Featured
ชาวประมงพื้นบ้าน บ้านแหลมสัก ตำบลแหลมสัก อำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่ ทุกบ้านรู้จักการถนอมอาหารด้วยการทำปลาแห้ง ปลาเค็ม มาตั้งแต่ปู่ย่าตายายสืบทอดต่อมาจนถึงปัจจุบัน เนื่องจากเป็นวิถีพื้นบ้านของชุมชน ในฤดูที่ปลามีให้จับอุดมสมบูรณ์ก็ได้แปรรูปปลาสดให้เป็นของแห้งที่สามารถเก็บไว้กินได้นานวันโดยไม่เสียคุณค่าทางอาหาร ถ้าปลาแห้งที่ทำได้มีจำนวนมากในสมัยก่อนก็ใช้แลกกับอาหารและของใช้ที่จำเป็นอย่างอื่น ซึ่งเป็นที่พอใจของทั้งสองฝ่าย มีโอกาสได้ไปจัดหวัดกระบี่โดยไปเป็นกรรมการตัดสินกล้วยไม้ในงานประกวดกล้วยไม้ที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี่จัดขึ้น ในงานเกษตรแฟร์ ครั้งที่ 6 เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เมื่อเสร็จจากงาน หลังจากนั้น ก็ได้มีโอกาสได้ไปตำบลแหลมสักเพราะได้ข่าวว่ามีผลิตภัณฑ์อาหารทะเลที่น่าสนใจ จึงได้ไปจัดทำเป็นข่าวมาเล่าสู่กันฟัง คุณสถิตย์ โกยกิจเจริญ หรือ คุณโกเปี่ยน คุณสถิตย์ โกยกิจเจริญ หรือ คุณโกเปี่ยน เป็นชาวประมงบ้านแหลมสักกล่าวถึงเรื่องนี้ให้ฟังว่า ผมเป็นชาวแหลมสักโดยกำเนิด บรรพบุรุษแต่ดั้งเดิมเป็นชาวประมงพื้นบ้าน พอจำความได้ก็ออกทะเลหาปลากับพ่อ พอเป็นหนุ่มก็ยึดอาชีพเป็นชาวประมงมาตั้งแ
มูลค่าตลาดสินค้าประเภทเครื่องแบบนักเรียน ณ พ.ศ.นี้ ว่ากันว่ามีตัวเลขอยู่ที่หลักหลายพันล้านบาท การขับเคี่ยวกันจึงมีความรุนแรงมากขึ้นตามลำดับ สำหรับผู้เล่นในตลาดบน มักเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ ดำเนินกิจการมายาวนาน และได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าส่งต่อกันมาแบบรุ่นสู่รุ่น ซึ่งหนึ่งในนั้น เชื่อว่าคงมี ชุดนักเรียน “ตราสมอ” ผุดขึ้นมาในความคิดของใครหลายคนเป็นแน่ คุณหวาน – อาภาพร ศิริปทุมมาศ ผู้บริหารวัยสี่สิบ ตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท สมอทองการ์เมนท์ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายชุดนักเรียน ตราสมอ เจ้าของสโลแกน “ใสสมอ…เท่เสมอ”ให้ข้อมูลด้วยย้อนความเป็นมา คุณหวาน กับ คุณพ่อกิตติ กิจการนี้เริ่มต้นเมื่อกว่า 40 ปีที่แล้ว โดย คุณกิตติ และ คุณลักษมณ์สุนีย์ ศิริปทุมมาศ คุณพ่อ-คุณแม่ของเธอเอง ซึ่งทั้งสองท่านไม่มีความรู้ด้านการตัดเย็บมาก่อน โดยคุณพ่อจบชั้นมัธยมฯจากโรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชา คุณแม่ จบปริญญาตรีจาก คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่เล็งเห็นว่าธุรกิจเสื้อผ้าน่าจะมีแนวโน้มดี จึงพากันไปขวนขวายหาความรู้เพิ่มเติมด้านการสร้างแพทเทิร์น การตัดเย็บ การใช้จักร ฯลฯ ก่อนต
วันที่ 25 เมษายน นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ลงพื้นที่อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี จ.กระบี่ แถลงข่าว การใช้จ่ายเงินรายได้เพื่อบำรุงรักษาอุทยานแห่งชาติ พร้อมทั้งโครงการติดตั้งทุ่นจอดเรือในเขตอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี จ.กระบี่ โดยมีนายสุพจน์ เพริดพริ้ง ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 5 (นครศรีธรรมราช) นายณัฐพล รัตนพันธ์ ผู้อำนวยการส่วนจัดการอุทยานแห่งชาติทางทะเล นายศรายุทธ ตันเถียร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา – หมู่เกาะพีพี ให้การต้อนรับ ณ อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี เกาะพีพีดอน ต.อ่าวนาง อ.เมือง จ.กระบี่ นายธัญญา กล่าวว่า พื้นที่อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี จ.กระบี่ เป็นอุทยานแห่งชาติที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เพราะมีความสวยงามของท้องทะเล หาดทราย ปะการัง และความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศ มีพื้นที่ 242,437 ไร่ โดยในปีงบประมาณพ.ศ.2559 มีจำนวนนักท่องเที่ยวถึง 1,732,689 คน ซึ่งเป็นอุทยานแห่งชาติที่มีนักท่องเที่ยวมาท่องเที่ยวมากที่สุดในประเทศไทย และมีราย
เมื่อเวลา 12.30 น.วันที่ 25 เม.ย.ที่ทำเนียบรัฐบาล พลโทสรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีว่าที่ประชุม ครม.มีมติให้วันที่ 26 ตุลาคม 2560 เป็นวันหยุดราชการเพียงวันเดียว ในช่วงพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช อย่างไรก็ตาม สำหรับกำหนดวันพระราชพิธีจะเริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคมจนถึง 29 ตุลาคม โดยในวันที่ 25 ตุลาคมจะเป็นพิธีสวดพระอภิธรรม และวันที่ 26 ตุลาคมคือวันพระราชพิธีถวายพระเพลิงฯ และเป็นไปตามกำหนดการขั้นตอนที่ได้มีการเปิดเผยก่อนหน้านี้ ที่มา ข่าวสดออนไลน์
เป็นอีกดาราหนุ่มที่ทุ่มทุนสร้างมาก สำหรับ ‘บ๊วย เชษฐวุฒิ’ ที่ยอมทุบกระปุกลงทุนสร้างร้านอาหารสุดแหวกแนวสไตล์อินดี้ โดยร้านตั้งอยู่ย่านฝั่งธนบุรี พร้อมตั้งชื่อว่า ‘บ้านบ๊วย @ ช่างชุ่ย ChangChui’ พร้อมคอนเซ็ปต์ที่ว่า “ในความชุ่ยมีความใช่” เพื่อตัวเองและครอบครัวได้มีหลากหลายธุรกิจเพื่อสร้างรายได้ งานนี้ ‘บ๊วย เชษฐวุฒิ’ ทุ่มทุนซื้อซากเครื่องบินมาเลย เลยขอพามาติดตามความอลังการของร้าน ‘ช่างชุ่ย ChangChui’ ที่จะเปิดอย่างเป็นทางการ 26 พ.ค.นี้ ที่มา khunbuay ที่มา ข่าวสดออนไลน์
เมื่อวันที่ 25 เม.ย. ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ติดตามข่าวในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ โดยทราบว่า มีการสร้างสระว่ายน้ำกลางที่นา อ.พนมดงรัก ซึ่งสระดังกล่าวตั้งอยู่บ้านเลขที่ 22 บ้านหนองแรด หมู่ 9 ต.บักได อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ซึ่งสื่อสังคมออนไลน์ ทั้งเฟซบุ๊กและไลน์ กำลังให้ความสนใจอย่างมาก สำหรับเจ้าของสระว่ายน้ำดังกล่าวเป็นของ นายสุทัศน์ สีลาที วัย 36 ปี ครูสอนว่ายน้ำหนุ่ม ที่สวนกระแสตัดสินใจหันหลังให้กับการใช้ชีวิตในกรุงเทพมหานครฯ เดินทางกลับมาตามฝัน โดยการสร้างสระว่ายน้ำบนพื้นนาของตัวเอง ชนิดไม่สนเสียงวิจารณ์จากชาวบ้านและคนรอบข้าง นายสุทัศน์ เปิดเผยว่า สระว่ายน้ำแห่งนี้สร้างขึ้นจากแรงบันดาลใจของตัวเองโดยแท้ แม้จะต้องใช้งบประมาณในการลงทุนลงแรงในการสร้างไปกว่า 8 แสนบาท แต่ก็ไม่ทำให้ย้อท้อ เพราะอยากเห็นเด็กๆ บ้านนาว่ายน้ำเป็น ไม่ต้องไปเล่นน้ำตามห้วยหนองคลองบึง เช่นตนเองในวัยเด็ก ซึ่งอันตรายและสุ่มเสี่ยงต่อชีวิต รวมถึงให้เด็กๆ ได้มีสถานที่พักผ่อนหย่อนใจที่ได้มาตรฐาน ไม่ต้องเดินทางไปไกล ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายและเวลาของพ่อแม่ผู้ปกครองในการทำใมาหากินเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง ครูสุทัศน์ วัย 36 ปี เคยมีประสบกา
เอ่ยชื่อ “สุพัฒน์ ธีรภาพสกุลวงศ์” พื้นเพเป็นชาวนครปฐม ทำอาชีพลูกชิ้นหมูขายมานานกว่าสี่สิบปี เชื่อว่าคนไทยกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ คงไม่รู้จักว่าเขาเป็นใครหรือมาจากไหน แต่หากบอก บุคคลดังว่า คือ “เต็กกอ” เจ้าของฉายา “ขุนแผนนครปฐม” หลายคนคงร้องอ๋อ! และอาจบอกต่อได้ด้วยซ้ำว่า “เต็กกอ” ชายผู้โด่งดังท่านนี้ ปัจจุบัน อายุอานามคงกว่า70 ปี มีภรรยาอาศัยร่วมชายคาเดียวกันถึง 7 คน มีผลงานเป็นลูกชาย-หญิง 22 คน และหลานๆอีก 23 คน นอกจากจะมีความสามารถพิเศษ ในการปกครองคนในครอบครัว ให้ช่วยกันทำมาหากิน อยู่ร่วมกันอย่างสงบเรียบร้อยแล้ว “ลูกชิ้นหมู” นับเป็นอีกหนึ่ง “ของดี” ซึ่งเกิดจากฝีมือการทำของ “เต็กกอ”จนกลายเป็นอาชีพหลัก สามารถเลี้ยงดูลูก-หลาน ให้ได้รับการศึกษาตามความถนัดชนิดไม่น้อยหน้าใคร แม้จะเริ่มต้นจากโรงงานขนาดเล็กอยู่ในห้องแถว แต่ด้วยความคิดสร้างสรรค์และความอุตสาหะ กิจการของชายผู้นี้ จึงเติบโตขึ้นตามลำดับ ปัจจุบันนอกจากโรงงานจะขยายกำลังการผลิตมากขึ้นกว่าแต่ก่อนมากแล้ว ยังมีร้านก๋วยเตี๋ยวที่บรรดาทายาท นำไปต่อยอด กระจายอยู่ตามทำเลต่างๆในจังหวัดนครปฐม กระทั่งราวปี 2541 คุณหน่อง – สมศักดิ์ ธีรภาพสกุลวง
เมื่อวันที่ 25 เมษายนที่ผ่านมา เฟซบุ๊กแฟนเพจ Huawei Mobile ได้โพสข้อความชี้แจงกรณี หน่วยความจำของ Huawei Mate 9 Series และ P10 Series สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ของหัวเว่ย ถูกพบว่าใช้ชิพประมวลผลและหน่วยความจำไม่เท่ากัน ส่งผลให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากมาย ขณะที่มีลูกค้าในไทยจำนวนหนึ่งเข้าแจ้งความและเตรียมเข้าร้องเรียนต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค โดยแถลงการณ์ของหัวเว่ย ยืนยันว่าหน่วยความจำ UFS 2.1 และ UFS 2.0 นั้นมีความเร็วเท่าเทียมกัน ทั้งนี้ในโพสต์แถลงการณ์ดังกล่าวของหัวเว่ยมีลูกค้าผู้ใช้งานเข้ามาแสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมากโดยส่วนใหญ่แสดงความไม่พอใจต่อแถลงการณ์ดังกล่าว โดยระบุว่าเป็นการชี้แจงที่ไม่ชัดเจนเนื่องจากไม่มีมาตรการแก้ปัญหาให้กับลูกค้าอย่างตรงไปตรงมาโดยเฉพาะสำหรับลูกค้าที่ได้รับเครื่องที่เป็นหน่วยความจำ UFS 2.0 ซึ่งไม่ตรงกับที่โฆษณาไว้ในตอนแรก ขณะที่บางรายระบุว่าแถลงการณ์ดังกล่าวไม่ได้ช่วยให้ภาพลักษณ์ที่เสียไปดีขึ้น ควรหาทางแก้ปัญหาที่เป็นรูปธรรมให้กับลูกค้ามากกว่านี้ ที่มา มติชนออนไลน์
นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมการค้าภายใน (คน.) กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงอัตราค่าไฟฟ้ารวมค่าไฟฟ้าผันแปร (เอฟที) และผลกระทบต่อราคาจำหน่ายปลีกสินค้า ว่า การที่ปรับค่าเอฟทีขึ้นหน่วยละ 12.52 สตางค์ต่อหน่วย จะมีผลกระทบต่อราคาสินค้าโดยรวมเพียง 0.0002-0.2660% โดยกลุ่มกระดาษและผลิตภัณฑ์ ได้รับผลกระทบมากสุด แต่มีผลเพียง 0.014-0.266% ขณะที่กลุ่มสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม มีผลเพียง 0.004-0.158% และกลุ่มของใช้ในชีวิตประจำวัน มีผลเพียง 0.003-0.189% ซึ่งรวมแล้วไม่ถึง 1% จึงไม่มีเหตุผลที่ผู้ประกอบการจะอ้างขอปรับขึ้นราคาสินค้า ซึ่งขณะนี้ยังไม่ผู้ประกอบการายใดขอปรับขึ้นราคาสินค้า ดังนั้นราคาค่าครองชีพจึงไม่ได้ปรับเพิ่มขึ้นสูงผิดปกติจนน่ากังวล และยืนยันว่ากรมการค้าภายในมีมาตรการดูแลราคาสินค้า เพื่อสร้างความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายและพร้อมเอาผิดกับผู้ประกอบการที่ฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาสินค้าโดยไม่มีเหตุผลโดยเฉพาะชุดนักเรียนซึ่งอาจมีผู้ประกอบการฉวยโอกาส ขึ้นราคาในช่วงเปิดภาคเรียนนี้ “ค่าเอฟที นั้นมีการปรับลดลงตั้งแต่เดือนก.ย. 2558 จนถึงปัจจุบันคือ เม.ย.2560 ลดลงรวม 37.29 สตางค์ และตั้งแต่เดือนพ.ค.-ส.ค. 2560 คณะกรรมกา
เมื่อวันที่ 24 เม.ย. ที่กองปราบปราม นางรัศมี ดวงพระจันทร์ อายุ 49 ปี พร้อมผู้เสียหาย รวม 15 คน เดินทางเข้าพบ พล.ต.ต.สุทิน ทรัพย์พ่วง ผบก.ป.เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับ เจ้าของบริษัท ปาลิตต้าเพียว อินเตอร์คอสเมติก จำกัด ในข้อหาฉ้อโกงประชาชน พร้อมนำเอกสารหนังสือสัญญาร่วมลงทุน สลิปโอนเงินทางบัญชีธนาคาร และเอกสารที่เกี่ยวข้อง มามอบไว้เป็นหลักฐาน จากการสอบสวน นายเอ (นามสมมติ) หนึ่งในกลุ่มผู้เสียหาย ให้การว่าเจ้าของบริษัทมาชักชวนให้ร่วมลงทุนธุรกิจผลิตครีมบำรุงผิว โดยอ้างว่ามีพี่คนหนึ่งทำงานบริษัทผลิตครีม ตอนแรกก็สนใจจะตั้งบริษัททำเอง แต่อยู่ระหว่างหาเงินลงทุน ขณะนั้นเห็นว่ามีสินค้าอยู่จริง แต่เจ้าของก็ขอให้ตนเป็นเพียงแค่หุ้นส่วน ไม่ต้องมีชื่ออยู่ในบริษัท เนื่องจากเวลาดำเนินการอะไรก็แล้วแต่ จะต้องมีลายลักษณ์อักษรของหุ้นส่วน ซึ่งจะทำให้ขั้นตอนติดต่อหน่วยงานต่างๆ ล่าช้า นายเอ กล่าวต่อว่า บริษัทแห่งนี้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2558 ช่วงแรกก็มีการให้เงินปันผลจำนวน 30 เปอร์เซ็นต์ ของเงินลงทุน ต่อมาทางบริษัทก็ให้ลงทุนเพิ่มอีก อ้างว่าต้องผลิตสินค้าเพิ่ม เพราะสินค้ากำลังขายดี และส่งออกไปต่างประเทศด้วย พ
