Leadership
อายุเพียง 18 ปี แต่กลับสร้างรายได้เข้ากระเป๋าเดือนละ 10 ล้านบาท ด้วยเครื่องพิมพ์ 3D เพียงเครื่องเดียว เรื่องราวต่อไปนี้ เป็นเรื่องราวของ Young Entrepreneur อย่าง ไมเคิล แซตเทอร์ลี (Michael Satterlee) อายุ 18 ปี ที่ได้สร้าง ธุรกิจ E-commerce จากการขายสินค้า จนได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วบนโลกออนไลน์ เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ไมเคิล แซตเทอร์ลี (Michael Satterlee) ได้โพสต์วิดีโอตอนที่เขากำลังกระดกน้ำอัดลมจาก “ที่ใส่กระป๋องรุ่นแท็กทิคัล” ของเขา ซึ่งคล้ายกับปลอกใส่กันเย็นทั่วไปแต่ให้ความรู้สึกที่สนุกกว่า เพราะเมื่อเขาดื่มกระป๋องแรกหมด เขาจะกระแทกที่ใส่กระป๋องลงบนกระป๋องใหม่ทันที ทำให้กระป๋องเก่ากระเด็นพุ่งออกมาเหมือนกับการคัดปลอกกระสุนปืน แล้วเขาก็เริ่มดื่มกระป๋องที่สองต่อได้เลย วิดีโอนี้กลายเป็นไวรัลถล่มทลายด้วยยอดวิวมากกว่า 50 ล้านครั้งบน Instagram https://www.instagram.com/reel/DOKTNtPDHYm/?igsh=MXZmYzB2NjZ2aXlpag== เมื่อถูกถามว่าทำไมมันถึงกลายเป็นกระแสไวรัลขนาดนี้ ไมเคิลมองว่ามันคือความแปลกใหม่ที่คนไม่เคยเห็นมาก่อน และกระแสนี้เองที่ส่งผลให้ธุรกิจ “Cruise Cup” ของเขาเติบโตอย่างก้าวกระโ
ในโลกธุรกิจกาแฟที่มีการแข่งขันสูงและมาตรฐานที่หลากหลาย การก้าวเข้าสู่ตลาดโลกของแบรนด์ไทยไม่ใช่เรื่องง่าย แต่จากเวทีเสวนา “Global Friends เมื่อกาแฟไทยไปไกลกว่ายอดดอย” ภายในงาน Thailand Coffee Fest Year End 2025 : Coffee by Your Side ได้เปิดมุมมองสำคัญโดย “อายุ จือปา” ผู้ก่อตั้ง Akha Ama Coffee และ “วรงค์ ชลานุชพงศ์” ผู้ก่อตั้ง NANA Coffee Roaster สะท้อนให้เห็นขีดความสามารถของกาแฟไทยที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงบนดอย หากแต่สามารถก้าวสู่ระบบคุณค่าของอุตสาหกรรมกาแฟสากลได้อย่างน่าภาคภูมิใจ เริ่มต้นจากปัญหา ใช้ “กาแฟ” สร้างสมดุลให้ชุมชน “อายุ จือปา” เล่าว่า แบรนด์ Akha Ama Coffee ไม่ได้มีจุดเริ่มต้นจากแพชชันเรื่องการดื่มกาแฟ แต่มาจากปัญหาเชิงโครงสร้างในชุมชนที่เป็นสังคมเกษตรกร เนื่องจากตนเองมีพื้นฐานการทำงานด้านสังคมและมาจากครอบครัวเกษตรกร เล็งเห็นถึงปัญหาใหญ่ที่ทำให้ชุมชนขาดความสมดุล นั่นคือ อาชีพเกษตรกรไม่ได้รับการยอมรับและไม่สามารถกำหนดชะตากรรมของตัวเองได้ ต้องพึ่งพาพ่อค้าคนกลาง และคนรุ่นใหม่ละทิ้งบ้านเกิดเข้าสู่เมืองใหญ่ สุดท้ายเป็นเรื่องวิกฤตสิ่งแวดล้อม ที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้พืชผ
ความมั่นคงในอาชีพศิลปินดาราในปัจจุบันได้ถดถอยลงอย่างมากเมื่อเทียบกับสมัยก่อน เนื่องจากปัจจัยหลักคือ การแข่งขันที่สูงและการเข้าถึงสื่อที่ง่ายมากขึ้น ในอดีต ศิลปินที่ได้รับโอกาสจากค่ายใหญ่จะได้รับค่าตัวที่สูงและมีอายุงานที่ค่อนข้างแน่นอน แต่ปัจจุบัน ทุกคนสามารถเป็นอินฟลูเอนเซอร์และเป็นที่รู้จักในวงกว้างได้ง่ายขึ้น ทำให้ศิลปินที่มีรายได้จากงานแสดงหรือโฆษณามีความผันผวนสูงและไม่ยั่งยืน ศิลปินจึงไม่สามารถพึ่งพารายได้ก้อนใหญ่เพียงอย่างเดียวเพื่อสร้างความมั่นคงในชีวิตได้อีกต่อไป ด้วยเหตุนี้ ศิลปินดาราจึงต้องปรับตัวด้วยการใช้กลยุทธ์การกระจายความเสี่ยง พวกเขาไม่ได้มองอาชีพในวงการบันเทิงเป็นจุดสิ้นสุด แต่เป็นทุนตั้งต้นที่ใช้ในการต่อยอดสู่โลกธุรกิจ ศิลปินจำนวนมากจึงผันตัวมาเป็น นักธุรกิจ สร้างแบรนด์สินค้า, เป็นเจ้าของช่องทางสื่อเอง, หรือลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆ เพื่อสร้างกระแสรายได้ที่หลากหลายและมั่นคงในระยะยาว การทำธุรกิจจึงไม่ใช่แค่งานอดิเรก แต่เป็นเสมือนเกราะป้องกันทางการเงิน ที่ช่วยให้พวกเขามีหลักประกันในชีวิต เมื่อถึงช่วงที่กระแสความนิยมในวงการบันเทิงลดลง วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ จะขอหย
ยาดมหงส์ไทย ไม่ได้เป็นเพียงผลิตภัณฑ์สมุนไพรธรรมดา แต่ได้ก้าวขึ้นมาเป็นสัญลักษณ์ของความสดชื่นและไอเทมคู่ใจที่ขาดไม่ได้สำหรับคนไทยในทุกเพศทุกวัย และยังเป็นเสมือน Soft Power ไทย ที่ดังไกลไปทั่วโลก ด้วยกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์และคุณสมบัติที่ตอบโจทย์ชีวิตประจำวันได้อย่างลงตัว เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ คุณเก่ง-ธีระพงศ์ ระบือธรรม เจ้าของกิจการ “หงส์ไทย” โดยเล่าเรื่องราวความเป็นมาให้ฟังว่า 17 ปี ในการทำธุรกิจ ไม่เคยโฆษณา ไม่เคยจ้างแม้แต่เพจหนึ่ง แม้แต่อินฟลูฯ คนหนึ่ง ข้อความทุกข้อความที่เกิดขึ้นในโลกของออนไลน์ ไม่เคยมีหน้าม้า ไม่เคยไปสั่งการอยู่เบื้องหลังให้เชียร์ ให้พูดแต่เรื่องดีๆ สิ่งเหล่านี้เขาไม่เคยเสียเงินแม้แต่บาทเดียว หงส์ไทย ไม่ได้เติบโตมาแบบที่หลายธุรกิจเป็นกัน ที่จาก ยี่ปั๊ว ซาปั๊ว ร้านส่ง ไปโมเดิร์นเทรด แต่หงส์ไทย เติบโตมาจากพ่อค้า-แม่ค้า ในตลาดผู้สนใจ พนักงานตามโรงงาน ที่ซื้อใช้เอง แล้วผันตัวเองกลายเป็นผู้ขาย เรียกว่าเป็นธุรกิจที่โตมาจากรากหญ้าจริงๆ แต่ถึงแม้จะออกตัวว่าเติบโตจากตลาดล่างสุด ทว่าตัวเลขยอดขายปีล่าสุดของแบรนด์ “หงส์ไทย” ทะยานไปถึง 300 ล้านบาท เป็นสัดส
“ทุกวิกฤตมันมีโอกาส เพียงแค่เราหาให้เจอว่า วิกฤตครั้งนี้โอกาสมันคืออะไร แล้วเราก็รีบทำทันที” ในวันที่ตลาดจีนไม่เหมือนเดิม “ดร.ปณิชา ประทีปะวณิช” คือหนึ่งในนักการตลาดหญิงไทยที่ใช้เวลามากกว่า 10 ปีในประเทศจีน จนเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคและความเปลี่ยนแปลงของตลาดเอเชียอย่างลึกซึ้ง ผ่านมุมมองจาก Mango Group บริษัทที่ให้คำปรึกษาและวางกลยุทธ์ให้แบรนด์ไทยในการขยายตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะจีนและเวียดนาม โดยมีประสบการณ์ที่ประเทศจีนมามากกว่า 10 ปี ได้เปิดมุมมองเรื่องยุทธวิธีทำการค้ากับจีนผ่านการสัมภาษณ์จาก ประชาชาติธุรกิจ โดยมีเนื้อหาดังต่อไปนี้ “Mango Group” ผู้ช่วยเชื่อมสินค้าไทยสู่สากล สิ่งที่ Mango Group ทำคือการให้คำปรึกษาแก่แบรนด์ไทยใน 2 แนวทางหลัก คือ 1. สำหรับสินค้าที่มีขายในจีนแล้ว โดยจะช่วยให้คนจีนรับรู้และเกิดการซื้อสินค้าที่นั่นโดยตรง 2. สำหรับสินค้าที่ขายในไทย (ซึ่งมีเป็นส่วนใหญ่) จะช่วยการสร้างการรับรู้ให้นักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวจีน ต้องซื้อสินค้านั้นๆ กลับประเทศเมื่อมาเยือนไทย จุดแข็งที่ไทยมี คนจีนยังรัก “Made in Thailand” ดร.ปณิชา ชี้ว่า สิ่งที่ไทยได้เปรียบอย่างมา
“หลายชีวิตยังคงดิ้นรนค้นหา ตามไขว่คว้าสิ่งที่เรียกว่าความสุข” วรรคแรกของเพลง หาความสุข ของวง สวัสดี เป็นเสมือนการบอกให้เราตามค้นหาความสุขในชีวิต ว่าแท้จริงแล้วมันคืออะไร บางคนอาจมองว่า ความสุขคือการได้นอนหลับเต็มอิ่ม การมีความฝันที่ยิ่งใหญ่ และการได้คุยเรื่องที่มีความหมาย สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นส่วนผสมที่ทำให้ชีวิตของคนเรามีความสุข แต่คำว่า ความสุข ในบริบทและอารมณ์ความรู้สึกของแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันออกไป สิ่งหนึ่งที่เราสังเกตได้คือ คนที่มีความสุขจะมีนิสัยและวิธีคิดที่แตกต่างจากคนที่ไม่มีความสุข หากคุณอยากเป็นคนที่มีความสุขบ้าง จงจำไว้ว่า ความสุขมาจากข้างในตัวเราเอง ที่สามารถเปลี่ยนความรู้สึกแย่ๆ ให้กลายเป็นความสุขได้ เว็บไซต์ Entrepreneur เป็นเว็บไซต์และนิตยสารชื่อดังของสหรัฐอเมริกาที่ให้ข้อมูลข่าวสารและคำแนะนำสำหรับผู้ประกอบการและเจ้าของธุรกิจขนาดเล็ก ได้พูดถึงเรื่องราวของความสุขและการประสบความสำเร็จ ผ่านบทความที่ชื่อว่า “25 นิสัยของคนที่มีความสุขและประสบความสำเร็จ” มาดูกันว่า คนที่มีความสุข เขาทำอะไรบ้าง และไม่ทำอะไรบ้าง 1. ใช้เวลาอยู่กับปัจจุบัน คำพูดที่ว่า “หยุดทุกอย่างเพื่อดมกลิ่นกุ
จากนักศึกษาที่อยากหารายได้เสริม เริ่มจากการเป็นตัวแทนขายเครื่องสำอาง และอยากมีธุรกิจของตัวเอง จึงปั้นแบรนด์เครื่องสำอางขึ้น ที่เรียกได้ว่าเติบโตอย่างรวดเร็วในวงการบิวตี้ แต่กว่าจะมาถึงทุกวันนี้ได้ คุณไอติมและคุณเฟรนฟราย ต้องเผชิญกับปัญหาต่างๆ ฝ่าดราม่ามากมาย แต่เขาก็ไม่ยอมแพ้ สามารถพลิกให้แบรนด์กลับมายืนหนึ่งได้อีกครั้ง โดยใช้กลยุทธ์ “ใช้ใจนำ” จนสามารถสร้างรายได้ทะลุ 400 ล้านบาท ภายในปีเดียว จุดเริ่มต้นแบรนด์ LA GLACE แบรนด์ La Glace (ลา กลาส) ก่อตั้งโดย คุณไอติม-เอมลินทร์ ธีรธนากิตติพงษ์ และคุณเฟรนฟราย-ทิวาทัพพ์ ธรารักษ์อนันต์ ที่ตอนนั้นทั้งคู่เป็นนักศึกษาที่อยากหารายได้เสริม โดยคุณไอติมเริ่มต้นจากการเป็นตัวแทนจำหน่ายให้กับแบรนด์เครื่องสำอางออนไลน์ก่อน หลังจากนั้นเมื่อเห็นว่ามีฐานลูกค้าเยอะขึ้น จึงตัดสินใจทำแบรนด์ของตัวเองขึ้น ชื่อแบรนด์ว่า LA GLACE (ลา กลาส) สินค้าที่ขายคือ ‘สบู่ไข่และกันแดด’ พร้อมกับปั้นตัวเองให้เป็นเน็ตไอดอล ทำคลิปลง YouTube เกี่ยวกับการแต่งหน้าและไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต ซึ่งได้รับผลตอบรับดีมาก จนมีผู้ติดตามนับแสน Subscriber ต่อมาก็เกิดประเด็นดราม่ามา
ในยุคที่โซเชียลมีเดียขับเคลื่อนพฤติกรรมผู้บริโภค สินค้าบางอย่างที่เคยถูกมองข้ามอาจกลายเป็น “ดาวเด่น” ที่สร้างยอดขายถล่มทลายได้อย่างไม่น่าเชื่อ เช่นเดียวกับปรากฏการณ์ของ “คิวพี มายองเนส” ในประเทศไทย ที่กลายเป็น “ม้านอกสายตา” แต่กลับสามารถกวาดเงินจากกระเป๋านักท่องเที่ยวชาวจีนไปได้อย่างงดงาม คนไทยคุ้นเคยกับแบรนด์ คิวพี (QP) ในฐานะผู้ผลิตเครื่องปรุงรสคุณภาพดี ไม่ว่าจะเป็นน้ำส้มสายชู หรือมายองเนสรสชาติต้นตำรับที่อยู่คู่ครัวไทยมายาวนาน แต่ความจริงแล้ว คิวพีก็มีวางจำหน่ายในประเทศจีนอยู่แล้วในบางรสชาติ ทำให้คนจีนคุ้นเคยกับแบรนด์นี้มาบ้าง ไม่ได้เป็นแบรนด์ใหม่ที่ไม่เคยรู้จักเลย ทว่า สิ่งที่จุดประกายความนิยมอย่างก้าวกระโดดคือ “การเปิดรับรสชาติใหม่ๆ” โดยเฉพาะกลุ่มคนจีนสมัยใหม่ที่เปิดใจรับวัฒนธรรมการบริโภคใหม่ๆ มากขึ้น มายองเนสอาจยังไม่ใช่เครื่องปรุงหลักที่แพร่หลายในจีนนัก จนกระทั่งการมาเยือนประเทศไทย ได้พลิกโฉมความเข้าใจนี้ไปอย่างสิ้นเชิง จุดประกายจากรสชาติที่ไม่เหมือนใคร เมื่อนักท่องเที่ยวจีนได้ลองลิ้มรสมายองเนสของคิวพีในประเทศไทย พวกเขาได้พบก
เรื่องราวของ Actual Veggies ไม่ได้เริ่มต้นจากห้องแล็บอันซับซ้อน แต่มาจากปัญหาที่เจอเองและฝันของคนธรรมดา ที่วันนี้กลายเป็นแบรนด์เบอร์เกอร์ผักชื่อดัง สร้างรายได้หลักในตลาดอเมริกา และกำลังมุ่งสู่เป้า 20 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 700 ล้านบาท) ในปี 2568 จุดเริ่มต้นจาก “เบอร์เกอร์ในฝัน” ที่ยังไม่มีในตลาด ในปี 2564 เจสัน โรเซนบาวม์ (Jason Rosenbaum) และ เฮลีย์ สวาร์ทซ (Hailey Swartz) พร้อมด้วย อเล็กซ์ สวาร์ทซ (Alex Swartz) พี่ชายของเฮลีย์ ได้ร่วมกันก่อตั้ง Actual Veggies ขึ้นมา หลังจากที่เจสันมองหาเบอร์เกอร์ผักที่ใช่สำหรับตัวเองแต่ไม่เจอ เขาสังเกตเห็นช่องว่างในตลาดอาหารมังสวิรัติว่า ยังไม่มีเบอร์เกอร์ที่ทำจาก “ผักจริงๆ” และรสชาติดี ที่ตอบโจทย์ความต้องการของตัวเองได้เลย ส่วนใหญ่เป็นเบอร์เกอร์ที่เลียนแบบเนื้อสัตว์ หรืออัดแน่นไปด้วยสารสังเคราะห์ เจสันเริ่มต้นไอเดียนี้ในขณะที่เขายังเป็นพนักงานประจำบริษัทผลิตเครื่องนอน ทุกช่วงเวลาว่าง ไม่ว่าจะเป็นตอนเช้าก่อนเข้างาน ช่วงพักกลางวัน หรือหลังเลิกงาน เขาจะทุ่มเทให้กับโปรเจ็กต์นี้อย่างเต็มที่ ด้านเฮลีย์ ในตอนนั้นทำงานด้านกลยุทธ์ผลิตภัณ
“วาโก้ที่จีนราคาสูงถึงตัวละ 5,000 กว่าบาท ช็อปส่วนใหญ่จะอยู่แค่ในห้างระดับพรีเมียม พอมาเจอที่ไทย ราคาถูกกว่ามาก เลยเกิดความคิดว่า แค่ซื้อกลับไปสัก 10 ตัว ก็คุ้มค่าตั๋วเครื่องบิน กลายเป็นปรากฏการณ์นักท่องเที่ยวจีนแห่ซื้อชุดชั้นในจากไทยกลับบ้าน” จากคำกล่าวของ ดร.ปณิชา ประทีปะวณิช Co-founder Mango Group และผู้เชี่ยวชาญด้านกลยุทธ์ Social Media China ได้กล่าวไว้ในเวทีเวิร์กช็อปหัวข้อ “คู่มือบุกตลาดจีน” เข้าใจพฤติกรรมลูกค้า เลือกแพลตฟอร์มถูก โอกาสทำกำไร! เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา ได้ฉายให้เห็นถึงภาพของนักท่องเที่ยวชาวจีน ที่หอบหิ้วถุงวาโก้ใบโตเดินออกจากห้างสรรพสินค้าในเมืองไทย ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกตาอีกต่อไป หลายคนถึงกับบอกว่า “แค่ได้ซื้อวาโก้ ก็คุ้มค่าตั๋วเครื่องบินแล้ว” วลีนี้สะท้อนถึงคุณค่าที่แบรนด์ชุดชั้นในระดับโลกอย่างวาโก้ มอบให้กับผู้บริโภคชาวจีนได้อย่างชัดเจน แต่คำถามคือ ทำไมวาโก้ที่ผลิตและจำหน่ายอยู่ทั่วโลก รวมถึงในจีนเอง กลับไม่เป็นที่น่าสนใจเท่ากับวาโก้ในประเทศไทย? คำตอบสำคัญส่วนหนึ่งอาจอยู่ที่ “การเข้าถึง” และ “ระดับของสินค้า&
