How to
จะดีแค่ไหนหากมีธุรกิจที่ช่วยใส่ใจโลก รักษาสิ่งแวดล้อม ให้ทุกคนลดการใช้ขยะในชีวิตประจำวันได้อย่างสนุก เพียงแค่นำบรรจุภัณฑ์มาซื้อของตัก ตวง เติม แบบรีฟิลได้ตามใจชอบ โดยที่ไม่ต้องหมดเงินจำนวนมากไปกับการซื้อของชิ้นใหญ่ที่ไม่รู้ว่าจะใช้หมดเมื่อไหร่ เจ้าของไอเดียดังกล่าว ชื่อ คุณเมี่ยว-ฤดีชนก จงเสถียร สาวสวยวัย 30 ปี ดีกรีปริญญาโทบริหารธุรกิจ Master of Management Studies Duke University Fuqua School of Business สหรัฐอเมริกา เธอเปิดร้าน “ซีโร่โมเมนต์ รีฟิลเลอรี่ (ZeroMoment Refillery)” ร้านรักษ์โลก บนเนื้อที่ประมาณ 30 ตารางเมตร ร้านนี้ก่อตั้งขึ้นมาได้เพียง 1 เดือน จากจุดเริ่มต้นของคุณเมี่ยวที่อยากทำธุรกิจเพื่อสังคมอยู่แล้ว ซึ่งในต่างประเทศเองมีไอเดียธุรกิจร้านขายของชำแนวนี้อยู่จำนวนมาก การพกภาชนะมาซื้อของเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน ต่างจากในประเทศไทยซึ่งยังไม่เป็นที่แพร่หลาย “เมืองไทยยังไม่มีร้านแบบนี้ให้ลูกค้า เลยนำแนวคิดตรงนี้มาปรับรูปแบบให้เข้ากับคนไทยมากขึ้น สร้างทางเลือกใหม่ให้ลูกค้าได้มีช่วงเวลาสั้นๆ มาที่นี่ เป็นช่วงเวลาที่ไม่สร้างขยะ สอดคล้องกับชื่อร้าน ZeroMomen
‘ฮั่ว เซ่ง ฮง’ ภัตตาคารอาหารจีนชื่อดัง เตรียมเสิร์ฟอาหารฟิวชั่น เจาะกลุ่มลูกค้าวัยรุ่น พูดถึงอาหารจีนกลมกล่อม รสชาติอร่อย คงต้องยกให้ ‘ฮั่ว เซ่ง ฮง’ ภัตตาคารอาหารจีนที่อยู่ในใจคนไทยมานับครึ่งศตวรรษ มีมากกว่า 200 เมนู ทั้งเป็นเซตครอบครัว หรืออาหารจานเดี่ยวก็มีให้ทาน ปัจจุบัน ฮั่ว เซ่ง ฮง มีพื้นที่เสิร์ฟความอร่อยให้แก่ลูกค้าราว 19 สาขา ทั้งในห้างสรรพสินค้า และสแตนด์อะโลน อาทิ เยาวราช เจริญกรุง สุขุมวิท 101 ศาลายา เดอะมอลล์ บางแค ราชพฤกษ์ เป็นต้น ช่วงบ่ายวันทำงาน นัดแนะพูดคุยกับคุณสรนาท เนาว์ประดิษฐ์ ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการภัตตาคาร ฮั่ว เซ่ง ฮง ในบรรยากาศร้านอย่างเป็นกันเอง อัพเดตถึงสถานการณ์ร้านในปัจจุบันให้ฟังว่า ปัจจุบันธุรกิจร้านอาหารจีน เริ่มมีคู่แข่งเข้ามาทำตลาดร้านมากขึ้น ในส่วนของ ฮั่ว เซ่ง ฮง เองได้มีการปรับเอกลักษณ์ของร้าน รวมทั้งคุณภาพของอาหารให้มีมาตรฐานครอบคลุมเรื่อง หน้าตาอาหาร รสชาติ เปลี่ยนรูปแบบแพ็กเกจจิ้ง รวมทั้งครีเอตเมนูใหม่ๆ เพิ่มเติม นำอาหารฟิวชั่นเข้ามาผสมด้วย ให้ลูกค้ามีตัวเลือก ตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มวัยรุ่นมากขึ้น “คู่แข่งเกิดใหม่ส่วนใหญ่เปิดแบบฉาบฉวยมาไวไปไว เปิดเพื
สวัสดีค่ะทุกคน เห็นชื่อเมนูในวันนี้อาจถูกใจสาวก บราวนี่หลายๆ คน แห่งสมาชิกเฮลท์คิทเช่นของเรา เพื่อนๆ ที่ติดตามกันมาตลอด ครั้งนี้ วินมีหนึ่งสูตรบราวนี่ที่อยากแนะนำ นั้นก็คือ บราวนี่กลูเต็นฟรี ใช้ส่วนผสมหลักจากอัลมอนด์มีลนั่นเองค่ะ เพราะอัลมอนด์เม็ดเล็กที่เราเห็นกัน แค่เราทานเพียงแค่หยิบมือในแต่ละวัน เพื่อนๆ ทราบไหมคะว่าร่างกายเราได้รับประโยชน์มากมายจริงๆ ค่ะ ไม่ว่าจะเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ เสริมสร้างภูมิคุ้มกันและชะลอริ้วรอย บำรุงประสาท ช่วยในการทำงานของสมอง ป้องกันโรคอัลไซเมอร์ และถ้าทานเป็นประจำ ยังสามารถมีส่วนช่วยในการลดความเสี่ยงของโรคหัวใจวาย ได้เช่นกันค่ะ โดยครั้งนี้ วินได้นำอัลมอนด์มาปั่นทำน้ำนมอัลมอนด์ก่อนแล้วจึงนำกากอัลมอนด์มีล หรือ Almond flour ที่เหลือ มาใช้ในการทำบราวนี่นะคะ ตั้งใจว่าอบบราวนี่เสร็จก็ทานคู่กับน้ำนมอัลมอนด์ไปเลย มีความสุข enjoy healthy eating สุดๆ ไปเลยค่ะ หรือเพื่อนๆ ก็สามารถใช้ แป้งอัลมอนด์ หรือ อัลมอนด์มีล ที่ซื้อได้ตามร้านค้าสะดวกซื้อหรือ ซุปเปอร์มาร์เก็ตได้เช่นกันค่ะ ไปดูส่วนผสมต่างๆ ด้านล่างนี้กันเลย น้ำผึ้ง 2/3 ถ้วย น้ำมันมะพร้าว
กล้วย…ผลไม้คู่ครัวไทย เป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญที่มีเกษตรกรปลูกในเชิงการค้ากันอย่างแพร่หลาย แต่ก็มักจะพบกับปัญหาเมื่อผลผลิตกล้วยออกสู่ตลาดพร้อมกันในปริมาณมาก ทำให้ต้องขายราคาถูกกว่าต้นทุนการผลิต เกษตรกรบางรายจึงแก้ไขปัญหาดังกล่าวด้วยการนำผลกล้วยมาแปรรูปเป็นกล้วยตากรสธรรมชาติที่หวานหอมอร่อย และต่อยอดด้วยการพัฒนาการผลิตเป็นกล้วยตากรสช็อกโกแลตและรสกาแฟ เป็นผลิตภัณฑ์คุณภาพที่มีตลาดรองรับที่ส่งผลให้เกษตรกรในชุมชนมีรายได้ มีความมั่นคงในการยังชีพ คุณบุญเลี้ยง ข่ายม่าน เกษตรจังหวัดกาญจนบุรี เล่าให้ฟังว่า ประชากรในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรีส่วนใหญ่ประกอบอาชีพด้านการเกษตร ทั้งการปลูกพืช ทำประมง และเลี้ยงสัตว์ สำหรับการปลูกพืชเกษตรกรยังคงใช้ต้นทุนผลิตที่สูงหรือไม่พัฒนาการผลิตด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสม ผลผลิตจึงด้อยคุณภาพไม่เป็นที่ต้องการของตลาด คุณบุญเลี้ยง ข่ายม่าน(ซ้าย) เกษตรจังหวัดกาญจนบุรี ส่งเสริมทำการเกษตรแบบแปลงใหญ่ เพื่อลดปัญหาและข้อจำกัดดังกล่าว สำนักงานเกษตรจังหวัดกาญจนบุรี จึงส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มทำการเกษตรแบบแปลงใหญ่ เพื่อให้มีการจัดการใช้ที่ดิน ทุน แรงงาน ลดต้นทุนปัจจัยการผลิต ลดความเสี่ยง
เค้ก Black Forest เป็นเค้กชนิดหนึ่งที่ชอบมากมานานแล้ว เมื่อหลายสิบปีก่อน เวลาไปทานข้าวที่โรงแรมแห่งหนึ่ง จะแวะร้านเบเกอรี่ซื้อเค้กชนิดนี้เสมอ เพราะชอบที่ไส้ใส่เชอรี่กวน ทานแล้วจะเจอเชอรี่ แต่หลังๆ ที่โรงแรมเลิกทำเค้กชนิดนี้ไป เลยไม่ค่อยได้ทาน เพราะที่อื่นบางครั้งใช้แยมปาดเป็นไส้ ไม่ใช่แบบที่ชอบค่ะ จนวันเกิดปีนี้ น้องทำเค้ก Black Forest มาให้ทาน แบบนี้ใช่เลย เอาเชอรี่มากวนใส่เหล้ารัมนิดหนึ่ง หอมอร่อย ใช้วิปครีมตีปาดหน้าและข้างๆ ทำให้เบา บางคนชอบครีม จะทำบัตเตอร์ครีมก็ได้ค่ะ บางคนถามว่า หน้าตา Black Forest เป็นอย่างไร สูตรคนอื่นจะหน้าเป็นวิปหรือครีม แต่งด้วยเชอรี่เชื่อมลูกแดงๆ วางทั้งลูก รอบๆ หน้าเค้ก ข้างๆ จะโรยด้วยเกล็ดน้ำตาลช็อกโกแลต แต่สูตรนี้ หน้าแต่งด้วยเชอรี่สด จะได้ไม่หวาน และไม่ค่อยทานเกล็ดช็อกโกแลต เลยเปลี่ยนเป็นโรยผงช็อกโกแลตแทนค่ะ เค้กชนิดนี้ไม่ได้ยุ่งยากอะไร มี 3 ขั้นตอนหลักๆ คือ กวนซอสเชอรี่ซึ่งทำค้างคืนได้ ทำเนื้อเค้กช็อกโกแลต และหน้าวิปครีม ถ้าใครมีทักษะทำเค้กช็อกโกแลตก็ไม่ยากค่ะ จะเขียนสูตรและวิธีทำแบ่งเป็นช่วงๆ เพื่อให้ทำง่าย ไม่งงค่ะ เนื้อเค้ก แป้ง
“อะคิโยชิ” ชาบู สุกี้ยากี้ สไตล์ญี่ปุ่น เจ้าแรกในไทย ชูคุณภาพยาวนาน 2 ทศวรรษ วัฒนธรรมการกินอาหารประเภทชาบู และ สุกี้สไตล์ญี่ปุ่น เข้ามาประเทศไทยนานกว่า 2 ทศวรรษ ซึ่งผู้ที่ทำให้ธุรกิจอาหารประเภทนี้เฟื่องฟู คือ “อะคิโยชิ” ร้านแรกที่นำชาบู ชาบู สุกี้ยากี้สไตล์ญี่ปุ่น และรูปแบบการกินแบบบุฟเฟต์มาเปิดเป็นเจ้าแรกในประเทศไทย ทานให้ถูกแบบญี่ปุ่น หมูสไลด์ชิ้นบาง จุ่มไข่ดิบ คุณเปิ้ล – ศรีหทัย ไพรสานฑ์กุล รองประธานกรรมการ บริษัท อะคิโยชิ จำกัด เท้าความว่า ร้าน “อะคิโยชิ” เปิดเมื่อปี 2538 โดยคุณอุดมศรี ไพรสานฑ์กุล หรืออาม่า เป็นผู้ก่อตั้ง ท่านชอบทานอาหารญี่ปุ่น มีลูกสะใภ้เป็นคนญี่ปุ่น สำหรับสูตรชาบู และสุกี้ คงเอกลักษณ์ตามต้นตำรับจากเมืองชิบาซากิ ประเทศญี่ปุ่นทุกขั้นตอนตั้งแต่การคัดสรรวัตถุดิบ เครื่องปรุงนำเข้า ได้รับการควบคุมตรวจสอบคุณภาพจากเซฟชาวญี่ปุ่น ร้าน “อะคิโยชิ” สาขาแรกตั้งอยู่ที่ อาคารไทยซินสแควร์ บิวดิ้ง ชั้น 2 ซอยสุขุมวิท 71 เขตพระโขนง กรุงเทพฯ นอกจากจะเป็นร้านอาหารญี่ปุ่นประเภทหม้อไฟเจ้าแรก รูปแบบการทานยังเป็นบุฟเฟต์เจ้าแรก ในสมัยนั้นเสิร์ฟจนอิ่ม ในราคา 290 บาท ระย
‘น้ำพริกโจรมะสัง’ หอม แปลกลิ้น คนกินเปรี้ยว โดย กฤช เหลือลมัย คงไม่นานเท่าไหร่นะครับ ที่รสเปรี้ยวจี๊ดๆ จากผลไม้ซึ่งใช้กันในครัวไทย (โดยเฉพาะภาคกลาง) จะถูกเผด็จการเบ็ดเสร็จโดย มะนาว (lime) เพราะเมื่อดูตำรากับข้าวเก่าๆ หน่อย เราจะเห็นแม่ครัวมีสูตรกับข้าวเปรี้ยวๆ ที่ใช้วัตถุดิบหลากหลาย อย่างเช่น มะดัน มะกอก ระกำ ตะลิงปลิง น้ำส้มโตนด ส้มแขกแห้ง ลูกเถาคัน ซึ่งแน่นอนว่าย่อมทำให้กับข้าวมีรสเปรี้ยวแสนเสน่ห์แตกต่างกัน ดังที่บางคนยังแยกได้ถึงความเปรี้ยวละมุนของเนื้อมะดันดิบในแกงส้ม ซึ่งแผกไปจากมะนาวที่เปรี้ยวดุดันเกินไป ฯลฯ นี่ยังไม่ต้องลงลึกไปถึง “ระดับ” ความเปรี้ยวนะครับ ว่าเปรี้ยวแหลมของมะนาวที่เราเคยคุ้นนั้น ในอีกแง่หนึ่ง ได้ทำลายผัสสะการรับรสเปรี้ยวอ่อนๆ ของชาวสยามลงไปเพียงใด..ทุกครั้งที่ผมได้กิน “แตงเปรี้ยว” ของคนกะเหรี่ยง เป็นต้องถามตัวเองแบบนี้ทุกครั้ง ค่าที่ว่ารสเปรี้ยวของแตงพันธุ์นั้นช่างอ่อนบาง มีกลิ่นเฉพาะตัวบางอย่าง (ขอให้หลับตานึกถึงแตงกวาแก่ๆ) ซึ่งจับรสได้ยากจริงๆ สำหรับลิ้นปกติของคนปัจจุบัน ถ้าไม่สนใจก็แล้วไปเถิดครับ แต่หากอยาก “ลองของ” ผมคิดว่ามันมี “ของ” ให้ลองอยู่ทั่วไปเลยแหละ
เมื่อเอ่ยถึง “ปลาส้ม” เรานึกถึงอะไรกันบ้างครับ? ถ้าเป็นคนชอบกินกับข้าวอีสาน ภาพจำที่วาบขึ้นมาคงเป็นปลาตะเพียนทั้งตัว บั้งข้าง ควักไส้ออก ยัดข้าวสวยหรือข้าวนึ่งเข้าไปแทน หมักกับกระเทียม เกลือ จน “ส้ม” คือมีรสเปรี้ยว กลิ่นหอม จากปฏิกิริยาการบ่มตัวของแป้งข้าวกับเนื้อปลาสด เวลากินก็ทอดน้ำมัน หรือห่อใบตองกล้วยย่างเตาถ่าน ไม่ก็นึ่งในลังถึง แนมด้วยกระเทียมสด หอมเจียว ตะไคร้ซอย พริกขี้หนูสดหรือพริกแห้งเจียว ใบมะกรูดทอด ขิงอ่อนหั่นชิ้นลูกเต๋า ใบผักชีต้นหอม ฯลฯ บางคนชอบเอาไปหลนกะทิสด จะใส่หมูสับหรือไม่ใส่ก็ได้ ก้างปลานั้นก็กรองทิ้งไป ได้อารมณ์ของสำรับหลน ซึ่งแต่เดิมคือเครื่องจิ้มที่มีข้าวหมากเป็นส่วนประกอบอย่างสำคัญ เดี๋ยวนี้ดูเหมือนจะลืมๆ กันไปแล้วกระมังครับ ว่าหลนนั้นส่วนใหญ่ต้องมีข้าวหมากเป็นเครื่องปรุงอยู่ด้วย นอกจากปลาส้มสายอีสาน ยังมีสำรับมุสลิมภาคใต้ ที่เรียกเนื้อปลาชิ้นใหญ่ทอดเคล้าน้ำปรุงพริกตำเคี่ยวในน้ำตาล เกลือ น้ำส้มสายชูว่า “ปลาส้ม” ด้วย คือเป็นปลาทอดที่ปรุงรสเปรี้ยวนำนั่นเอง ทีนี้มีอยู่วันหนึ่ง ผมไปได้ปลาอินทรีสดชิ้นย่อมๆ จากร้านปลาที่ตลาดเช้ามาสองสามชิ้น ปกติปลาอินทรีสดเขามักทอดจิ
ปี 61 นับเป็นอีกหนึ่งปีทองในวงการอสังหาริมทรัพย์ วัดจากตัวเลขการเปิดโครงการอสังหาริมทรัพย์ใหม่ที่มีมากถึงเกือบ 70,000 ยูนิต ด้วยมูลค่ากว่า 3 แสนล้านบาท บางทำเลมีความโดดเด่น โดนใจ ขายดิบขายดี ยอดจองเต็มตั้งแต่เริ่ม แต่บางทำเลก็กลายเป็นทำเลปราบเซียน อัดแคมเปญกระตุ้นยอดขายแค่ไหน ก็ยังทำตัวเลขไม่ได้ดังหวัง ลองมาดูกันว่า ทำเลไหนรุ่ง ทำเลไหนร่วง ประจำปี 2561 ต่อเนื่องมาถึงปี 2562 ซึ่งทำวิจัยเอาไว้โดยบริษัท คอลลิเออร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด คุณภัทรชัย ทวีวงศ์ ผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายวิจัย บริษัท คอลลิเออร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า ทำเลทองที่มีความโดดเด่นที่สุดในปีที่ผ่านมา และมีแนวโน้มจะยังคงเป็นทำเลดาวรุ่งต่อเนื่องถึงปีนี้ มีอยู่ 5 ทำเล คือ 1. สุขุมวิท 55 หรือทองหล่อ 2. พญาไท-ราชเทวี 3. รามคำแหง 4. เอกมัย และ 5. พระราม 9-รัชดาภิเษก โดยเฉพาะซอยทองหล่อ มีการเปิดตัวโครงการใหม่ในปี 2561 ถึง 7 โครงการ รวม 2,358 ยูนิต มูลค่ากว่า 22,900 ล้านบาท แต่ละโครงการขายให้นักลงทุนชาวไทยและชาวต่างชาติได้เป็นอย่างดี และบางโครงการมีการปรับราคาขายขึ้นไปสูงกว่า 350,000 บาท ต่อตารางเม
พาชิมอาหารที่ภัตตาคาร ‘ฮั่ว เซ่ง ฮง’ สุดยอดความอร่อยแบบจีนแท้ๆ พูดถึงร้านอาหารจีนรสเลิศในเมืองไทย ต้องยกนิ้วให้ ‘ภัตตาคาร ฮั่ว เซ่ง ฮง’ สร้างชื่อเสียงเรื่องความอร่อยในอาหารจีนมายาวนานกว่าครึ่งศตวรรษ เป็นที่รู้จักของบรรดานักชิมหลายวัยเป็นอย่างดี มีมากกว่า 200 เมนู ที่ขึ้นชื่อ อาทิ ติ่มซำ หูฉลาม กระเพาะปลา เป๋าฮื้อ ขาห่าน หม้อไฟต้มยำ ปัจจุบันภัตตาคารมี 19 สาขา อาทิ เยาวราช เจริญกรุง สุขุมวิท 101 ศาลายา เดอะมอลล์ บางแค วันนี้ “เส้นทางเศรษฐี” อาสาพาไปชิมอาหารจีนขึ้นชื่อที่ภัตตาคาร ฮั่ว เซ่ง ฮง สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ ต้องบอกว่าแต่ละเมนูที่นำมาเสิร์ฟนั้นอัดแน่นด้วยคุณภาพ เริ่มต้นด้วยเมนูแรก กระเพาะปลาน้ำแดง ใช้กระเพาะปลาไร้มัน ใส่เนื้อปูก้อนใหญ่ ปรุงด้วยสูตรเฉพาะของฮั่ว เซ่ง ฮง อร่อยไม่เหมือนใคร เมนูที่สอง ผัดหมี่ฮ่องกง จัดเต็มด้วยกุ้ง หมึกชิ้นใหญ่ และหมี่ซั่ว เป็นเมนูมงคลยอดนิยมที่ผู้จัดการร้านแจ้งว่าลูกค้ามาทีไรเป็นต้องสั่งทานทุกครั้ง โดยเฉพาะในวันสำคัญ เช่น วันเกิด เมนูที่สาม กุ้งคั่วพริกเกลือ ใช้กุ้งแชบ๊วยตัวใหญ่ๆ จัดแต่งด้วยผักดอง ทานคู่กันอร่อยมาก เมนูที่สี่ เนื้อปูผัดผงกะหรี
