Featured
จากปัญหา “ขยะเศษหนัง” ที่มีปริมาณนับหมื่นตันต่อปี ส่งผลกระทบมากมายต่อสิ่งแวดล้อม ทำให้เกิดแนวคิดแก้ปัญหาขยะ ด้วยการวิจัยและพัฒนานานถึง 2 ปี จนสามารถสร้างหนังรีไซเคิล ที่สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้อีกครั้ง และยังสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยการต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์มากมาย ทั้ง กระเป๋า ของตกแต่งบ้าน เป็นต้น ในคอลัมน์ #Sustainability “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” ชวนไปคุยกับแบรนด์ THAIS ECOLEATHERS (ธาอีส อีโคเลทเธอร์) ผู้ผลิตนวัตกรรมเครื่องหนังรีไซเคิล แบรนด์คนไทย ที่เปลี่ยนขยะเศษหนัง สู่หนังรีไซเคิล แบบ ECO 100% คุณธันยวัฒน์ ทั่งตระกูล ผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์ เล่าให้ฟังว่า THAIS เกิดจากความหลงใหลในเครื่องหนัง ถึงขั้นไปเรียนการตัดเย็บเครื่องหนัง จนทำให้พบข้อมูลสำคัญว่า กระบวนการผลิตสินค้าเครื่องหนังสัตว์ ไม่ว่าจะเป็น กระเป๋า รองเท้า หรือเฟอร์นิเจอร์ วัสดุหนังที่ถูกใช้งานจริง มีเพียงประมาณ 60% เท่านั้น ส่วนเศษหนังชิ้นเล็กชิ้นน้อยต้องถูกทิ้งเป็นขยะ ซึ่งยากต่อการย่อยสลายหรือทำลาย ไม่ว่าจะเป็น การฝังกลบหรือเผาทิ้ง ล้วนก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม ยิ่งอุตสาหกรรมเครื่องหนังเติบโตมากขึ้น ก็ยิ่งทำให้เกิ
ย้อนกลับไปเมื่อหลายสิบปีก่อน ย่านค้าขายสำคัญของกรุงเทพฯ ไม่ได้คึกคักไปด้วยร้านกาแฟหรือร้านอาหารสมัยใหม่ แต่เต็มไปด้วยร้านค้าส่งผ้าที่เรียงรายกันอย่างหนาแน่น และหนึ่งในนั้นคือร้านค้าส่งผ้าของ ลุงป๋อง-ภิรมย์ สุขะจินตนากาญจน์ อายุ 63 ปี ชายผู้ที่วันหนึ่งตัดสินใจเลิกธุรกิจค้าผ้าที่เคยรุ่งเรืองเฟื่องฟู เพื่อหาหนทางใหม่ในยุคที่การค้าการขาย ค่อนข้างจะเดินไปอย่างยากลำบาก นั่นคือการทำขนมปังปิ้งหอมกรุ่นในร้านเล็กๆ จุดเริ่มต้นจากธุรกิจผ้า สู่การลงทุนครั้งใหม่ในวัย 60 ป ลุงป๋อง เล่าถึงเส้นทางชีวิตที่พลิกผันจากร้านขายผ้ามาทำร้านขนมปังว่า เมื่อก่อนตรงนี้เป็นร้านขายส่งผ้า ร้านของเขาตั้งอยู่ใกล้กับตลาดเก่าแก่ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งเต็มไปด้วยร้านค้าส่งผ้าเช่นเดียวกัน ธุรกิจดำเนินไปด้วยดี สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ โดยเฉพาะช่วงที่ทองคำมีราคาเพียงบาทละ 9,000 บาท กำไรจากการขายผ้าของลุงป๋องเคยแตะ 7 หลักต่อปี ถือเป็นธุรกิจที่มั่นคงและน่าทำ แต่เมื่อเวลาผ่านไป เศรษฐกิจเริ่มเปลี่ยนแปลง การแข่งขันสูงขึ้น และที่สำคัญคือ “ต้นน้ำ” หรือการผลิตในโรงงานมีต้นทุนที่ถูกลงมาก ทำให้ธุรกิจค้าส่งอย่างเขาต้องเจอกับคว
ธุรกิจนี้เกิดจาก Painpoint ของ Leila Quraishi ที่ตอนนั้นเธอยังเป็นเด็กมัธยมปลาย ที่มีความฝันอยากเป็นเจ้าของกิจการ เธอจึงทำแบรนด์ถุงเท้า Nudesox ที่มีสีกลมกลืนกับสีผิว ใช้วัสดุดี ไม่หลุดง่าย จนกระทั่งในปีนี้เธอตั้งเป้าว่าจะขายสินค้าให้ได้มากกว่า 30,000 คู่ และทำรายได้แตะหลัก 7 หลักในปี 2026 จุดเริ่มต้น Leila Quraishi เล่าว่าเธอเริ่มธุรกิจ Nudesox ตั้งแต่เรียนอยู่ชั้นมัธยมปลาย หลังจากพบปัญหาว่าถุงเท้าที่ขายอยู่ตามท้องตลาดนั้น หลุดง่าย ไม่มีรองรับแรงกระแทก และสีไม่กลมกลืนกับผิว จึงปิ๊งไอเดียทำไมถุงเท้าสีผิวที่ดูแฟชั่นและใส่สบายขึ้น “ในตอนนั้นเราก็หาถุงเท้าแบบที่ต้องการไม่ได้เลย เพรามันใส่ไม่สบาย หลุดง่าย ไม่นุ่ม แถมยังไม่คลุมเท้าอีกด้วย แล้วเราก็ไม่ชอบถุงเท้าที่มีสีสันสดใส เลยคิดว่าน่าจะมีอีกหลายคนที่คิดแบบเดียวกัน” โดยกว่าที่ Nudesox จะมีสินค้าตัวแรกออกมา เธอใช้เวลาถึง 2 ปีเต็ม ในการเลือกผู้ผลิตที่เข้าใจในคอนเซ็ปต์นี้ โดยเริ่มต้นด้วยเงินทุนของตนเองประมาณ 10,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 360,000 บาท) ซึ่งเธอไม่ได้มีการระดมทุนจากภายนอกเลย และทุกบาททุกสตางค์ที่ได้จากธุรกิจจะถูกนำไปลงทุนเพื่อขยายกิจกา
“กล้วย” ไม่ได้เป็นเพียงผลไม้ประจำบ้านของคนไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ให้เกษตรกรทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่น และเซเว่น เดลิเวอรี่ เดินหน้าสานต่อความมุ่งมั่นในการส่งเสริมผลไม้ไทย เปิดช่องทางการจำหน่าย กล้วยไทย 4 สายพันธุ์ยอดนิยม ได้แก่ กล้วยหอมทอง กล้วยน้ำว้า กล้วยไข่ และกล้วยเล็บมือนาง ให้มีจำหน่ายในร้านเซเว่นฯ รวม 530,000 ลูกต่อวัน พร้อมต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์แปรรูปโดยผู้ประกอบการไทย ทั้งผู้ผลิตรายใหญ่และคู่ค้า SMEs เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและขยายโอกาสทางเศรษฐกิจให้ครบห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ “สวน” จนถึง “มือผู้บริโภค” เชลฟ์ “กล้วยเซเว่น” ขับเคลื่อนเกษตรกรไทยกว่า 2,200 รายใน 43 จังหวัด จากความตั้งใจของเซเว่น อีเลฟเว่น ที่ต้องการสร้างอาชีพสร้างรายได้ให้เกษตรกรไทย “กล้วยเซเว่น” ถือเป็นจุดเชื่อมระหว่างแรงปลูกของเกษตรกร กับความต้องการของตลาดสมัยใหม่ ปัจจุบัน เซเว่นฯ รับซื้อกล้วยสดจากเกษตรกรและเครือข่ายผู้รวบรวม กว่า 2,200 ราย จาก 43 จังหวัดทั่วประเทศ กล้วยเฉลี่ย 530,000 ลูกต่อวัน ผ่านความร่วมมือกับ SME ผู้รวบรวมผล
เรียกได้ว่าการทำรายรับ-รายจ่าย เป็นเรื่องที่ดีและควรทำ แต่การที่โหลดแอปจดบันทึกมาใช้ กลับเจอความยุ่งยาก เช่น ต้องเปิดแอปเข้าไปกรอกข้อมูล หรือบางทีอาจจะลืมจด และต้องมาแยกประเภทรายจ่ายเอง ทำให้เป็นความยุ่งยากและไม่อยากทำ วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ มีผู้ช่วยจดบันทึกรายรับ-รายจ่ายมาแนะนำ นั่นคือ ‘ป้านวล’ เป็นแชตบอตที่ใช้งานง่าย เพียงแค่เพิ่มเพื่อนผ่านไลน์ ปัจจุบันมีผู้ใช้งานกว่า 3 แสนคน และช่วยจดรายรับ-รายจ่ายมาแล้วกว่า 10 ล้านรายการ จุดเริ่มต้นของ ‘ป้านวล’ แชตบอตป้านวลเกิดจากการตั้งถามว่า “ทำไมการจดรายรับรายจ่ายมันยากจัง” ซึ่งตอนนั้นเป็นช่วงที่ AI กำลังเข้ามาพอดี ทำให้เขารู้ทันทีเลยว่า เทคโนโลยีในโลกนั้นจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป จนกระทั่งเกิดไอเดียทำเป็นแชตบอต โดยเริ่มจากการใช้ AI จดรายรับรายจ่ายแบบแยกหมวดหมู่ให้เอง ซึ่งเป็นการพิมพ์แชตคุยปกติโดยที่ไม่ต้องโหลดแอป ต่อมาเขาจึงไปลองคุยกับเพื่อนถึงวิธีการใช้งานที่ทำให้ง่ายขึ้น ดีขึ้น และสมบูรณ์มากขึ้น ซึ่งตอนนั้นยังไม่ได้คิดชื่อแบรนด์ ยังไม่มีโลโก้ โดยไอเดียตอนนั้นคืออยากให้คนที่เข้ามาใช้งาน รู้สึกเหมือนมีคนคอยดูแล เขาจึงให้ไอเดียนี้กับเพื่อน
สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย (Marketing Association of Thailand : MAT) เปิดทิศทางการเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจและกลยุทธ์การตลาดปี 2026 ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า “ด้วยโลกทุกวันนี้ที่หมุนเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว และปี 2026 กำลังใกล้เข้ามา ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงและความท้าทายที่คาดเดาได้ยาก สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับนักการตลาดและผู้ประกอบการไทย คือการเตรียมความพร้อมและก้าวข้ามการเปลี่ยนผ่านสู่โลกยุคใหม่ โลกไร้สมดุล ซึ่งจากการติดตามสถานการณ์ทางการตลาดอย่างต่อเนื่องตลอดปี 2025 เราได้เห็นการเปลี่ยนแปลงในระดับมหภาค ทั้งด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี สังคม และพฤติกรรมผู้บริโภค ตลอดจนการเคลื่อนไหวเชิงกลยุทธ์จากหลากหลายแบรนด์” เผยแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของตลาดปี 2026 ทิศทางหลักในการขับเคลื่อนแบรนด์และธุรกิจในยุคใหม่ ดังนี้ 1. โลกถึงจุดเปลี่ยน จากโลกที่สมดุล เรากำลังเข้าสู่โลกที่ไม่สมดุล โลกกำลังก้าวสู่จุดที่ไม่สมดุลอย่างชัดเจน แม้จะมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี แต่ก็เต็มไปด้วยความเปราะบางทางเศรษฐกิจ โดยนักการตลาดต้องจับตาประเด็นสำคัญ เช่น ความมั่งคั่งและหนี้สินของประเทศ ผลผลิต
found & found ชวนสาวๆ ร่วมอัปเดตเทรนด์สกินแคร์ 3 แบรนด์ดังจากเกาหลี Centellian24, Theralogic และ ZVYK บิวตี้ไอเทมสุดฮอตที่เอาใจสาวๆ ทุกวัย เพื่อการดูแลผิวอย่างตรงจุดทั้งเรื่องริ้วรอย ผิวแพ้ง่าย และเป็นสิวที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ จะมีไอเทมแบบไหนบ้างไปดูกันเลย สกินแคร์รูทีนสายย้อนวัย ขอแนะนำ Centellian24 สกินแคร์เวชสำอางอันดับ 1 จากเกาหลี พัฒนาโดย Dongkook Pharmaceutical ซึ่งมีชื่อเสียงด้านการวิจัยส่วนผสมจากพฤกษศาสตร์จนกลายเป็นสกินแคร์ที่ได้สร้างยอดขายทั่วโลกกว่า 800 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ประกอบด้วย Centellian24 Madeca Daily Repair Toner โทนเนอร์สูตรวอเตอร์ครีมเข้มข้น ช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นให้ผิวอย่างล้ำลึกมากกว่า 10 เท่า ราวกับทาบำรุงซ้ำหลายชั้นแม้ใช้เพียงครั้งเดียว และ Centellian24 Madeca Cream Time Reverse ครีมลดเลือนริ้วรอยอันดับ 1 จากเกาหลี การันตีด้วยยอดขายกว่า 80 ล้านชิ้นจากทั่วโลก ช่วยบำรุงผิวต่อต้านริ้วรอย Theralogic สกินแคร์สูตรวีแกนเพื่อผิวแพ้ง่ายโดยเฉพาะ ถูกพัฒนาขึ้นโดยผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังประเทศเกาหลีมากถึง 60 คน ด้วยการอ้างอิงจากฐานข้อมูลปัญหาผิวกว่า 560,000 เคส เป็นสก
ท่ามกลางกระแสโลกที่มุ่งสู่ความยั่งยืน การขยับตัวของภาคการเมืองในการรับมือกับปัญหาสิ่งแวดล้อมจึงเป็นเรื่องที่น่าจับตามอง เมื่อเร็วๆ นี้ นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะผู้ร่วมก่อตั้งสตาร์ตอัปนวัตกรรมไทย “ShooShoke (ชูชก)” ได้ส่งมอบเครื่องย่อยเศษอาหาร “ShooShoke Home Mini” (ขนาด 1–3 กิโลกรัม) ให้กับพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อติดตั้งและใช้งานจริงภายในที่ทำการพรรคฯ โดยเป็นการส่งสัญญาณเชิงสัญลักษณ์ว่า การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมต้องเริ่มจากองค์กร ครัวเรือน ก่อนจะขยายผลไปสู่นโยบายระดับมหภาค ซึ่งเป็นวาระเร่งด่วนของประเทศ นายกรณ์ กล่าวว่า เหตุผลที่เรื่องนี้ต้องเป็นวาระเร่งด่วน เพราะข้อมูลจาก Food Waste Index 2024 ระบุตัวเลขที่น่าตกใจว่า คนไทยสร้างขยะอาหารเฉลี่ยสูงถึง 86 กิโลกรัมต่อคนต่อปี ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลก ที่อยู่ที่ 79 กิโลกรัมต่อคนต่อปี ส่งผลให้ไทยครองแชมป์อันดับ 2 ของอาเซียนในเรื่องการสร้างขยะอาหาร “ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่แค่สถิติ แต่คือสัญญาณเตือนภัยที่องค์การสหประชาชาติ กำหนดเป้าหมาย SDGs ให้ทุกประเทศต้อง ลดปริมาณขยะอาหารลง 50% ภายในปี 2030 นั่นหมาย
นายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร กล่าวว่า ขอขอบคุณรัฐบาลชุดนี้ และนายกฯ อนุทิน รวมถึงคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่เข้าใจสถานการณ์และบริบทของประเทศไทยในปัจจุบัน ขอชื่นชมในด้านวิสัยทัศน์และการเข้าใจบริบทของกฎหมายที่ล้าหลัง โดยเฉพาะเป็นคำสั่งคณะปฏิวัติ 2515 ซึ่งใช้มายาวนานกว่า 53 ปี ทางชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร ได้เรียกร้องไปก่อนหน้านั้นหลายครั้ง ว่าประเทศไทยเป็นจุดหมายของนักท่องเที่ยวทั่วโลก โดยเฉพาะปัจจุบันมีการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวของแต่ละประเทศ และยิ่งปลายปีเป็นช่วงไฮซีซัน ซึ่งจะมีนักท่องเที่ยวเลือกเดินทางมาเที่ยวประเทศไทยด้วย และเข้าใจว่ามีหน่วยงานมีความกังวลว่าจะมีผลกระทบต่อเยาวชน ซึ่งทางชมรมฯ ขอให้มั่นใจว่าจะไม่มีผลกระทบต่อเยาวชนใดๆ ทั้งสิ้น โดยเฉพาะกฏหมายฉบับนี้ได้เพิ่มบทลงโทษสำหรับร้านค้าที่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้กับเยาวชนที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปีเข้ามาด้วย “เรามีกฎหมายในการดูแลหลายฉบับทับซ้อน ตัวอย่าง ไม่ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้กับผู้ที่อายุต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ กฎหมายเมาแล้วขับก็ครอบคลุมในส่วนตรงนี้อยู่แล้ว ที่สำคัญ ผมได้เน้น
ผู้สื่อข่าวมติชนออนไลน์รายงานว่า เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 13 พฤศจิกายน ที่ทำเนียบรัฐบาล นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ ครั้งที่ 2/2568 ว่า หลายคนเป็นห่วงเรื่องเทศกาลท่องเที่ยวในช่วงปีใหม่ และสงกรานต์ หากเราบังคับใช้กฎหมายจะเป็นเหตุให้นักท่องเที่ยวไม่มาเที่ยวประเทศไทย หรือไม่มีการจับจ่ายใช้สอยในประเทศ จึงให้นโยบายว่าในช่วงเวลาที่ห้ามจำหน่ายสุรา 14.00–17.00 น. ที่ในอดีตที่ห้ามเพราะไม่อยากให้ข้าราชการไปดื่มสุรา จึงได้กำหนดออกมาว่าห้ามดื่ม ตนจึงบอกไปว่าตอนนี้มันหมดยุคแล้ว ยุคนี้ข้าราชการไม่มีไปดื่มสุราในช่วงบ่าย ฉะนั้น ควรจะยกเลิก ส่วนเรื่องขยายเวลาทางภาคท่องเที่ยวอยากให้ยาวไปถึงเวลา 04.00 น. ส่วนทางกระทรวงสาธารณสุขและแพทย์ระบุว่า ไม่ได้ เพราะถ้าไปดูสถิติของการเกิดอุบัติเหตุช่วงเวลา 02.00–03.00 น. จะเกิดจำนวนมาก ตนได้ให้คณะกรรมการฯ ไปคุยกัน ส่วนเรื่องของสถานประกอบการนั้น ความจริงมีกฎหมายของกระทรวงมหาดไทยอยู่ ซึ่งเป็นสถานประกอบการที่กระทรวงมหาดไทยควบคุมได้ โดยกำหนดไว้ว่าเวลาไหนดื่มได้ เวลาไหนดื่มไม่ได้ นายโสภณ กล่
