Featured
จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ ของแม่ที่อยากหารายได้เสริมเข้าบ้าน สู่ก้าวแรกของการเข้าสู่ธุรกิจน้ำยาทำความสะอาดที่ได้ลูกสาวมาช่วยต่อยอดให้เติบโต ตอบโจทย์สิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยของผู้ใช้ ในคอลัมน์ Entrepreneur “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” จะพาไปดูจุดเริ่มต้นและการเติบโตที่ “ไม่หยุดพัฒนา” ของแบรนด์ “I-Richly” (ไอริชลี่) ผ่านมุมมองของรุ่นแม่ ปราณี งอกงาม และ ดรีม-กนกวรรณ งอกงาม ทายาทธุรกิจ บริษัท ไอ-ริช แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด เช่น น้ำยาซักผ้า น้ำยาปรับผ้านุ่ม และน้ำยาถูพื้น ฯลฯ ที่สร้างรายได้เกือบ 30 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา จุดเริ่มต้นของ “ไอริชลี่” น้ำยาทำความสะอาด ก่อนมาเป็น “ไอริชลี่” แบรนด์น้ำยาทำความสะอาดรายได้เกือบ 30 ล้านต่อปี เริ่มต้นมาจากจุดเล็กๆ ของแม่บ้านคนหนึ่ง “ปราณี งอกงาม” อยากมีรายได้เสริมมาจุนเจือครอบครัว จึงเริ่มต้นรับผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดจากญาติมาขายหน้าบ้าน ขยับขยายสู่การออกบูธจนได้จับเงินก้อนแรก 4,700 บาท แต่ด้วยไม่สามารถควบคุมคุณภาพได้ และตอบคำถามลูกค้าได้ไม่ครบถ้วน เช่น ความปลอดภัย การใช้วัตถุดิบในการผลิต ฯลฯ จึงตัดสินใจผลิตสินค้าด้วยตัวเองเพราะอยากให้ค
กลายเป็นปรากฏการณ์ชั่วข้ามคืน เมื่อยูทูบเบอร์และอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง อย่าง “Bow Kanyarat” (โบว์ กัญญารัตน์) ได้เปิดตัวธุรกิจขนมเป็นครั้งแรก แต่กลายเป็นกระแสไวรัล หลังเปิดขายผ่านไลฟ์บน TikTok โดยเธอใช้เวลาเพียง 10 นาที สามารถทำยอดขายพุ่งสูงถึง 1 ล้านบาท โดยสินค้าที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์ในครั้งนี้คือ Bow’s chips (โบว์ชิพ) ขนมขบเคี้ยวทางเลือกใหม่ “รสหม่าล่า” ชูจุดขายด้านสุขภาพด้วยโปรตีน 12 กรัม ใช้วิธีการอบแทนการทอด ไร้ผงชูรสและวัตถุกันเสีย มาในราคา 39 บาท เป็นการตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่รักสุขภาพแต่ยังโหยหาความอร่อยเผ็ดร้อนตามสไตล์ของคุณโบว์ ซึ่งก่อนวันขายจริงนั้น ทางคุณโบว์ได้มีการสร้างความตื่นเต้นด้วยการชวนแฟนคลับมาร่วมทายดีไซน์หน้าซองว่าเธอนั้นจะเลือกใช้รูปไหน พร้อมกับแชร์เบื้องหลังการถ่ายทำโปรดักต์ใหม่ในครั้งนี้ ทำให้ผู้ชมเกิดอารมณ์ร่วมและอยากจะเกิดการซื้อตาม จนถึงวันเปิดขายจริงเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา ผ่าน TikTok ช่อง Bowkanyarat ซึ่งมียอดผู้ชมสูงถึงหลักหมื่นคน ส่งผลให้ทำยอดขายได้ถึง 1 ล้านบาทได้ภายในเวลาเพียง 10 นาที ซึ่งหลังจากนี้จะมีการเปิดขายรอบ 2 ในวันที่ 1 พ
ในขณะที่เด็กวัยเดียวกันอาจจะกำลังนั่งเล่นเกมหรือดูการ์ตูน แต่ แมดเดน ฟอร์เรสต์ (Madden Forrest) เด็กชายวัย 12 ปี Young Entrepreneur กลับใช้เวลาหลังเลิกเรียนสร้างอาณาจักรธุรกิจร่วมกับพ่อของเขา จนสามารถทำรายได้ถล่มทลายถึง 4,000 ดอลลาร์ ราว 1.4 แสนบาท ในเวลาเพียงแค่วันเดียว และปัจจุบันธุรกิจนี้กำลังสร้างเม็ดเงินเกือบ 2 ล้านบาทต่อเดือน อะไรคือเคล็ดลับที่ทำให้การเปิดซองการ์ดสะสมธรรมดาๆ กลายเป็นกลยุทธ์ทำเงินที่คนทั้ง TikTok ต้องจับตามอง วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ จะพาไปเจาะลึกเรื่องราวของ “Bull Island Breaks” พ่อลูกคู่หูที่พิสูจน์ให้เห็นว่า ถ้ามีวินัยและความชอบที่มากพอ คำว่า “รวยตั้งแต่เด็ก” ก็ไม่ใช่แค่ความฝัน จุดเริ่มต้นที่ลองผิดลองถูก ย้อนกลับไปในเดือนตุลาคมปี 2024 จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้ไม่ได้มาจากแผนธุรกิจที่ซับซ้อน แต่มาจากความสนุกล้วนๆ แมดเดนและคุณพ่อ สตีเวน (Steven) เริ่มต้นจากการสะสมการ์ดโปเกมอนและขยับมาสู่การ์ดอเมริกันฟุตบอล จนกระทั่งแมดเดนไปเห็นเหล่าครีเอเตอร์ใน TikTok ไลฟ์สดแกะกล่องการ์ด หรือ Card Breaking เขาจึงหันไปถามพ่อว่า เราลองทำแบบนี้บ้างได้ไหม? ในช่วงแรก ทั้งคู่ยอมรับว่า
ในวัย 70 กว่าๆ ขณะที่ใครหลายคนกำลังนั่งหมดไฟ หรือพักผ่อนแบบปล่อยให้เวลาผ่านไปในแต่ละวัน แต่สำหรับ New Chapter อย่าง คุณลุงเคที (แทน เคียน ทัต) KT (Tan Kian Tat) ในวัย 77 และ คุณป้าย่าจู (Yazhu) วัย 73 ที่มอบเวลาวัยเกษียณให้กับร้านไอศกรีมเล็กๆ ที่ชื่อ Freshio Gelato ที่เป็นเสมือนเครื่องมือพิสูจน์ว่าไฟในการทำงานของคนเราไม่มีวันมอดดับตามอายุ จาก “ราชาเครย์ฟิช” สู่ชีวิตที่ว่างจนหายใจไม่ออก ย้อนกลับไปในยุคทอง คุณลุงเคที เขาเป็นนักธุรกิจระดับพรีเมียมในประเทศจีน ที่ถูกขนานนามว่าเป็น “ราชาเครย์ฟิช” ผู้กุมบังเหียนโรงงาน 8 แห่ง ส่งออกกุ้งแช่แข็งมูลค่านับพันล้านบาทไปทั่วโลก ส่วนคุณป้าย่าจู ก็ไม่ใช่แม่บ้านธรรมดา เธอคือนักบริหารร้านกาแฟฝีมือดีในเซี่ยงไฮ้ที่มีสาขากระจายไปทั่วเมือง แต่เมื่อถึงเวลาที่ต้อง “เกษียณ” จริงๆ ทั้งคู่ย้ายไปใช้ชีวิตสงบๆ ที่แคนาดา แต่ทว่าความเงียบเหงาหลังเกษียณนี้เองที่เป็นเสมือนศัตรูของพวกเขา “ผมเป็นพวกบ้างาน ชีวิตที่แคนาดาคือการขับรถไปนั่นมานี่อย่างไร้จุดหมาย มันว่างเกินไป และมันเป็นการใช้เงินไปวันๆ โดยไม่มีอะไรตอบแทนกลับมา” คุณลุงเล่าถึงความอึดอัดในใจ เปลี่ยนหยาดน้ำตาเป็นพล
ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ไม่เว้นแม้แต่ในมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา ที่วันนี้พฤติกรรมการกินดื่มของชาวมะกันกำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ เมื่อ “ความคุ้มค่า” กลายเป็นโจทย์หลัก แต่ “ความอยากกินของดี” ยังคงอยู่ สิ่งนี้จึงเป็นบททดสอบครั้งใหญ่ของธุรกิจร้านอาหารไทยในต่างแดนที่จะต้องปรับตัวให้ทันเกม เพื่อเปลี่ยนวิกฤตค่าครองชีพให้กลายเป็นโอกาสในการชิงส่วนแบ่งการตลาด กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) สำรวจพฤติกรรมการบริโภคอาหารของชาวมะกันในปี 2026 พบว่า การบริโภคนอกบ้านลดลง จากภาวะเงินเฟ้อและค่าครองชีพ แต่ยังคงบริโภคนอกบ้านอยู่ โดยให้ความสำคัญกับความคุ้มค่า คุณภาพ ประสบการณ์ แนะร้านอาหารไทยนำข้อมูลใช้วางแผนการตลาด ชูคุณภาพ ความคุ้มค่า สั่งซื้อ และใช้บริการสะดวก นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้มอบนโยบายให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่างๆ ทำการสำรวจลู่ทางการค้า และโอกาสการส่งออกสินค้าไทยไปยังประเทศที่ประจำอยู่ ตามนโยบายกระทรวงพาณิชย์ ล่าสุดได้รับรายงานจาก นางสาวเกษสุรีย์ วิจารณกรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสร
ซีพี ออลล์ ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่น และเซเว่น เดลิเวอรี่ เดินหน้ารับซื้อมะม่วงไทยจากแหล่งผลิตในพื้นที่ 27 จังหวัด อาทิ ฉะเชิงเทรา อ่างทอง สุพรรณบุรีพิจิตร สุโขทัย กาฬสินธุ์เป็นต้น รวมปริมาณกว่า 915 ตันต่อเดือน หรือประมาณ 4.3 ล้านลูกต่อเดือน ครอบคลุมหลากหลายสายพันธุ์ ได้แก่ มะม่วงโชคอนันต์ มะม่วงมันเดือนเก้า มะม่วงแก้วขมิ้นไทย มะม่วงเขียวเสวยพันธุ์รจนา กระจายสู่ร้านเซเว่นฯ ทั่วประเทศ เพื่อรองรับผลผลิตในช่วงฤดูกาล พร้อมสนับสนุนเกษตรกรผู้ปลูกมะม่วงกว่า 658 ราย ให้มีช่องทางจำหน่ายที่มั่นคง มะม่วงไทย ผลไม้ที่คุ้นเคยของคนไทยและสามารถหาทานได้ตลอดทั้งปี ได้รับการต่อยอดสู่โอกาสทางธุรกิจที่สร้างมูลค่าอย่างต่อเนื่องโดยผู้ประกอบการ SME ไทย ผ่านกระบวนการคัดเกรด ตัดแต่ง และแปรรูปในรูปแบบที่หลากหลาย ตั้งแต่มะม่วงผลสด มะม่วงพร้อมทาน ไปจนถึงผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มอื่นๆ ซึ่งไม่เพียงช่วยรักษาคุณภาพผลผลิต แต่ยังมีส่วนสำคัญในการกระจายรายได้ เสริมศักยภาพการแข่งขัน และสร้างความยั่งยืนให้กับเกษตรกรไทยในระยะยาว ด้วยพฤติกรรมผู้บริโภคที่หลากหลาย เซเว่นฯ ได้ร่วมมือกับคู่ค้า SME พัฒนาสินค้า
หากพูดถึงการใช้ชีวิตของผู้คนในยุคนี้ ทั้งเต็มไปด้วยความเร่งรีบและกดดัน อย่างในประเทศไทยเองพบว่า ผู้คนมีความเครียดสูงถึง 15.48% (ข้อมูล ณ วันที่ 1 ตุลาคม 2566-22 เมษายน 2567) หลายคนจึงเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพจิตมากขึ้น และเริ่มมองหาวิธีขจัดความเครียด เพื่อไม่ให้เกิดเป็นความเครียดสะสม ทั้งนี้ การจัดการกับความเครียดในแต่ละคนอาจมีวิธีที่แตกต่างกันออกไป อาจจะผ่อนคลายด้วยการนวด ทำสปา หรือการทำโยคะ แต่สำหรับผู้ที่มองหาวิธีผ่อนคลายที่แตกต่างและไม่ธรรมดา ธุรกิจเกาหลัง แขน ศีรษะ กำลังกลายเป็นเทรนด์ใหม่ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก โดยมีลูกค้าจำนวนไม่น้อยยอมจ่ายเงินหลายร้อยดอลลาร์เพื่อสัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษนี้ ตามรายงานจาก The Wall Street Journal บริการเกาจากผู้เชี่ยวชาญ โทนี จอร์จ หญิงวัย 55 ปี เจ้าของร้าน The Scratcher Girls ในไมอามี เธอคิดค่าบริการ 130 ดอลลาร์ (ประมาณ 4,000 บาท) ต่อการเกา 1 ชั่วโมง เพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสประสบการณ์ “การเกา” ด้วยเล็บที่ดูแลเป็นพิเศษยาว 3 นิ้ว เธอจะใช้เทคนิคการเกาลงบนหลัง แขน ศีรษะ และแม้กระทั่งในหูของลูกค้า ส่ง
บทความโดย : ดร.ยศพิชา คชาชีวะ กูรูวงการอาหาร เจ้าของคอลัมน์ “ตู้จดหมายพลศรี” กรมการท่องเที่ยวให้เกียรติส่งหนังสือเชิญไปบรรยายงานสัมมนาสำหรับร้านอาหาร โรงแรม ในชื่อโครงการสุดหรูว่า “Thailand Greem Premium Spark 2026” พร้อมโจทย์ชื่อยาวให้สร้าง “โมเดลการบริหารจัดการร้านอาหารกรีนพรีเมียม จากครัวสู่การลดขยะอาหารอย่างยั่งยืน” กำหนดการสัมมนามีที่ ห้องแพลตินัม วิงส์ ชั้น 2 โรงแรมโฟร์วิงส์ สุขุมวิท 26 กรุงเทพฯ วันพุธที่ 29 เมษายน 2569 เวลา 09.00-16.00 น. ไม่รู้ว่าบทความนี้จะออกทันประชาสัมพันธ์มั้ย ถ้าทันผู้สนใจเข้าร่วมติดต่อได้ที่ 082-450-2634 และ 062-191-4455 ครับ การจะสร้างโมเดลการบริหารจัดการร้านอาหารสีเขียวให้เหมาะกับร้านอาหารของตัวเองไม่ยากครับ เพราะหลักง่ายๆ ของร้านอาหารสีเขียวคือ “ลด ละ เลิก” เหมือนกับรณรงค์เลิกดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่เลย ในมุมมองของร้านอาหารสีเขียวการลด ละ เลิก คือ ลดจนไปถึงหยุดการใช้ การสร้างสิ่งที่ทำลายสิ่งแวดล้อม เช่น เลิกใช้กล่องโฟม ลดการใช้ถุงพลาสติก ยามมะนาวแพงลูกละ 10 บาท ปรับเปลี่ยนการตกแต่งจานไม่ใส่ชิ้นมะนาววางมาในจานข้าวผัด ละเว้นการเปิดแอร์ในหน้าหนาวสำหรับร้าน
“ข้าวเหนียวมะม่วง” เมนูของหวานไทยๆ ที่หารับประทานได้ทั่วไป แต่จะว่าไป อาจหาเจ้าที่อร่อยจริงๆ ได้ยาก แต่มีอยู่เจ้าหนึ่งที่การันตีความอร่อยและแตกต่าง ด้วยการใช้วัตถุดิบมีคุณภาพ ผ่านกรรมวิธีการทำที่เจ้าของศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมมาอย่างลึกซึ้ง จนกลายเป็นร้านที่เคยเกิดปรากฏการณ์ลูกค้าต่อคิวซื้อมาแล้ว ร้านที่ว่าคือ “อยู่ ดี มี สุข ข้าวเหนียวมะม่วง” ของ คุณเบสท์–ณัฐธนนท์ สิทธิปัญญพัฒน์ ซึ่งตั้งอยู่ในโครงการ Haus Ari3 ซอยอารีย์ บริเวณเดียวกับร้านข้าวผัดอเมริกัน Lucky’s Hungry และมีบูธขายที่ศูนย์การค้าเอ็มสเฟียร์ เจ้าตัวเล่าว่า กว่าจะประสบความสำเร็จเช่นนี้ได้ ผ่านการล้มลุกคลุกคลานมาไม่น้อย “ธุรกิจที่บ้านเจอวิกฤตทางการเงิน ผมจึงตัดสินใจเลิกเรียนกลางคัน ทั้งๆ ที่เพิ่งเรียนไปปีเดียว เพื่อไม่ให้เป็นภาระของที่บ้าน” คุณเบสท์ เกริ่น ก่อนย้อนให้ฟังว่า “ครอบครัวเปิดร้านขายหมูในตลาดคลองเตย เรียกว่ามีฐานะปานกลาง แต่พอปี 2554 ทางบ้านประสบวิกฤตทางการเงิน เพราะพ่อกับแม่ทำการค้าแบบไม่มี Know How เลย ประกอบกับก่อนหน้านั้นมีสถานการณ์ทางการเมืองและน้ำท่วมใหญ่ อีกทั้งเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านของพฤติกรรมผู้บริโภคที่นิยม
เชฟแมน-สราวุธ เนียนวิฑูรย์ หลายคนคงคุ้นหน้าคุ้นตาจากเวทีการแข่งขันทำอาหารระดับประเทศอย่าง Iron Chef Thailand หรือ The Next Iron Chef แต่กว่าจะก้าวมาถึงวันนี้ เรื่องราวชีวิตของเขาเต็มไปด้วยความพยายาม การเรียนรู้ และการตัดสินใจครั้งสำคัญหลายครั้ง เชฟแมน เป็นลูกชายคนกลางในครอบครัวพี่น้องชายล้วน ปัจจุบันอายุ 45 ปี ธุรกิจครอบครัวเคยเปิดร้านเล็กๆ ขายอาหารเหนือ อยู่ที่อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ก่อนโยกย้ายพากันไปอาศัยภาคอีสาน ทำธุรกิจโรงปลาทูนึ่ง เขาจึงเติบโตและเรียนหนังสือที่ขอนแก่น ก่อนเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาตรี ในคณะเศรษฐศาสตร์ ที่กรุงเทพฯ หลังสำเร็จการศึกษา เขาอยากมีสกิลด้านภาษาอังกฤษเพิ่ม จึงขอที่บ้านให้ส่งไปเรียนต่อที่เมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย เบื้องต้นคิดว่าจะใช้เวลาเพียง 8 เดือน แต่สุดท้ายกลับใช้ชีวิตอยู่เมืองนอกนานกว่า 7 ปี ที่นั่นเขาทำงานพาร์ตไทม์ในร้านอาหารไทย เริ่มจากการล้างจาน เตรียมวัตถุดิบ ไปจนถึงของทอด เมนูว่างต่างๆ ซึ่งกลายเป็นการเปิดโลกใหม่ ว่า “งานครัว คือ ความมีชีวิตชีวา” จากนั้นเมื่อออสเตรเลีย เปิดรับ Working and Travel Visa รุ่นแรก เขาได้รับโอกาสทำงานและเก็บเงิน พร้อ
