เคล็ดลับผู้ประกอบการ
เชื่อไหมครับว่า AI ฉลาดตามระดับ “ราคา” ผมว่าทุกท่านคงรู้อยู่แล้ว และเชื่ออยู่แล้ว ว่า AI ที่เราใช้กันอยู่นั้น จะฉลาดหลักแหลมมากขึ้น “ถ้าเราจ่ายเงิน” ยิ่งจ่ายแพง ยิ่งฉลาด แต่เมื่อเดือนก่อนครับ มีโพสต์หนึ่งที่แชร์กันว่อนโซเชียล เป็นเรื่องของผู้ใช้ AI ChatGPT ท่านหนึ่ง ที่แคปภาพหน้าจอมาแชร์ให้เห็นชัดๆ ว่า “ยกเลิกการใช้” พร้อมเนื้อความที่บรรยายมายาวพอสมควรว่า หลังจากใช้งานแบบเสียเงินมาเกือบ 2 ปี พบว่า มีการปรับราคาแพ็กเกจใหม่ ที่แพงขึ้น แต่ความคุ้มค่า “ลดลง” ทั้งยังมีความจุกจิกในเงื่อนไขการใช้งานบางอย่าง ที่ถูกลิมิตเอาไว้ด้วย บทสรุปคือ “ยกเลิก” ตัดญาติขาดมิตรกันไป แล้วยังแนะนำ Product ของคู่แข่งให้อีกมากมายหลายยี่ห้อ ทั้งแนะนำว่าควรเลือกใช้แบบตัวไหนถนัดอะไร ใช้ทำงานอย่างนั้น แนะนำมาทั้ง Claude, Perplexity, Midjourney, Dall-E3, Gemini ฯลฯ หลังจากย้ายค่าย ย้ายความคิด สิ่งที่ได้คือ ทำงานได้คล่องตัว เร็วขึ้นกว่าเดิม แม้จะมีค่าใช้จ่าย ซึ่งปกติก็ต้องจ่ายอยู่แล้ว แต่ความสะดวกคล่องตัวในการทำงานเป็นเรื่องสำคัญกว่า ไม่ใช่เรื่องแปลก อย่างที่เรารู้ๆ กัน AI จะฉลาดหลักแหลม คิดเก่ง คิดเร็วขึ้น ถ้าเรายอม
ในยุคที่การแข่งขันบนตลาดอีคอมเมิร์ซไม่เพียงแต่ดุเดือดในแง่ของความ ‘ถูก’ แต่ยังรวมถึงความ ‘คุ้มค่า’ และ ‘คอนเทนต์’ ที่กลายเป็นปัจจัยสำคัญในการมัดใจนักช้อปมือโปร จากรายงานของ Thailand E-Commerce Trends 2025 คาดการณ์ว่า ตลาดอีคอมเมิร์ซในประเทศไทยปี 2568 จะมีมูลค่าสูงถึง 1.07 ล้านล้านบาท และเติบโตถึง 7% เมื่อเทียบกับปีก่อน สะท้อนถึงโอกาสทองที่นักการตลาดไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเจาะกลุ่ม Gen Z ที่มีประชากรถึง 20% ของประเทศ ซึ่งกำลังก้าวขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลบนสมรภูมิอีคอมเมิร์ซที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน ผู้เล่นที่เข้าใจความต้องการของกลุ่มนี้ และสามารถวางกลยุทธ์การตลาดที่ตอบโจทย์พฤติกรรมการเสพคอนเทนต์ของ Gen Z ได้ก่อน ก็จะมีโอกาสมัดใจและดึงกำลังซื้อจากกลุ่มนี้ไป ดังนั้น คำถามสำคัญไม่ใช่แค่ ‘จะขายอะไรให้ Gen Z’ แต่เป็น ‘จะขายยังไงให้มัดใจ Gen Z ได้อยู่หมัด’ ในวันที่ผู้บริโภคกลุ่มนี้ไม่ได้ตัดสินใจซื้อสินค้าจากแค่ ‘ราคา’ อีกต่อไป ล่าสุด Kantar (คันทาร์) บริษัทวิจัยชั้นนำด้านข้อมูลเชิงลึกและที่ปรึกษาทางการตลาดระดับโลก เผยผลวิจัยฉบับใหม่ ในหัวข้
ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ‘Marketing Funnel’ หรือ แนวคิดทางการตลาดแบบเดิม ที่เคยใช้ดูเส้นทางของลูกค้า ตั้งแต่การเริ่มรู้จักแบรนด์ ไปจนถึงการตัดสินใจซื้อ เริ่มเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก เพราะการเข้ามาของเทคโนโลยีดิจิทัลที่รวดเร็ว การเติบโตของโซเชียลมีเดีย และความคาดหวังของผู้บริโภคที่อยากได้ประสบการณ์เฉพาะตัวมากขึ้น ทำให้พฤติกรรมการซื้อของคนยุคนี้ไม่เป็นเส้นตรงแบบเดิมอีกต่อไป กรอบการตลาดแบบเดิม เลยเปลี่ยนจาก ‘กรวย’ มาเป็น ‘วงจร’ ที่หมุนไปเรื่อยๆ หรือที่เรียกว่า Infinity Loop เพราะลูกค้าอาจกลับมาเจอแบรนด์ในจุดใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา ด้วยผู้บริโภคในปัจจุบันไม่ได้แค่รับสารจากแบรนด์เฉยๆ อีกต่อไป แต่พวกเขามีส่วนร่วมกับแบรนด์มากขึ้น ผ่านหลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็น การดูคอนเทนต์ การพูดคุย หรือแชร์ประสบการณ์ของตัวเองบนโซเชียลมีเดีย เช่น ลูกค้าอาจเจอสินค้าจากคลิปใน TikTok ดูรีวิวใน Google หรือถามความคิดเห็นจากเพื่อนในกลุ่ม Facebook ก่อนตัดสินใจซื้อ ทุกวันนี้ ขั้นตอนแรกอย่าง การสร้างการรับรู้ (Awareness) ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ครั้งเดียว แต่เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นตลอดเวลา เพราะผู้บริโภคเจอกับแบรนด์ผ่านหลายช่องทาง ทั้ง
เบื้องหลังเรื่องราวสุดบ้าคลั่งนั้น…ไม่ใช่แค่กล้า/บ้า แต่ มีประเด็นให้ขบคิด โดยเฉพาะคนทำธุรกิจ เอสเอ็มอีเจ้าของกิจการ ร้านค้าทั้งหลาย เป้าหมายอาจไม่ทะเยอทะยานไปไกลถึงขั้น “ยูนิคอร์น” แต่ในระหว่างทางตั้งแต่เริ่มต้น ไปจนตั้งไข่ธุรกิจนั้น ซีรีส์ “สงคราม ส่งด่วน” ให้แง่คิดที่เอาจริงๆ ก็อิงอยู่กับหลักการด้านการตลาดและการบริหารจัดการนั่นแหละ ขุด/ขูดอะไรออกมาได้บ้างมาดูกัน – Incentive ไม่มีอะไรศักดิ์สิทธิ์ไปกว่า เงิน/ผลตอบแทน ที่กระตุ้นให้คนตาลุกวาว และพร้อมทุ่มทุกอย่างเข้าแลก ซีนที่ สันติชาเลนจ์ให้ทีมเซลส์ขายให้ได้มากกว่าเขาแล้วเอาไปเลย 3 แสน หรือการระดมคนโดยบอกให้พนักงานยกโทรศัพท์ขึ้นมาโทรเรียกพ่อแม่ พี่น้อง ญาติ ลูกหลาน ระดมมาเข้าสายพานและกับค่าตัวหัวละ 1,000 บาท นั่นแหละ แน่นอนที่สุด – SWOT จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส อุปสรรค ยังเป็นเครื่องมือมองตัวเอง มองคู่แข่ง ไตร่ตรองโอกาสและปัจจัยแวดล้อมที่ไม่เคยล้าสมัย ไม่ใช่แค่เป็นซีนโรแมนติกแบบ เขียนชาร์ตบนกระจกรถเท่านั้น (แต่เอาจริงดูแล้วก็แอบเขิน) – Differentiates VS Me too คำถามที่สำคัญเสมอ นั่นคือ สินค้าเหมือนกัน บริการเหมือนกัน รับ
ในโลกของธุรกิจ “ความเร็ว ความลับ และความไว้ใจ” คือสิ่งที่ทุกองค์กรยึดถือ ซึ่งซีรีส์ ‘สงคราม ส่งด่วน’ Mad Unicorn ซีรีส์ไทยแนวธุรกิจ ได้สอดแทรกเนื้อหาบทเรียนอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะการนำเสนอเรื่องราวของศัตรูในคราบมิตร หรือที่เรียกว่า ‘หนอนบ่อนไส้’ ผ่าน 2 ตัวละคร อย่าง ลีนุกซ์ และ นิพนธ์ หัวหน้าคลังพัสดุ คนในที่ทำทีเป็นพวก แต่กลับขายความลับให้กับฝั่งตรงข้าม ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ากลัว มากกว่าการมีคู่แข่งเสียอีก ปล. ข้อความหลังจากนี้อาจจะเป็นการสปอยล์เนื้อหาให้คุณได้ “หนอนบ่อนไส้” ในบริษัท Thunder Express มี ‘หนอน’ ที่ซ่อนอยู่ในองค์กรทั้งหมด 2 ตัว หนอนตัวแรก คือ ‘ลีนุกซ์’ โปรแกรมเมอร์ที่นำความลับทางการค้าของบริษัทไปเปิดเผยให้กับบริษัทคู่แข่ง เธอเปิดเผยข้อมูลแคมเปญ ‘Next Day’ ที่จะชิงความร่วมมือกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ แต่กลับถูกลอกเลียนไปโดยไม่ทันตั้งตัว ถึงแม้ว่าแคมเปญจะถูก Copy ไป แต่ Thunder Express ก็สามารถฝ่าฟันวิกฤตตรงส่วนนี้มาได้ แต่ทว่า ลีนุกซ์ยังไม่หยุดเพียงเท่านั้น เธอกลับถูกบริษัทคู่แข่งสั่งให้ทำสิ่งที่ร้ายแรงที่สุด นั่นคือ การกด Reset ระบบสายพานในคลังสินค้า ทำให้กร
คำถามยอดฮิตของผู้ประกอบการหน้าใหม่ที่ว่า “จะหาลูกค้าจากไหน?” ไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะเมื่องบการตลาดมีจำกัด ผศ.ดร.กฤตินี เพิ่มทรัพย์ อาจารย์พิเศษภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ให้คำแนะนำจากรายการ Innovative Wisdom ของ Chula Radio Plus ว่าแบรนด์เล็กๆ ไม่จำเป็นต้องใช้งบมหาศาลไปกับโฆษณา แต่ควรเน้นที่การสร้าง “ความว้าว” ให้กับลูกค้า เพื่อนำไปสู่การบอกต่อและการเติบโตอย่างยั่งยืน เมื่อตำราการตลาดใหญ่ใช้ไม่ได้กับแบรนด์เล็ก ตำราการตลาดที่เราคุ้นเคยอย่าง IMC (Integrated Marketing Communications) หรือการสื่อสารทางการตลาดอย่างบูรณาการ ที่รวมการโฆษณา, PR, โซเชียลมีเดีย, การขายตรง, Blogging หรือต้องดูว่าจะต้องไปเผยแพร่ที่ช่องทางไหน จ้างอินฟลูเอนเซอร์หรือ KOL เป็นใคร รู้สึกว่าต้องมีอะไรให้ทำเยอะมาก หรือแม้แต่ 5A Model ของปรมาจารย์ฟิลิป คอตเลอร์ (Philip Kotler) จะพูดถึงการทำแบรนด์ว่า ในการสื่อสารออกไปจะต้องมี 5A Model คือ อย่างไรก็ตาม ทั้ง 2 โมเดลล้วนเป็นโมเดลที่เหมาะกับธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีงบประมาณและกำลังคนมหาศาล แต่สำหรับผู้ประกอบการ
ท่ามกลางกระแสโลกที่ให้ความสำคัญกับความงามในหลากหลายมิติ ไม่ใช่เพียงแค่รูปลักษณ์ภายนอก แต่ยังรวมถึงพลังและความมั่นใจที่เปล่งประกายจากภายใน แนวคิดเรื่อง “ความงามจากภายใน” จึงกลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมความงามยุคใหม่ อุตสาหกรรมเครื่องสำอางและความงาม มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและเป็นฟันเฟืองในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมแฟชั่นไทย โดยในปี 2567 ธุรกิจเครื่องสำอาง มีมูลค่าตลาดรวมถึง 2.81 แสนล้านบาท เนื่องจากกระแสความนิยมในการใส่ใจสุขภาพและความงาม และตลาดอีคอมเมิร์ซได้เข้ามา มีบทบาทในการเลือกซื้อสินค้าของผู้บริโภคผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมเครื่องสำอางและความงามไทย ยังคงประสบกับปัญหาในการสร้างภาพลักษณ์ให้โดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ ทำให้ไม่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคเท่าที่ควร การพัฒนาผลิตภัณฑ์และควบคุมคุณภาพตามมาตรฐานสากล เพื่อสำรวจและเจาะลึกถึงแนวทางการสร้างแบรนด์ไทยร่วมสมัยที่ผสานพลังแห่งความงามภายในได้อย่างลงตัว เวทีเสวนาภายใต้หัวข้อ “ประทิน-ตัวตน-ความกล้า : สร้างพลังความงามภายในสู่แบรนด์ไทยร่วมสมัย” ไ
ในโลกที่หมุนเร็วขึ้นทุกวัน ผู้ประกอบการหรือเจ้าของธุรกิจที่ไม่พร้อมปรับตัว อาจถูกทิ้งไว้ข้างหลัง เพราะ “การบุกโลก” ไม่ใช่แค่การส่งสินค้าไปขายต่างประเทศ แต่คือการส่งต่อวิธีคิด อัตลักษณ์ และแรงบันดาลใจในแบบของเราไปสู่สายตาคนทั่วโลก เราจึงต้อง “คิดต่าง” เปลี่ยนการขายแบบเดิม สู่การปั้นแบรนด์ไทยให้ไปไกลระดับโลก กับ Special Talk “กลยุทธ์ปั้นสินค้า SME ไทยสู่ตลาดโลก” จาก “ซีเค เจิง” ในงานมอบรางวัล “เซเว่น อีเลฟเว่น เอสเอ็มอียั่งยืน 2025” ทำไมการบุกโลกจึงเป็นสิ่งสำคัญ? เพราะนั่นคือจุดเริ่มต้นของสิ่งที่เรียกว่า “Soft Power” ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าการบุกโลก ไม่ได้แปลว่าแค่ส่งออกสินค้า แต่มันคือการส่งวิธีคิด, อัตลักษณ์ และแรงบันดาลใจ ไปสู่คนทั่วโลก ยกตัวอย่างเช่น “ดินสอ” ‘อเมริกา’ เป็นผู้คิดค้นดินสอ ต่อมา ‘ญี่ปุ่น’ จะเป็นประเทศที่ทำให้สินค้านี้ดีกว่าเดิม เช่น ดินสอถ้าทู่แล้วก็ต้องเอามาเหลา ต้องซื้อใหม่หลายครั้ง เลยคิดค้นเป็น “ดินสอกด” ส่วน ‘จีน’ จะเป็นประเทศที่ผลิตให้ได้ราคาถูกที่สุด ‘อิตาลี’ มองว่าจะทำยังไงให้ดินสอนี้สวยที่สุด ขายได้แพงมากที่สุด โดยจะเลือกใช้ไม้อย่า
ในยุคที่ “คอนเทนต์” คือหัวใจสำคัญของการตลาดดิจิทัล การค้นหาแนวทางที่สอดคล้องกับศักยภาพและสไตล์ของตนเอง คือก้าวแรกสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืน วันนี้เราจะพาคุณไปเจาะลึก 2 เส้นทางสายคอนเทนต์ ตัวช่วยกำหนดทิศทางการสร้างสรรค์ และเลือกแนวทางที่ใช่ ให้ปังในแบบของคุณ! สายเทรนด์ เร็ว แรง ทะลุเป้า กับโอกาสสร้างรายได้ไม่หยุดนิ่ง สำหรับสายคอนเทนต์ที่พร้อมปรับตัวและตอบสนองทุกความเคลื่อนไหวของเทรนด์ กลยุทธ์คอนเทนต์ตามกระแสคือเวทีที่เปิดโอกาสให้คุณสร้างผลลัพธ์ได้อย่างรวดเร็ว คอนเทนต์ประเภทนี้อาศัยการเกาะติดประเด็นที่กำลังได้รับความนิยม เพื่อดึงดูดความสนใจในวงกว้าง แต่ขอบอกว่า คอนเทนต์แนวนี้เปรียบเสมือนการวิ่งระยะสั้น ที่ต้องไว พร้อม และแม่นยำ เพื่อคว้าโอกาสจากสิ่งที่กำลังเป็นกระแส สายคอนเทนต์ที่สามารถจับกระแสและผลิตคอนเทนต์ที่เกี่ยวข้องได้อย่างต่อเนื่อง จะมีโอกาสในการสร้างรายได้อย่างไม่หยุดนิ่ง ตราบใดที่ยังสามารถปรับตัวและสร้างสรรค์คอนเทนต์ให้สอดคล้องกับเทรนด์ใหม่ๆ อยู่เสมอ จุดเด่นของคอนเทนต์สายเทรนด์ เคล็ดลับสำหรับสายเทรนด์ สายพรีเมียม คุณภาพเน้นๆ สร้างความน่าเชื่อถือ กำไรระยะยาวที่มั่นคง หากคุณคือสายค
“คนเดียวหัวหาย สองคนเพื่อนตาย” โบราณท่านว่าไว้ เอามาใช้ได้ แม้ในการทำธุรกิจ การทำธุรกิจแบบ “หันหลังพิงกัน” คือ การพึ่งพาอาศัยกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ให้เดินหน้าไปสู่เป้าหมายที่หวังด้วยกัน สมัยนี้เรียกว่า “Collaboration” แปลเป็นไทยคือ การร่วมมือกัน เราอาจเห็นการเขียนย่อ “X” เช่น บอกว่า แบรนด์ ก ไก่ X แบรนด์ ข ไข่ ก็หมายถึง แบรนด์ ก ไก่ และแบรนด์ ข ไข่ มีการ Collab หรือ Collaboration กัน นั่นเอง แต่ผมขอเรียกง่ายๆ แบบชาวบ้านๆ ว่า “หันหลังพิงกัน” นะครับ การหันหลังพิงกันในธุรกิจ ไม่ใช่เพิ่งเกิด ไม่ใช่ว่าเพิ่งมาฮิตกันในปีสองปีนี้เท่านั้น แต่มีมานานแล้ว คนรุ่นปู่ย่าตายายพวกเรา โดยเฉพาะคนจีนที่เข้ามาทำธุรกิจในเมืองไทย ท่านเหล่านั้น ล้วนเป็นนักคอลแลบทั้งสิ้น นิยมทำธุรกิจแบบหันหลังพิงกัน ช่วยกัน เอื้ออาทรกัน เบสิคการหันหลังพิงกัน ของคนขายสตรีตฟู้ดทั้งหลายคือ การยินยอมให้ลูกค้าของอีกเจ้า มานั่งกินที่โต๊ะของร้านเรา นึกภาพสตรีตฟู้ด ที่แต่ละเจ้าก็มีโต๊ะ เก้าอี้ แค่ 2-3 ชุด แต่บางทีลูกค้ามากันเป็นกลุ่ม คนนี้อยากกินร้านนี้ อีกคนอยากกินร้านนั้น แต่ปัญหาคือ ร้านนี้ไม่เสิร์ฟ ถ้าคุณนั่งโต๊ะอีกร้าน อีก
