Leadership
“สอนลูกน้องให้คิดแบบเถ้าแก่” การบริหารสไตล์ “ดองกิ” หนึ่งในกลยุทธ์ยอดขายโตติดต่อกัน 33 ปี ทั้งพนักงานประจำหรือพาร์ตไทม์ ก็สามารถสั่งซื้อสินค้าเข้าร้านเองได้ DONKI (ดองกิ) หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ Don Quijote เป็นร้านค้าปลีกชื่อดังจากประเทศญี่ปุ่น ที่โดดเด่นด้วยสินค้าหลากหลายชนิดในบรรยากาศที่คึกคักและมีสีสันสดใส เหมือนเดินเข้าไปในโลกแห่งความสนุกสนาน แต่ทุกคนรู้หรือไม่ว่า แบรนด์ดองกิ เป็นหนึ่งแบรนด์ที่ผู้บริหารมีแนวคิด หรือกลยุทธ์ในการบริหารพนักงานที่แปลกและแตกต่างไปจากแบรนด์อื่นๆ แต่ในความแปลกนี้ ทำให้ดองกิ มียอดขายเติบโตอย่างต่อเนื่องติดต่อกัน 33 ปี และขยายสาขาไปมากกว่า 600 สาขาทั่วโลก เป็นร้านค้าที่เปิดให้บริการ 24 ชั่วโมง ก่อตั้งโดย คุณทาคาโอะ ยาสุดะ เมื่อปี 1980 และมีการเปลี่ยนเปลงเกิดขึ้นอีกครั้งในปี 1989 เป็นร้านที่เกิดจากจุดเริ่มต้นเล็กๆ เป็นร้านค้าธรรมดาทั่วไป แต่เล็งเห็นโอกาสว่าในญี่ปุ่นมีซูเปอร์มาร์เก็ตหลายแห่ง จึงอยากหาข้อแตกต่างที่จะดึงดูดลูกค้าได้ โดยมองหาตลาดของคนที่ทำงานกลางคืน เลิกกะดึก จึงผันตัวเองมาเป็นร้านที่เปิด 24 ชั่วโมง และขายในราคาย่อมเยา ไม่เพียงเท่านั้น สิ่งที
ปรับใช้ได้จริง! เปิดแนวคิด 21 นักธุรกิจ เมื่อครั้งเริ่มต้นทำธุรกิจ ก่อนค้นพบความสำเร็จ ในหลายๆ ผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จได้บอกว่า พวกเขาต้องการที่จะรู้อะไรหลายๆ อย่างตั้งแต่การเริ่มต้นในเส้นทางธุรกิจ ทั้งเรื่องเวลา การลำดับความสำคัญของเป้าหมาย รวมไปถึงการพัฒนาตนเอง ซึ่งคำแนะนำทั้ง 21 ผู้ประกอบการนี้ ชี้ให้เห็นว่า ทุกคนได้ผ่านบทเรียนมามากมาย และสามารถนำคำแนะนำไปปรับใช้กับธุรกิจปัจจุบันหรืออนาคตได้ นี่คือสิ่งที่เหล่านักธุรกิจทั้ง 21 ท่าน อยากบอกกับตัวเองเมื่อครั้งเริ่มต้นทำธุรกิจ 1. โฟกัสกับสิ่งที่ควบคุมได้ Bayu Prihandito บอกว่า ในฐานะนักธุรกิจ เราเจอสภาวะที่ควบคุมไม่ได้อยู่บ่อยๆ และง่ายที่จะจมไปกับความไม่แน่นอนและความเครียดที่ตามมา แต่จำไว้ว่า ถึงเราควบคุมทุกอย่างไม่ได้ เราสามารถควบคุมปฏิกิริยาและการตัดสินใจได้ด้วยการโฟกัสสิ่งที่เปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ เราจะผ่านความท้าทายได้อย่างมีประสิทธิภาพ และได้ประโยชน์จากทุกสถานการณ์ 2. จงเป็นผู้นำ แม้ไม่มีตำแหน่ง Michelle LaBrosse กล่าวว่า ถ้ากลับไปบอกตัวเองตอนหนุ่ม ฉันคงบอกว่า ไม่ต้องรอให้ใครแต่งตั้งคุณเป็นผู้นำ ผู้นำที่ดีจะลุกขึ้นมาทำ แม้หน้า
เทคนิค ปิดการขาย ด้วย คำ ที่พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ควรนำไปใช้ รับรองเวิร์ก! การเลือก “คำ” ที่จะใช้สื่อสารกับลูกค้ามีความสำคัญต่อการขายออนไลน์เป็นอย่างมาก สังเกตได้จากในการไลฟ์สดขายของ จะเห็นว่าคนตัดสินใจซื้ออย่างรวดเร็วเพียงเพราะชอบหรือถูกใจ ทั้งๆ ที่สินค้านั้นอาจไม่จำเป็นต้องซื้อด้วยซ้ำ เนื่องจากอารมณ์เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการตัดสินใจได้ง่าย ดังคำที่ว่า “ซื้อเพราะอารมณ์ มากกว่าเหตุผล” ถ้าคำที่ใช้ไม่มีพลัง ไม่สร้างแรงดึงดูดมากพอ อาจทำให้พลาดโอกาสที่จะปิดการขายได้ เว็บไซต์ POST Family ได้รวบรวม คำช่วยปิดการขาย มาให้พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ลองนำเอาไปใช้กัน ดังนี้ คำสื่อถึงการเป็น “คนพิเศษ” คำทรงพลังกลุ่มแรกที่ลูกค้าเห็นแล้วต้องหัวใจกระตุก คือ คำที่ให้ความรู้สึกถึงความเป็นคนพิเศษ ไม่ใช่ทุกคนที่จะได้รับบริการนั้นๆ หรือไม่ใช่ทุกคนที่จะได้สินค้านั้นๆ เช่น เฉพาะสมาชิกเท่านั้น (Members Only) เช่น สินค้าลด 40% เฉพาะสมาชิกเท่านั้น รับสิทธิ์ก่อนใคร (Get It before Anyone Else) เช่น รับสิทธิ์ก่อนใคร!! เพียงสแกน QR Code 10 คนแรกที่ลงทะเบียนจะได้สิทธิ์ทดลองใช้บริการฟรีก่อนใคร บุคคลสำคัญ (VIP) เช่น เมื่อซื้อเคร
ขายได้ กับ ขายเป็น รู้ไหมว่าต่างกัน แถมส่งผลต่อ การขาย อีกด้วย ทุกวันนี้ แทบจะบอกได้เลยว่า ใครๆ ก็หันมา ขายของ ซึ่งการ ขายได้ กับ ขายเป็น อาจฟังดูคล้ายๆ กัน แต่แท้ที่จริงแล้วมันไม่เหมือนกัน คุณนพ-นพกฤษฏิ์ นิธิเลิศวิจิตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซัคเซสมอร์ บีอิ้งค์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCM ได้เผย ความแตกต่างระหว่าง ขายได้ กับ ขายเป็น ที่ถือเป็นสิ่งที่ส่งผลกับธุรกิจ ดังนี้ นิยามของการ ขายได้ ก็คือ ได้เพียงยอดขาย ส่วนการขายเป็น คือ การได้ลูกค้าตลอดชีวิต ซึ่งมีความต่างของรูปแบบกระบวนการที่ใช้ในการขาย กล่าวคือ การขายได้ ใช้กระบวนการขายแบบ ตื๊อ ง้อ ขอ ขาย บางครั้งเหมารวมไปถึง การหลอก ด้วย โดยเน้นขายเอายอดเพียงอย่างเดียว อาจมาจากรูปแบบของความสัมพันธ์จากผู้ใหญ่ เพื่อเชื่อมให้ ลูกค้า มาสนับสนุนสินค้าหรือบริการ ซึ่งลูกค้าจะซื้อด้วยความอึดอัดใจ เกรงใจ หรือหลงเชื่อชั่วขณะ ไม่มีทางเลือกจึงจำเป็นต้องซื้อ ส่วนใหญ่จึง ไม่สามารถรักษาลูกค้าไว้ได้ นั่นเอง ส่วน ขายเป็น คือ การออกแบบหรือมีความเข้าใจในคุณค่าของสินค้า สามารถเป็นที่ปรึกษาในการซื้อเพื่อแก้ปัญหาให้ลูกค้าได้ ทั้งยังตรงความต้องการและความรู้สึ
“ทำน้อย ได้มาก” แนวคิดการทำงานแบบ เข้าใจพนักงาน รู้ไหม ได้ผลลัพธ์ดีกว่าที่คิด เชื่อมั้ยว่า…ถ้าเราทำงานน้อยลง ประสิทธิภาพจะเพิ่มขึ้น มีรายงานที่น่าสนใจจาก tech.co ซึ่งรายงานโดย Conor Cawley เมื่อ 14 มิถุนายน 2566 ที่ผ่านมา เกี่ยวกับบริษัทที่เลือกทำงานแค่ 4 วันต่อสัปดาห์ แต่กลับมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ทั้งยังส่งผลต่อสุขภาพกาย สุขภาพจิต ของพนักงาน และผลประกอบการด้วย นี่มันคือการ “ทำน้อย ได้มาก” ชัดๆ ผลการศึกษาของ David Frayne แห่งมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ที่พบว่า บริษัทชั้นนำของโลกหลายแห่ง หันมาเลือกใช้แนวทางการทำงานแบบ 4 วันต่อสัปดาห์ แทนที่การทำงานแบบทั่วไป 5 วันต่อสัปดาห์ พบว่า ประสิทธิภาพการทำงานดีขึ้น เวลาลดลง แต่เป้าหมายงานยังคงเดิม พนักงานกระตือรือร้นมากขึ้น ทำเสร็จตามเป้าหมาย ด้วยสภาพจิตใจที่ดีกว่า ถ้าสุขภาพใจดี แน่นอนว่าสุขภาพกายดีตามไปด้วย แล้วบริษัทที่ใช้แนวทางนี้ ไม่ใช่ยกเมฆว่าใหญ่ระดับโลกนะ หลายบริษัทเรารู้จักกันดีอยู่แล้ว เช่น Amazon, Microsoft, Panasonic, Samsung, Toshiba ฯลฯ สิ่งนี้อาจตรงกับพฤติกรรมคนเจเนอเรชันใหม่ ที่เรื่องของ Work Life Balance สำคัญยิ่งชีพ ต
รู้หรือไม่! 7 เหตุผลผิดๆ ทำให้ ขยายแฟรนไชส์ ล้มเหลว ที่ ผปก. อย่ามองข้าม ธุรกิจแฟรนไชส์ ถือเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการขยายขนาดของธุรกิจ ที่เหล่าผู้ประกอบการทั้งเล็กใหญ่ต่างใช้เพื่อขยายตลาดและช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้าหรือบริการของแบรนด์ตนเอง แต่การคิดจะขยายแฟรนไชส์ก็ไม่ใช่เรื่องที่คิดจะทำก็ทำได้เลย หรือทำแล้วก็ใช่ว่าจะประสบความสำเร็จกันทุกคน เปิดขั้นตอน ขยายแฟรนไชส์ SMEs อยากโตบ้าง ต้องทำอย่างไร? ข้อมูลจาก DBD เผยว่า การที่ผู้ประกอบการขยายแฟรนไชส์แล้วไม่ประสบความสำเร็จ เกิดจาก เหตุผลในการทำแฟรนไชส์แบบผิดๆ จึงนำมาซึ่ง เหตุผลในการล้มเหลว ดังนี้ เหตุผล ผิดๆ ที่คนมักคิดในการทำแฟรนไชส์ เหตุผลที่ล้มเหลวในการทำแฟรนไชส์ 1. อยากขยายธุรกิจ 1. ไม่มี/ขาด ความรู้ 2. มีคนมาขอซื้อแฟรนไชส์ 2. แนวคิด รูปแบบ ไม่ดี 3. ขายความสำเร็จ 3. ระบบไม่ดี ไม่มีมาตรฐาน 4. อยากรวย 4. ยังเติบโตไม่พอ ไม่มีกำไร 5. ทำตามคนอื่น/แฟชั่น 5. ขยายเร็วไป หรือ ขยายมากไป 6. คิดว่า ทำไม่ยาก 6. ทำเลแย่ แฟรนไชซีไม่ดี 7. ทำไป เรียนรู้ไป แก้ไป 7. ขาดสภาพคล่อง ไม่มีเงินทุน
ค้าขายต้องรู้! SoLoMo พฤติกรรมผู้บริโภค ที่ส่งผลต่อ การตลาดบนมือถือ ปัจจุบัน มือถือ กลายเป็นหนึ่งในปัจจัยที่มนุษย์ขาดไม่ได้ไปแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นรวดเร็วและง่ายดายเพียงแค่ทำผ่าน มือถือ ทำให้คนทำธุรกิจต่างๆ ต้องปรับตัวตามให้ทัน เพราะพฤติกรรมของผู้บริโภคนั้นเปลี่ยนไป จนเกิดเป็น SoLoMo (ย่อมาจาก So = Social, Lo = Location, Mo = Mobile) หรือที่ข้อมูลจาก DBD อธิบายถึง พฤติกรรมหลักในการติดต่อสื่อสาร รับรู้ข้อมูลข่าวสาร ไปจนถึงการส่งเสริมการตลาดของธุรกิจ การแชร์ข้อมูลต่างๆ ความคิดเห็น ข้อเสนอของลูกค้า หรือข้อมูลเพื่อการนำไปพัฒนาธุรกิจ โดยการสื่อสารกับองค์กรย่อยหรือลูกค้ากลุ่มเป้าหมายผ่าน Social Media ไม่ว่าจะเป็นการระบุตัวตนบนโลกออนไลน์ โดยการอ้างพิกัดผ่าน Location Service, การแจ้งโปรโมชันลด แลก แจก แถม บน Smartphone หรือ Tablet เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ลูกค้าได้ทุกที่ ทุกเวลา รวมถึงการพูดคุย การแชร์ความคิดเห็นต่างๆ ซึ่งถือเป็นการเก็บข้อมูลจากลูกค้าได้โดยตรง ทำให้กลุ่มเป้าหมายรับทราบถึงสินค้าหรือบริการของเราได้โดยใช้งบในการทำการตลาดไม่มาก โดยจากผลการสำรวจพบว่าช่วงเวลา 20.00- 22.00 น. เป็นช่วง
How To เปลี่ยน ลูกค้า ให้เป็น นักการตลาดให้แบรนด์ เคล็ดลับที่คนค้าขายต้องรู้! เพราะเสียงจากลูกค้า คือเสียงที่ทรงพลังที่สุด ไม่ว่าเราจะเป็นนักขายมือทองที่มีแคมเปญการตลาดที่ดีแค่ไหน ก็คงไม่มีทางดีไปกว่าการทำให้ลูกค้าเป็นคนช่วยเราขายหรือเป็นนักการตลาดให้เราอย่างแน่นอน แต่วิธีนี้จะทำได้ก็ต่อเมื่อ เราทำให้ลูกค้าชื่นชอบในสินค้าและบริการของเราให้ได้เสียก่อน แล้วลูกค้าก็จะอยากที่จะบอกต่อสินค้าและบริการดีๆ ของเราให้เป็นที่รู้จักเอง โดย คุณนพ-นพกฤษฏิ์ นิธิเลิศวิจิตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซัคเซสมอร์ บีอิ้งค์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCM ได้เผย วิธีเปลี่ยนลูกค้าให้เป็นนักการตลาดให้แบรนด์ ไว้ดังนี้ – ความสัมพันธ์ที่ดี : แบรนด์จะต้องสร้างความสัมพันธ์อันดีกับลูกค้า จนสามารถพัฒนาต่อไปถึงขั้นที่ลูกค้าพร้อมสนับสนุนและแนะนำแบรนด์ต่อให้คนอื่นๆ – การพูดคุยครั้งแรก : ถือเป็นเรื่องสำคัญที่มองข้ามไม่ได้ เพราะการพบปะพูดคุยกันในครั้งแรก หากพูดคุยในเวลาอันสั้น มักจะไม่เกิดประโยชน์ใดๆ ฉะนั้น กระบวนการของการพูดคุยในการเชื่อมต่อลูกค้า แบรนด์ต้องนำเสนอ สิ่งที่มีประโยชน์ ทั้งในเชิงการช่วยแก้ปัญหาและใน
สินค้า เป็นเพียง กระบวนการขาย ผู้ประกอบการต้องสร้าง ความสัมพันธ์ เพื่อรักษาฐานลูกค้า ถ้ามีใครมาบอกเราว่า ทำธุรกิจ “อย่าขายแค่สินค้า” เราคงถามสวนแน่ว่า แล้วจะให้ขายอะไร เมื่อ 20 กว่าปีมาแล้ว นักการตลาดกลุ่มหนึ่ง เชื่อว่า “ความสัมพันธ์” คือ สิ่งที่จะทำให้ธุรกิจยั่งยืน จึงเกิดแนวคิดการตลาดมุ่งสัมพันธ์ เป็นการเน้นความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรธุรกิจกับลูกค้า แล้วยังลามไปถึงคู่ค้า บุคลากรในองค์กร รวมถึงใครก็ตามที่ข้องเกี่ยวในวงธุรกิจของเรา จึงอยากเล่าแค่ส่วนที่ข้องเกี่ยวกับลูกค้าเป็นหลัก เพราะเป็นผู้ที่กำเงินมาจ่ายให้ธุรกิจของเรา แนวคิดการตลาดแบบมุ่งสัมพันธ์ เขามองต่างจากแนวคิดการตลาดก่อนหน้า ที่การค้าขาย สินค้าเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องให้ความใส่ใจ ต้องสร้างให้แตกต่าง ต้องสร้างให้โดดเด่น มีความเป็นเอกลักษณ์ แต่การตลาดมุ่งสัมพันธ์ เขากลับมองว่าสินค้า เป็นเพียงกระบวนการเท่านั้น “กระบวนการในการแลกเปลี่ยนคุณค่า” พูดง่ายๆ เขาเชื่อว่า ลูกค้าไม่ได้จ่ายเงินให้เราเพียงเพราะต้องการในสิ่งที่เราทำมาขาย ที่เรียกว่า “สินค้า” ฟังดูก็มีเหตุผลอยู่นะ เพราะบางทีตัวสินค้า เราไม่สามารถสร้างให้แปลกแตกต่างอย่างสิ้นเชิง แต่
How To การเงินไม่พัง ด้วย 5 สูตรลัดความสำเร็จ ที่ มนุษย์เงินเดือนทำได้สบายๆ เมื่อพูดถึง การวางแผนการเงิน หลายคนมักเข้าใจว่าเป็นเรื่องของคนรวยเท่านั้น จึงทำให้คนส่วนใหญ่ละเลยในการวางแผนการเงินของตนเอง โดยเฉพาะเราๆ ที่ยังเป็นมนุษย์เงินเดือน มักคิดว่า ยังมีเงินเดือนน้อยอยู่เลย หรือยังไม่มีเงินเก็บเลย คงวางแผนการเงินไม่ได้หรอก แต่อันที่จริงแล้ว การวางแผนการเงินส่วนบุคคล เกี่ยวข้องโดยตรงกับคนทุกระดับฐานะการเงินไม่ว่าจะมีหรือจน ตามหลักความเป็นจริงแล้ว ยิ่งจน ยิ่งมีหนี้ ยิ่งมีเงินน้อย หรือยิ่งไม่มีเงินเก็บเลยยิ่งต้องรีบวางแผนการเงิน เพราะถ้าคุณไม่รีบวางแผนการเงินตั้งแต่เดี๋ยวนี้ คุณจะหลุดพ้นจากวงจรความจนไปได้อย่างไร นอกจากนี้ ‘การวางแผนการเงิน’ ให้ประสบความสำเร็จ ไม่ได้ยากอย่างที่คิดด้วย โดยที่บทความนี้ คุณนิภาพันธ์ พูนเสถียรทรัพย์ CFP® นักวางแผนการเงินอิสระ นักเขียนและวิทยากร ได้นำเสนอ เคล็ดลับการบริหารเงินอย่างง่ายๆ ผ่าน เว็บไซต์ ธนาคารไทยพาณิชย์ ซึ่งคุณสามารถนำไปลงมือปฏิบัติได้ทันที ดังนี้ เคล็ดลับที่ 1 เงินออม คือ จุดตั้งต้นของความสำเร็จทางการเงิน จุดเริ่มต้นง่ายๆ คือ การตั้งเป้าเงินออม
