Featured
หัวใจสำคัญของขนมไทย อยากให้ตัวเหนียว เนื้อเนียน กินแล้วสู้ฟัน คือ การนวด ขนมไทยๆ ตัวไม่เหนียว เช่น ลอดช่อง ปลากริมไข่เต่า ขนมเล็บมือนาง ขนมด้วง ขนมชั้น ขนมกล้วย ขนมฟักทอง เข้าใจได้ว่าขนมอะไรที่ทำเยอะๆ เพื่อขายมากๆ ย่อมตกหล่นวิธีการไปเพราะเสียเวลา หัวใจสำคัญของขนมไทยๆ ที่อยากให้ตัวเหนียว เนื้อเนียน กินแล้วสู้ฟัน คือ การนวด เราต้องเอาแป้งตามชนิดของขนมซึ่งมีอยู่ 3-4 ชนิด ตัวหลักๆ คือ แป้งข้าวเจ้า เป็นเนื้อหลักของขนมไทย แป้งมันสำปะหลังเพิ่มความเหนียวใสให้ขนม แต่ถ้าอยากให้ขนมเหนียวใสมาก มักจะเพิ่มแป้งซ่าหริ่มหรือแป้งถั่วเขียว ให้เหนียวยิ่งขึ้นไปอีกใส่แป้งข้าวเหนียว ส่วนเหนียวนุ่มนวลใส่แป้งเท้ายายม่อม การนวดแป้ง มักจะนวดกันในกระทะทอง เพื่อที่ว่าเมื่อนวดเสร็จเติมน้ำจะได้กวนได้เลย ไม่ต้องถ่ายภาชนะ ล้างหลายใบ ค่อยๆ เติมส่วนผสมน้ำลงในแป้งอาจจะเป็นกะทิ น้ำ น้ำใบเตย น้ำปูนใส แล้วแต่ขนม ใช้มือคนๆ ให้แป้งซับน้ำ เติมน้ำจนกว่าแป้งจะนวดได้ อย่าใจร้อนใส่น้ำพรวดทีเดียวจนนวดแป้งไม่ได้ เมื่อนวดได้แล้ว จับเวลานวดโดยใช้อุ้งมืออย่างต่ำ 5 นาที อย่างมาก 10 นาที ถึงค่อยเติมส่วนผสมน้ำที่เหลือทั้งหมด คนให้ละลายค่อ
มิชลิน ไกด์ 6 ปีซ้อน “ล้งเล้งลูกชิ้นปลา” สูตรลับ 50 ปี ส่งต่อความอร่อยสู่บรรทัดทอง ขายดีวันละ 400 ชาม! “สิ่งที่เรายึดถือมาตลอดคือ คุณภาพไม่ดี เราไม่ทำ และทำออกมาให้เหมือนกับเราทำกินเองที่บ้าน ทุกอย่างทำใหม่ ผักซื้อวันต่อวัน ไม่หมด ทิ้ง” คำบอกเล่าของ คุณมุก-มุกรวี หวังเพื่อสุข ทายาทรุ่นใหม่ “ร้านล้งเล้งลูกชิ้นปลา” ตำนานความอร่อยกว่า 50 ปี เจ้าของมิชลิน ไกด์ 6 ปีซ้อน ถึงปัจจุบันยังเป็นที่นิยมของลูกค้า โดยสามารถขายได้ประมาณ 400-500 ชามต่อวัน ในสาขาบรรทัดทอง คุณมุก เล่าให้ฟังว่า แม่ของเธอเติบโตมาในครอบครัวใหญ่ ที่ขายก๋วยเตี๋ยวเป็นอาชีพหลักตั้งแต่รุ่นอาเหล่ากู๋ จึงได้คลุกคลีในธุรกิจนี้ ทั้งช่วยลวกเส้น ทำก๋วยเตี๋ยว พอโตขึ้น ต่างคนก็ต่างแยกย้ายกันไปเปิดสาขาของแต่ละคน หนึ่งในนั้นคือ “ล้งเล้ง” ซึ่งเปิดสาขาแรกที่ตลาดสวนหลวง ซึ่งปัจจุบันคือสามย่าน ก่อนย้ายมาอยู่บนถนนบรรทัดทองถึงปัจจุบัน ล้งเล้ง ชื่อนี้ตั้งล้อกับภาษาจีน ที่แปลว่า เสียงดัง โหวกเหวก เพราะเมื่อก่อนขายดีมาก 4 พี่น้องที่ช่วยกันขายจึงตะโกนสั่งออร์เดอร์กันไปมา เพราะใช้วิธีจำแทนการการจดมือ ประกอบกับคนที่พัฒนาสูตรคือ “เล้ง” น้องชายของแม่
ให้ความสำคัญกับอิสรภาพทางการเงิน ใช้ชีวิตแบบที่ต้องการ มากกว่ามีภาระค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับลูก รู้จัก DINK เทรนด์ใหม่ของชีวิตคู่ยุคนี้ ในยุคที่ค่านิยมเกี่ยวกับครอบครัวเปลี่ยนไป คู่รักหลายคู่เริ่มให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตมากกว่าการมีลูก ทำให้แนวคิด DINK หรือ Dual Income, No Kids คู่แต่งงานมีรายได้ทั้งคู่ และไม่มีลูก กลายเป็นเทรนด์ที่ได้รับความนิยมมากขึ้น DINK หมายถึง คู่รักที่แต่งงานหรือใช้ชีวิตร่วมกัน โดยที่ทั้ง 2 ฝ่ายมีรายได้เป็นของตัวเอง และไม่มีลูก ไม่ว่าจะเป็นคู่ชาย-หญิง และ LGBTQ+ ก็สามารถเป็น DINK ได้ทั้งนั้น กลุ่มคนเหล่านี้มักให้ความสำคัญกับอิสรภาพทางการเงิน การใช้ชีวิตแบบที่ต้องการ และการลงทุนเพื่ออนาคต มากกว่าการมีภาระค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับลูก เช่น ค่าเล่าเรียน ค่ารักษาพยาบาล หรือค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูต่างๆ จากผลสำรวจของสถาบัน Brookings พบว่า ครอบครัวที่มีรายได้ปานกลางโดยเฉลี่ยจะต้องจ่ายเงินค่าเลี้ยงดูบุตรประมาณ 200,000-300,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 6-10 ล้านบาท) จนอายุครบ 17 ปี ทำไม DINK ถึงเป็นคู่รักกระเป๋าหนัก? 1. รายได้สองทาง ไม่มีภาระลูก : ด้วยความที่ทั้งคู่ทำงานและสร้างรายได้ของตั
โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ทำคนไทยตายวันเกินพัน สูญเสียเศรษฐกิจปีละ 1.6 ล้านล้านบาท เมื่อวันที่ 14 ก.พ. ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) มีงานแถลงข่าวผลการดำเนินงานการขับเคลื่อนนโยบายคนไทยห่างไกลโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) สืบเนื่องจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs (Non-communicable diseases) คือภัยคุกคามที่ทั่วโลกกำลังเผชิญหน้าอย่างหนักหน่วง ทั้งนี้ มีสถิติย้อนหลังจากรายงานขององค์การอนามัยโลก ระบุว่า ในกลุ่มคนไทยที่เสียชีวิตเพราะ NCDs ปีละกว่า 400,000 ราย โดยในปี 2565 ผู้เสียชีวิตทั่วโลกจากกลุ่มโรค NCDs สูงถึง 74% หรือ คิดเป็นจำนวน 45 ล้านคนทั่วโลก และในรายงานนี้ คนไทยเสียชีวิตด้วยกลุ่มโรค NCDs สูงถึงร้อยละ 77 มากกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก ซึ่งสาเหตุสำคัญมาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต และการบริโภคที่ส่วนหนึ่งมาจากการรับประทานอาหารมากเกินความต้องการของร่างกาย การสูบบุหรี่ ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การเคลื่อนไหวร่างกายที่น้อยลง ความเครียด การนอนหลับที่ไม่เพียงพอ หรือแม้แต่ปัญหาด้านมลภาวะ ที่ส่งผลกระทบและสะสมจนกลายเป็นภัยเงียบที่แฝงตัว ก่อให้เกิดโรคต่างๆ ในที่สุด โดยเฉพาะกลุ่มคนทำงาน และเพื่อแก้ไขปัญหา ป้องกัน คว
รู้จัก SHOPTER-ช้อปเถอะ เปิดร้านค้าออนไลน์ง่ายๆ ใน 1 นาที! ไม่ต้องสต๊อกสินค้า-ผลิตเอง สร้างแบรนด์ตัวเองได้ง่ายๆ ไม่ง้อโรงงาน จากเด็กหนุ่มเจ้าของ ร้านก๋วยเตี๋ยวเมืองเพชรฯ เจ้าดัง หน้าไม่งอ รอไม่นาน “เจ๊กเม้ง” รีแบรนด์เป็น “JMcuisine” ชอบไปฟังสัมมนายากๆ อย่างเศรษฐกิจมหภาค ตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม พอเติบโตถึงขั้นอุดมศึกษา จึงเข้าศึกษาต่อในคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เรียนอยู่แค่ ปี 2 ปี 3 ก็สามารถหารายได้เป็นกอบเป็นกำ จากการรับทำภาพถ่ายเป็นของที่ระลึกในโอกาสพิเศษของคนหนุ่มสาว ซึ่งรายได้เสริมระหว่างเรียนดังว่า สามารถพัฒนาต่อยอด กลายเป็นธุรกิจของขวัญออนไลน์ แบรนด์ SOdAPrintinG.com เป็นที่ยอมรับและรู้จักอย่างกว้างขวาง จนถึงปัจจุบัน คุณครีม-ธวัชชัย สหัสสพาศน์ คือ นักธุรกิจหนุ่มไฟแรง เจ้าของโปรไฟล์ข้างต้น ล่าสุดเขาได้แตกไลน์อีกหนึ่งธุรกิจ มีชื่อเรียกคูลๆ ตามสไตล์คนรุ่นใหม่ ว่า “SHOPTER – ช้อปเถอะ” สำหรับที่มาที่ไป นั้นบอกเลย น่าสนใจมาก “ก่อนโควิด ยอดขายของขวัญออนไลน์ พวกรูปถ่ายสกรีนบนผ้าใบแคนวาส ขายดีมาก ประมาณ 1,000 รูปต่อวัน แต่พอโควิดเข้ามา อีเวนต์สำคัญๆ อย่าง งานรับปริญญา ถูกยกเลิกห
บอกมาปีนี้ อยากได้กี่ดอก! วาเลนไทน์ บอกรักผ่านกุหลาบ จำนวนดอก มีความหมายว่าอะไร? เข้าสู่เทศกาลแห่งความรักอย่าง วันวาเลนไทน์ แล้ว หลายๆ คน เริ่มมองหาของขวัญ เพื่อมอบเป็นของแทนใจให้คู่รักหรือคนที่แอบชอบแอบปลื้ม โดยหนึ่งในของที่ได้รับความนิยมมาโดยตลอดและถือเป็นสัญลักษณ์ของความรักเลยก็คือ ดอกกุหลาบสีแดง แล้วรู้ไหมว่า จำนวนดอกกุหลาบ ที่ให้กัน แต่ละจำนวน มีความหมายแฝงด้วยนะ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ได้รวบรวมความหมายของดอกกุหลาบแต่ละจำนวนมาให้แล้ว ดังนี้ ดอกกุหลาบ 1 ดอก แปลว่า รักแรกพบ ดอกกุหลาบ 2 ดอก แปลว่า ความรู้สึกเราไม่ต่างกัน ดอกกุหลาบ 3 ดอก แปลว่า ฉันรักคุณ ดอกกุหลาบ 5 ดอก แปลว่า ฉันรักคุณมากๆ ดอกกุหลาบ 6 ดอก แปลว่า ฉันรักและคิดถึงคุณมากๆ ดอกกุหลาบ 7 ดอก แปลว่า ฉันหลงเสน่ห์คุณเข้าให้แล้ว ดอกกุหลาบ 8 ดอก แปลว่า ฉันอยากชดเชยวันเวลาที่ขาดหายไปให้กับคุณ ดอกกุหลาบ 9 ดอก แปลว่า รักของเราจะอยู่นานตราบชั่วชีวิต ดอกกุหลาบ 10 ดอก แปลว่า คุณเป็นคนที่น่ารักที่สุด ดอกกุหลาบ 11 ดอก แปลว่า คุณคือสิ่งที่ล้ำค่าที่สุดในชีวิต ดอกกุหลาบ 12 ดอก แปลว่า ขอให้เราคู่กันจวบจนนิรันดร์ ดอกกุหลาบ 13 ดอก แปลว่า เพื่อนก
ใครว่าคู่รักมักทำธุรกิจไม่รุ่ง? 4 คู่รักนักธุรกิจ เริ่มต้นจากความรัก ต่อยอดความสัมพันธ์สู่การทำธุรกิจ จนประสบความสำเร็จ ความใฝ่ฝันในการใช้ชีวิตคู่ของแต่ละคนอาจจะไม่เหมือนกัน นอกจากจะคบกันในเรื่องของความรักแล้ว ยังรวมไปถึงการจับมือกันสร้างธุรกิจเพื่อความมั่นคงของชีวิตคู่อีกด้วย การทำธุรกิจกับหวานใจนั้นเปรียบเสมือนการผจญภัยสุดท้าทาย ที่เต็มไปด้วย ความตื่นเต้นและอุปสรรค เพราะจะต้องมองข้ามในเรื่องของความรักแต่จะต้องมองในมุมของธุรกิจมากขึ้น อย่างวันวาเลนไทน์นี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ จะมาบอกเล่าเรื่องราวของคู่รักที่ได้จับมือมาทำธุรกิจร่วมกัน และพากันก้าวข้ามอุปสรรค จนทำให้ธุรกิจออกมาประสบความสำเร็จ เริ่มกันที่ธุรกิจแรกโดย คุณตี้ ชนัฏา และ คุณมุก นวพร อดีตแอร์โฮสเตสที่ผันตัวมาทำธุรกิจร่วมกัน จนเกิดเป็น Twin Burger หมั่นโถวเบอร์เกอร์เจ้าแรก ที่มีจุดเด่นไม่เหมือนใคร เป็นการนำหมั่นโถวโฮมเมดสูตรบ้านแฟนมาใช้แทนขนมปัง ทำให้มีเนื้อสัมผัสนุ่ม และกรอบ ทิ้งไว้แป้งจะไม่แห้ง และจากการลองผิดลองถูกทำให้ทั้งคู่สามารถสร้างรายได้หลักแสนต่อเดือน ต่อมาเป็นธุรกิจของ คุณอ้น อินธิราช และ คุณอิฐ ศักดิ์สิทธิ์ เจ้าขอ
ซูเปอร์แอป จับมือ เขตบางรัก ฉลองวาเลนไทน์ มอบบัตรดินเนอร์มื้อพิเศษร้านดัง คุณปิยะ เชาวภานันท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานสื่อสารองค์กร แกร็บ ประเทศไทย ร่วมกับ คุณพรพัน วัฒนสินธุ์ ผู้อำนวยการเขตบางรัก จัดแคมเปญพิเศษ “Grab The Moment of Love” ต้อนรับเทศกาลแห่งความรัก มอบส่วนลดค่าเดินทาง พร้อมบัตรกำนัลดินเนอร์มื้อพิเศษสำหรับ 999 คู่รัก ที่เดินทางไปจดทะเบียนสมรสกับสำนักงานเขตบางรักในวันที่ 14 กุมภาพันธ์นี้ แกร็บ ประเทศไทย ร่วมกับ สำนักงานเขตบางรัก ส่งแคมเปญพิเศษ “Grab The Moment of Love” เพื่อร่วมฉลองเทศกาลวาเลนไทน์ ชวนคู่รัก 999 คู่จดทะเบียนสมรสในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ณ ศูนย์การค้าจิวเวลรี่เทรดเซ็นเตอร์ โดยมอบส่วนลดค่าบริการเรียกรถ 15% พร้อมจัดบูธถ่ายภาพให้คู่รักเก็บโมเมนต์แห่งความทรงจำ พิเศษ 100 คู่แรกรับฟรีบัตรกำนัล GrabFood Dine Out มูลค่า 1,000 บาทเพื่อไปฉลองดินเนอร์มื้อพิเศษ นอกจากนี้ แกร็บยังร่วมส่งต่อความรักให้ผู้ใช้บริการทั่วประเทศ ด้วยดีลส่วนลดสุดพิเศษจากแกร็บฟู้ดและแกร็บมาร์ทตลอดเดือนกุมภาพันธ์ “กุมภาพันธ์ เป็นเดือนแห่งความรักและถือเป็นช่วงเวลาพิเศษที่ผู้คนทั่วโลก รวมถึงคน
เปิดม่านชีวิต “คณะงิ้ว ไซ้ หย่ง ฮง” เมื่อความยากจนบีบคั้นให้ขายลูก! “งิ้ว” ไม่ใช่แค่การแสดง แต่คือทางรอดของชีวิต ถ้าพูดถึงงิ้ว เชื่อว่าเด็กรุ่นใหม่ อาจจะไม่เคยเห็นและไม่รู้ว่าเป็นศิลปะการแสดงแขนงหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญอย่างมากในกลุ่มคนไทยเชื้อสายจีน เพราะยุคสมัยเปลี่ยนผ่าน กาลเวลาไม่เคยหยุดนิ่ง เด็กรุ่นใหม่ๆ อาจจะมีโอกาสได้ดู ได้ชมการแสดงงิ้วน้อยลง จึงไม่แปลกที่ศิลปะชิ้นนี้ จะถูกหลงลืมไปบ้าง แต่นอกจากเบื้องหลังม่านงิ้วแล้วนั้น ม่านชีวิตของคนงิ้ว ก็มีเรื่องราวที่น่าสนใจ และน่าเห็นใจไม่แพ้กัน ในช่วงตรุษจีนที่ผ่านมา ผู้เขียนได้มีโอกาสเดินทางไปชมการแสดงงิ้วคณะไซ้ หย่ง ฮง และได้นั่งพูดคุยกับ คุณต๋อง-ธัชชัย อบทอง อายุ 58 ปี ผู้จัดการคณะงิ้วไซ้ หย่ง ฮง และมีประเด็นหนึ่งที่รู้สึกว่าเป็นเรื่องสะท้อนสังคมได้ดี และชี้ให้เห็นถึงวิถีชีวิตของคนในสมัยนั้น จึงอยากจะนำมาตีแผ่ให้กับผู้อ่านได้รับรู้ร่วมกัน โรงงิ้ว-ทางรอดของครอบครัวยากจน ขายลูกเพราะไม่มีกิน? ย้อนไปเมื่อหลายสิบปีก่อน อิงจากชีวิตจริงของคุณต๋อง ได้เล่าให้เราฟังว่า คุณแม่เป็นชาวจีน คุณพ่อเป็นมุสลิม คุณแม่ชอบดูงิ้วมาก เลยพาเขาไปดูงิ้ว
รับเทรนด์เครื่องดื่มสมูทตี้มาแรง “ท็อปส์ เดลี่” เปิดตัวเครื่องทำสมูทตี้อัตโนมัติสุดล้ำ ปั่นสด เนื้อละเอียดใน 1.20 นาที วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2568 ท็อปส์ เดลี่ ในเครือเซ็นทรัล รีเทล สร้างปรากฏการณ์ใหม่ในวงการร้านสะดวกซื้อ เปิดตัว Daily Smoothie ครั้งแรกกับเครื่องทำสมูทตี้อัตโนมัติในไทย นางสาวเมทินี พิศุทธิ์สินธพ รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล กล่าวว่า “ปัจจุบันผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น จากปัจจัยด้านสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง สิ่งแวดล้อม โรคระบาด รวมถึงการดูแลรูปร่าง หน้าตา ผิวพรรณ ส่งผลให้เครื่องดื่มสมูทตี้จากผักและผลไม้สดได้รับความนิยมเพิ่มอย่างต่อเนื่อง ด้วยรสชาติอร่อย ดื่มง่าย สดชื่น และอุดมไปด้วยสารอาหารสำคัญอย่างวิตามินและแร่ธาตุ ท็อปส์ เดลี่ จึงเล็งเห็นโอกาสพัฒนาสินค้าและบริการให้ตอบโจทย์ทุกความต้องการของผู้บริโภค ทั้งนี้ ได้สำรวจเทรนด์และเทคโนโลยีจากร้านสะดวกซื้อทั่วโลกซึ่งพบว่า เครื่องทำสมูทตี้อัตโนมัติในร้านสะดวกซื้อเป็นนวัตกรรมที่แปลกใหม่และน่าสนใจ สร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้ลูกค้า รวมถึงโอกาสในการทำตลาดให้กับท็อ
