Leadership
ในยุคที่หลายคนเชื่อว่าการเริ่มต้นธุรกิจต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล ต้องมีสายป่านที่ยาว หรือมีประสบการณ์อย่างโชกโชน แต่เรื่องราวของ Dave’s Hot Chicken จะมาพลิกความคิดเหล่านั้นโดยสิ้นเชิง เพราะเป็นธุรกิจไก่ทอดที่เริ่มต้นด้วยเงินเพียง 30,000 บาท ในลานจอดรถ แต่สามารถเติบโตจนมีมูลค่าระดับหมื่นล้านบาทได้ เรื่องราวของ Dave’s Hot Chicken ไม่ได้เป็นเพียงความสำเร็จชั่วข้ามคืน แต่เป็นการเดินทางที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น การลองผิดลองถูก และการมองเห็นโอกาส ในปี 2017 อาร์มัน โอเกนเนสยาน (Arman Oganesyan) ในวัย 24 ปี นักแสดงตลกที่ไม่มีประสบการณ์ด้านร้านอาหารหรือธุรกิจเลย ได้เสนอแนวคิดการขายไก่ทอดสไตล์แนชวิลล์ให้กับเพื่อนสมัยเด็กของเขาอย่าง เดฟ โคปูเชียน (Dave Kopushyan) และ ทอมมี่ รูเบนยาน (Tommy Rubenyan) แม้ว่า เดฟ โคปูเชียน เคยเป็นเชฟที่เคยทำงานในร้านอาหารมิชลินสตาร์จะไม่ชอบไก่ในตอนแรก แต่ด้วยความพยายามในการโน้มน้าว พวกเขาทั้ง 3 คนก็รวบรวมเงินเก็บทั้งหมด 900 ดอลลาร์ ราวๆ 30,000 บาท และเริ่มต้นธุรกิจ Dave’s Hot Chicken ในรูปแบบป๊อปอัปในลานจอดรถแห่งหนึ่งในลอสแองเจลิส จากป๊อปอ
ในวงการค้าปลีกไทย ชื่อของ ศุภลักษณ์ อัมพุช หรือที่รู้จักกันในฉายา “แอ๊ว” และ “ผีเสื้อเหล็ก” ถือเป็นตำนานของนักธุรกิจหญิงที่แข็งแกร่งและเปี่ยมด้วยวิสัยทัศน์ เธอคือประธานกรรมการบริหาร เดอะมอลล์ กรุ๊ป ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของศูนย์การค้าชั้นนำอย่าง เดอะมอลล์, สยามพารากอน, ดิ เอ็มโพเรียม, ดิ เอ็มควอเทียร์ และดิ เอ็มสเฟียร์ นอกจากนี้ เธอยังมีบทบาทสำคัญในวงการนางงามด้วยการสนับสนุนเวที มิสเวิลด์ไทยแลนด์ อย่างต่อเนื่อง ด้วยความมุ่งมั่นและกลยุทธ์ที่เฉียบคม เธอได้เปลี่ยนโฉมทั้งวงการค้าปลีกและนางงามไทยให้ก้าวไกลสู่ระดับโลก บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักชีวิต เส้นทางความสำเร็จ และการมีส่วนร่วมในเวทีมิสเวิลด์ของผู้หญิงแกร่งคนนี้ วัยเด็กและการศึกษา จุดเริ่มต้นของความมุ่งมั่น ศุภลักษณ์ อัมพุช เกิดเมื่อวันที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2498 ในช่วงวัยเด็กของเธอไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เธอสูญเสียมารดาตั้งแต่ยังเล็ก ทำให้กลายเป็นเด็กขี้อายและเก็บตัว แต่ด้วยความมุ่งมั่นและการสนับสนุนจากบิดา เธอตั้งใจเรียนอย่างหนัก ศุภลักษณ์จบการศึกษาระดับมัธยมจาก โรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัย และสอบเข้าศึกษาต่อที่
เชื่อว่าหลายคนที่เห็นของตกแต่งบ้านดีไซน์สวยถูกใจ แต่ต้องวางมันลงเมื่อเห็นป้ายราคา จากประสบการณ์ที่นักช้อปส่วนใหญ่คุ้นเคยนี้ โจวี่ ลิม นักศึกษาวัย 20 ปีชาวสิงคโปร์ก็ประสบมาเช่นกัน ด้วยความหลงใหลในการออกแบบตกแต่งภายในและของแต่งบ้านที่มีสไตล์ เขาชอบโคมไฟดีไซน์ที่มีเอกลักษณ์เสมอมา แต่บ่อยครั้งที่ของเหล่านั้นมีราคาเกินเอื้อมสำหรับเขา ด้วยความมุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์ด้วยตัวเอง โจวี่จึงตัดสินใจลงทุนซื้อเครื่องพิมพ์ 3D และเริ่มทดลองออกแบบโคมไฟของตัวเองที่บ้าน หลังจากทุ่มเทเวลาหลายชั่วโมงเพื่อเรียนรู้วิธีทำให้งานออกแบบของเขากลายเป็นจริง นักศึกษาจาก Singapore Polytechnic ผู้นี้ก็ได้เปิดตัวบริษัทโคมไฟของตัวเองอย่างเป็นทางการในชื่อ Sonogo Design เมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว โดยทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้จากในห้องนอนของเขาเอง ด้วย Sonogo Design โจวี่ตั้งเป้าที่จะทำให้ “โคมไฟคุณภาพสูงและงานฝีมือสามารถเข้าถึงได้” สำหรับชาวสิงคโปร์ “โคมไฟดีไซน์” จากงานอดิเรก สู่ธุรกิจ เมื่อแรกเริ่มที่ได้เยี่ยมชมเว็บไซต์ของแบรนด์นี้ ข้อความแจ้งบนเว็บไซต์ ระบุว่า สินค้าล็อตล่าสุดขายหมดเกลี้ยงภายในวันเดียว โจวี่เชื่อว
เรื่องราวของสองพี่น้อง Jaime Holm และ Matt Hannula ผู้พลิกงานอดิเรกเล็กๆ จากรถบ้านเก่าราคา 800 ดอลลาร์ ให้กลายเป็น Tinker Tin บริษัทออกแบบและผลิตสินค้าปลีกมูลค่า 20 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 650 ล้านบาท โดยไม่มีหนี้สิน ด้วยวิสัยทัศน์ที่มองเห็นโอกาสในอุตสาหกรรมที่ “ยังไม่มีอยู่จริง” เริ่มต้นจากความหลงใหล โอกาสในสิ่งที่ไม่มี Jaime Holm เริ่มต้นธุรกิจ Tinker Tin เป็นงานอดิเรกเมื่อกว่า 13 ปีที่แล้ว ขณะยังทำงานที่ Trader Joe’s เธอได้แรงบันดาลใจจากการใช้ชีวิตในรถบ้านที่ออสเตรเลีย และพบว่าตลาดให้เช่ารถบ้านวินเทจในสหรัฐฯ ยังไม่มีอยู่จริง เธอจึงตัดสินใจลงทุน 800 ดอลลาร์ หรือประมาณ 26,000 บาทกับสามี เพื่อซื้อรถเทรลเลอร์เก่ามาซ่อมแซมและให้เช่า ซึ่งทำให้พวกเขาเป็นบริษัทให้เช่ารถเทรลเลอร์วินเทจแห่งแรกของสหรัฐฯ ธุรกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว เมื่อความต้องการเช่ารถเทรลเลอร์ขยายไปสู่การใช้ในภาพยนตร์ โฆษณา และโรดโชว์ของแบรนด์ดังอย่าง LUSH หรือ Pepsi แต่จุดเปลี่ยนสำคัญคือเมื่อลูกค้าเริ่มขอให้ Tinker Tin ออกแบบและสร้างดิสเพลย์สำหรับสินค้าปลีก มากกว่าการเช่ารถเทรลเลอร์ จนกลายเป็นธุรกิจหลักที่ขยาย
หากพูดถึงธุรกิจ ‘ร้านแว่นตา’ ที่อยู่คู่กับเมืองไทยมาอย่างยาวนาน หนึ่งในนั้นคือ ‘แว่นท็อปเจริญ’ ที่เปิดให้บริการ 2,000 กว่าสาขา แต่น้อยครั้งที่เราจะเห็นคนเข้าใช้บริการ ทำให้เกิดคำถามมากมาย ว่าแบรนด์นี้สามารถยืนหยัดอยู่ในตลาดได้อย่างไร ท่ามกลางสมรภูมิร้านแว่นเกิดใหม่มากมาย วันนี้ ‘เส้นทางเศรษฐีออนไลน์’ จะพาไปพูดคุยกับ นพศักดิ์ ตรีพรชัยศักดิ์ ผู้สืบทอด ‘เจริญการแว่น’ สู่ ‘แว่นท็อปเจริญ’ นพศักดิ์ เล่าว่า พ่อของเขาทำแว่นตา มาตั้งแต่ พ.ศ. 2490 หากนับถึงปัจจุบันคือ 78 ปี ส่วนตนเองทางบ้านตั้งใจอยากให้เรียนหมอ เพราะเป็นเด็กเรียนเก่ง ได้ที่ 1 ของโรงเรียน แต่กลับต้องหยุดความตั้งใจนั้นไว้ เมื่อพ่อและแม่เสียชีวิต “ผมกลายเป็นลูกกำพร้า ต้องออกจากโรงเรียนมาทำธุรกิจแว่นตา แต่ตอนเรียนคุณพ่อเคยบอกไว้ว่า ถ้าไม่ได้เรียนหนังสือ ไม่เป็นไร จะทำธุรกิจอะไร ทำแว่นตาดีสุด แว่นตามงานสบาย กำไรเยอะ อย่าไปทำอย่างอื่น ผมก็จำฝังหัว ถ้าจะอดตาย ก็ทำแว่น” นับจากนั้น นพศักดิ์ จึงเข้ามารับช่วงต่อ ณ ตอนนั้นเขามีอายุประมาณ 16 ปี เรียนจบแค่ชั้น ม.3 เขาเล่าว่า ชื่อเดิมสมัยพ่อ คือ ‘เจริญการแว่น’ พร้อมหน่วยรถเร่ขายแว่นตาทั่วประ
การหารายได้บนออนไลน์เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่น่าสนใจและมีศักยภาพในการสร้างความมั่งคั่งได้จริง หากมีความตั้งใจ เรียนรู้ และปรับตัวให้เข้ากับโลกออนไลน์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว จากเรื่องราวสุดปังของคุณแม่ลูกสองอย่าง Rachel Jimenez ที่พลิกวิกฤตหลังคลอด สู่การเป็นเจ้าของธุรกิจออนไลน์สุดฮิต ทำเงินเข้ากระเป๋าทุกเดือนแบบสบายๆ เธอเล่าว่าเมื่อ 4 ปีก่อน ชีวิตเรียกได้ว่ามรสุมถาโถม ทั้งภาวะซึมเศร้าหลังคลอดลูกคนที่สอง แถมงานประจำก็ไม่ตอบโจทย์ความฝัน จนรู้สึกชีวิตมันตันไปหมด แต่แทนที่จะยอมแพ้ เธอกลับมองหาทางออกให้ชีวิต ด้วยการเริ่มทำสิ่งที่ตัวเองรักบนแพลตฟอร์มออนไลน์ชื่อดังอย่าง Etsy จากแค่อยากลองขายพวกไฟล์ดิจิทัลง่ายๆ อย่างเทมเพลตธุรกิจ หรือเกมปาร์ตี้เล็กๆ น้อยๆ ใครจะไปคิดว่ามันจะกลายเป็นขุมทรัพย์สร้างรายได้มหาศาล แต่ต้องบอกว่าในช่วงแรกๆ ก็ไม่ได้สวยหรูอะไร ต้องเจียดเวลาเลี้ยงลูกเล็กๆ 2 คน มานั่งทำ มานั่งขาย แต่เธอก็ไม่ย่อท้อ มาวันนี้ คุณแม่นักสู้กลายเป็นเจ้าของธุรกิจเสริมที่ทำจากบ้านสบายๆ แต่โกยเงินเข้ากระเป๋าเดือนละ 10,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือตีเป็นเงินไทยก็ประมาณ 3 แสนบาท แถมยังเป็นรายได้แบบ Passiv
“ช่วงเวลาที่คนกรุงเทพฯ เข้างานมากที่สุดคือ 10 โมงเช้า ในขณะที่เชียงใหม่ ขอนแก่น อยู่ที่ 8 โมง การเดินทางไปทำงานไกลกว่า และอาจเสียเวลารถติดหรือเลี่ยงการเดินทางในชั่วโมงเร่งด่วน ซึ่งก็นำไปสู่แนวคิดการสร้างย่านละแวกหรือนโยบาย ‘เมือง 15 นาที’ ที่ช่วยให้ผู้คนได้ทำงาน หรือมีบริการที่จำเป็นในย่านละแวกบ้าน ลดเวลาการเดินทางเพื่อนำไปใช้ชีวิตที่ต้องการได้” ‘คนส่วนใหญ่เข้างานเช้าแค่ไหน เลิกงานกันกี่โมง และมีเวลาไปทำกิจกรรมอื่นมากน้อยแค่ไหน’ ‘เมืองใหญ่มีพื้นที่ให้กับกิจกรรมแบบไหน มีเพียงพื้นที่ทำงาน หรือมีพื้นที่หลากหลายให้คนได้พักผ่อนหย่อนใจ’ ‘คนสูงวัยใน 4 เมืองใหญ่ใช้ชีวิตกันอย่างไร กระจายตัวทั่วเมืองหรือไม่ หรือกระจุกตัวอยู่ในย่านที่คุ้นเคย’ นี่คือตัวอย่างของคำถามที่นำไปสู่การค้นหาและเปิดโลกเรื่อง ‘เมือง’ ในโปรเจ็กต์ชื่อว่า ‘Dynamic Cities via Mobility Data หลากชีวิตในเมืองที่โลดแล่น’ โปรเจ็กต์ที่ใช้ข้อมูล Mobility จากทรู โดยมีหมุดหมายในการศึกษาชีวิตผู้คนและเมืองที่ไม่เคยหยุดนิ่ง ด้วยข้อมูลระดับ Big Data ที่มุ่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เรียกได้ว่าโปรเจ็กต์นี้มีความแปลกใหม่และน่าสนใจ 3 แง่มุม คือ ห
เรียกได้ว่ากระแสร้านชาในปัจจุบัน ได้รับความนิยมเป็นจำนวนมาก อีกทั้งหลายแบรนด์ยังมีการปรับรสชาติให้เข้ากับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่มากขึ้น อาทิ CHAGEE (ชาจี) แบรนด์ชานมเจ้าดังจากจีน ที่ขยายสาขาไปแล้วกว่า 6,440 แห่ง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเข้ามาบุกตลาดไทยสาขาแรก ‘เซ็นทรัลเวิลด์’ โดย บริษัท อีสบริดจ์ จำกัด และ บริษัท ที เนชั่น จำกัด จุดเริ่มต้น CHAGEE Zhang Junjie (จาง จุนเจี๋ย) ผู้ก่อตั้ง CHAGEE เคยทำงานเป็นลูกมือในร้านชานมไข่มุกมาก่อน ต่อมาเขาได้รับประสบการณ์ด้านการดูแลกิจการ ขณะทำงานที่บริษัทสตาร์ตอัปแห่งหนึ่งในเซี่ยงไฮ้ หลังจากนั้นจึงได้ก่อตั้งแบรนด์ CHAGEE ขึ้น CHAGEE (ชาจี) มีต้นกำเนิดจากมณฑลยูนนาน ประเทศจีน เปิดสาขาแรกเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2017 ซึ่งชื่อแบรนด์มาจากบทละครจีนเรื่อง “Farewell My Concubine” (霸王别姬) ที่เล่าเรื่องราวของกษัตริย์นักรบในสมัยจีนโบราณและการร่ำลาคนรักอย่างแสนโรแมนติก โลโก้ของบริษัทเป็นรูปของ “หฺวาตาน” (花旦) ซึ่งเป็นตัวละครหญิงสาวในงิ้วปักกิ่ง โดย Chagee แตกต่างจากแบรนด์ชานมไข่มุกอื่นๆ คือ จะเน้นชาพรีเมียมที่ทำจากน
กรณีศึกษา “ยาโยอิ” จากร้านเล็กๆ ในญี่ปุ่น สู่แบรนด์ระดับภูมิภาคเอเชีย ใช้กลยุทธ์ Brand Connection ตอกย้ำภาพลักษณ์แบรนด์ให้ทันสมัย รุกตลาดคนรุ่นใหม่ เมื่อพูดถึงร้านอาหารญี่ปุ่นที่ทั้งอร่อย ราคาจับต้องได้ และยังคงเอกลักษณ์ความเป็นต้นตำรับ เชื่อว่าอันดับแรกๆ ที่หลายคนนึกถึงคงเป็น “ยาโยอิ (Yayoi)” ร้านอาหารญี่ปุ่นสไตล์ “เทโชกุ (Teishoku)” ที่อยู่เคียงข้างคนไทยมาอย่างยาวนานกว่า 19 ปี ด้วยเมนูอาหารที่หลากหลาย และการบริการที่อบอุ่น ทำให้ไม่ว่าเวลาจะผ่านมานานแค่ไหน ยาโยอิก็ยังเป็นร้านอาหารญี่ปุ่นที่หลายคนเลือกใช้บริการอยู่เสมอ แม้ว่าในตอนนี้ ยาโยอิจะกลายเป็นแบรนด์ระดับแนวหน้าแล้ว แต่ก็ยังไม่เคยหยุดที่จะพัฒนาต่อไป อย่างในปีที่แล้วที่เพิ่งได้ทำการรีภาพลักษณ์แบรนด์ใหม่ เพื่อให้เข้ากับยุคสมัยใหม่ และไลฟ์สไตล์ที่สดใส สนุกสนาน แต่ยังคงความเป็นญี่ปุ่น จุดเริ่มต้นของยาโยอิ จากโตเกียว สู่ไทยแลนด์ ย้อนกลับไปในปี 1886 ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ยาโยอิในตอนนั้นยังเป็นเพียงร้านอาหารเล็กๆ ที่เน้นการเสิร์ฟอาหารแบบ เทโชกุ หรือ เซตอาหารที่ประกอบด้วยข้าว เนื้อสัตว์ ซุป และเครื่องเคียง ตามแบบฉบับญี่ปุ่นแท้ๆ ด
จากผู้บริหารสู่แม่ค้าผลไม้! หญิงวัย 54 ออกจากงาน เปิดแผงลอยขายผลไม้ ทำเงินหลักแสนต่อเดือน ขยายสาขาไปมากกว่า 100 แห่ง ใครจะเชื่อว่าจากผู้บริหารบริษัทซอฟต์แวร์ จะผันตัวมาเป็นแม่ค้าผลไม้ริมทางที่ทำเงินได้ถึง 50,000 ดอลลาร์ต่อเดือน (ประมาณ 1.7 ล้านบาท) ในเวลาเพียง 1 สัปดาห์ เรื่องราวนี้เป็นของหญิงวัย 54 ปี ชื่อว่า Shannon Houchin (แชนนอน ฮาวชิน) ที่พลิกชีวิตตัวเองด้วย “ธุรกิจแผงลอยลูกพีช” ที่เธอเรียกว่า “ตู้ ATM เคลื่อนที่” จุดเริ่มต้นของธุรกิจนี้มาจากความสูญเสียคุณพ่อของเธอด้วยโรคมะเร็งปอด เธอต้องการทำอะไรที่จับต้องได้ มีความหมาย และสร้างความสุขให้ผู้คน เพื่อนของเธอแนะนำให้ไปลองขายลูกพีชที่แผงลอยริมทางในเซาท์แคโรไลนา และนั่นคือจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตของเธอ จาก 0 สู่ 100 แผงลอยใน 1 ปี เธอไม่ได้เริ่มจากเล็กๆ ในปี 2014 เธอเปิดแผงลอยถึง 100 แห่ง ด้วยประสบการณ์ด้านโลจิสติกส์จากธุรกิจซอฟต์แวร์ เธอเรียนรู้และปรับตัวอย่างรวดเร็ว แม้จะพบกับความผิดพลาดมากมาย แต่เธอก็สามารถแก้ไขและพัฒนาธุรกิจให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด เธอเล่าว่า ไม่มีแหล่งข้อมูลใดๆ ที่สอนเธอทำธุรกิจนี้ เธอต้องสร้างทุกอย่างขึ้นมาเอง ตั
