” ของเขา ซึ่งคล้ายกับปลอกใส่กันเย็นทั่วไปแต่ให้ความรู้สึกที่สนุกกว่า เพราะเมื่อเขาดื่มกระป๋องแรกหมด เขาจะกระแทกที่ใส่กระป๋องลงบนกระป๋องใหม่ทันที ทำให้กระป๋องเก่ากระเด็นพุ่งออกมาเหมือนกับการคัดปลอกกระสุนปืน แล้วเขาก็เริ่มดื่มกระป๋องที่สองต่อได้เลย วิดีโอนี้กลายเป็นไวรัลถล่มทลายด้วยยอดวิวมากกว่า 50 ล้านครั้งบน Instagram https://www.instagram.com/reel/DOKTNtPDHYm/?igsh=MXZmYzB2NjZ2aXlpag== เมื่อถูกถามว่าทำไมมันถึงกลายเป็นกระแสไวรัลขนาดนี้ ไมเคิลมองว่ามันคือความแปลกใหม่ที่คนไม่เคยเห็นมาก่อน และกระแสนี้เองที่ส่งผลให้ธุรกิจ “Cruise Cup” ของเขาเติบโตอย่างก้าวกระโ
