Featured
ใครที่กำลังมองหาแฟรนไชส์น่าลงทุนเดือนตุลาคมนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ได้รวบรวม 8 แฟรนไชส์ขายดี ใช้พื้นที่ไม่เยอะ เหมาะกับทำเลใกล้สถานศึกษา โรงเรียน มหาวิทยาลัย, ศูนย์การค้า, ตลาดนัด, หน้าร้านสะดวกซื้อ ลงทุนเริ่มต้นตั้งแต่หลักพันจนถึงหลักแสน เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นธุรกิจ คืนทุนไว กำไรดี Alls Bubble Tea (ออลส์ บับเบิ้ล ที) Alls Bubble Tea แฟรนไชส์ชานมไข่มุกที่ก่อตั้งเมื่อปี 2567 ภายใต้ บริษัท คาเฟ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ยึดถือในเรื่องคุณภาพและรสชาติ รวมถึงการบริการที่ดี โดยมีเมนูหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น กาแฟ, อิตาเลียนโซดา, นมสด, ชาไทย, ชานมไต้หวัน ฯลฯ ราคาเริ่มต้นแก้วละ 29 บาท เหมาะสำหรับพื้นที่กลางแจ้ง เช่น ปั๊มน้ำมัน คอมมูนิตี้มอลล์ เป็นต้น หรือผู้ที่ต้องการเริ่มต้นขายแบบไม่มีหน้าร้าน ขายเฉพาะดีลิเวอรี หรือเหมาะสำหรับผู้ที่มีหน้าร้านที่ขายอาหาร/เบเกอรี่อยู่แล้ว รูปแบบการลงทุน Package 1 : ราคา 39,000 บาท (เฉพาะวัตถุดิบและอุปกรณ์ สำหรับมีพื้นที่แล้ว) Package 2 : ราคา 59,000 บาท (เคาน์เตอร์ เหมาะกับพื้นที่ในร่ม) Package 3 : ราคา 89,000-250,000 บาท (คีออส ตามพื้นที่กลางแจ้ง) Package 4 : ราค
เพียงเอ่ยชื่อ “ทิพย์สมัย” เชื่อว่าคนจำนวนไม่น้อยต้องรู้จักและคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี สำหรับร้านผัดไทยที่อยู่คู่ย่านประตูผีมานานกว่า 86 ปี เปลี่ยนผ่านมาหลายยุคหลายสมัย จากรุ่นสู่รุ่น ซึ่งปัจจุบันคือเจนที่ 3 ในงาน Food Carnival “อร่อยเอาเรื่อง” จัดโดย เส้นทางเศรษฐีและเครือมติชน เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2568 รศ.พญ.ธัญนันท์ ใบสมุทร รองประธาน ผัดไทยทิพย์สมัย หนึ่งในผู้ร่วมเสวนาบนเวที Talks &Taste Stage หัวข้อ ‘Good Taste for a Good Cause เบื้องหลังรสชาติไทยที่บินไกลทั่วโลก’ ได้กล่าวถึงผัดไทยทิพย์สมัยว่า ผัดไทย อยู่คู่กับคนไทยมานาน นับเป็นเมนูประจำชาติอีกอย่างหนึ่ง ในมุมของผู้บริโภค ผัดไทยมีหลากหลายรูปแบบมาก แต่สำหรับทิพย์สมัยแล้ว เมนูที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคงหนีไม่พ้น ผัดไทยเส้นจันท์มันกุ้ง กุ้งสด ทั้งแบบห่อไข่และไม่ห่อไข่ จากการที่ รศ.พญ.ธัญนันท์ ได้พูดคุยกับสามี ทำให้เห็นว่าคนรุ่นใหม่มีความชอบและพฤติกรรมการกินที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัย จึงเป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนา “ผัดไทยทิพย์สมัย” ให้ตอบโจทย์ลูกค้าทุกเพศ ทุกวัย และทุกเชื้อชาติ พร้อมทั้งตั้งใจผลักดัน “ผัดไทยดั้งเดิม” ให้ก้าวออกไปทั่วโลก ย
“ทุกวิกฤตมันมีโอกาส เพียงแค่เราหาให้เจอว่า วิกฤตครั้งนี้โอกาสมันคืออะไร แล้วเราก็รีบทำทันที” ในวันที่ตลาดจีนไม่เหมือนเดิม “ดร.ปณิชา ประทีปะวณิช” คือหนึ่งในนักการตลาดหญิงไทยที่ใช้เวลามากกว่า 10 ปีในประเทศจีน จนเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคและความเปลี่ยนแปลงของตลาดเอเชียอย่างลึกซึ้ง ผ่านมุมมองจาก Mango Group บริษัทที่ให้คำปรึกษาและวางกลยุทธ์ให้แบรนด์ไทยในการขยายตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะจีนและเวียดนาม โดยมีประสบการณ์ที่ประเทศจีนมามากกว่า 10 ปี ได้เปิดมุมมองเรื่องยุทธวิธีทำการค้ากับจีนผ่านการสัมภาษณ์จาก ประชาชาติธุรกิจ โดยมีเนื้อหาดังต่อไปนี้ “Mango Group” ผู้ช่วยเชื่อมสินค้าไทยสู่สากล สิ่งที่ Mango Group ทำคือการให้คำปรึกษาแก่แบรนด์ไทยใน 2 แนวทางหลัก คือ 1. สำหรับสินค้าที่มีขายในจีนแล้ว โดยจะช่วยให้คนจีนรับรู้และเกิดการซื้อสินค้าที่นั่นโดยตรง 2. สำหรับสินค้าที่ขายในไทย (ซึ่งมีเป็นส่วนใหญ่) จะช่วยการสร้างการรับรู้ให้นักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวจีน ต้องซื้อสินค้านั้นๆ กลับประเทศเมื่อมาเยือนไทย จุดแข็งที่ไทยมี คนจีนยังรัก “Made in Thailand” ดร.ปณิชา ชี้ว่า สิ่งที่ไทยได้เปรียบอย่างมา
เพราะมีความฝันอยากเปิดร้านเครื่องดื่มของตัวเอง แม้จะไม่ตรงกับความคาดหวังของครอบครัวที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับซัพพลายเออร์ แต่นั่นไม่ใช่บททดสอบให้คิดยอมแพ้ ในทางกลับกัน คุณมุ-กิติพัฒน์ บุญทัศน์ กับ คุณฟ่าง-นรีรัตน์ มีเดช แฟนสาววัย 25 ปี ได้พิสูจน์ตัวเอง ด้วยการขายน้ำผลไม้สกัดเย็นตามตลาดนัด และสวนสาธารณะ แต่กลับขายไม่ดีอย่างที่คิด จึงปรับมาขายชาผลไม้ดีลิเวอรีจากในบ้าน ในชื่อร้าน “ผลเอย ผลไม้” กลายเป็นจุดเปลี่ยนให้พวกเขากลับมาตั้งหลักจนมีหน้าร้าน ก่อนต่อยอดสู่ “โมจิผลไม้” เมนูไวรัลที่มีลูกค้าจองคิวล่วงหน้า 1,200 ลูก ใน 1 สัปดาห์ สร้างรายได้หลักแสนต่อเดือน เริ่มต้นจาก “ขายไม่ได้” คุณมุ วัย 33 ปี เล่าให้เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ฟังว่า ผลเอย ผลไม้ เริ่มต้นมาจากการขายน้ำผลไม้สกัดเย็น ที่วันหนึ่งขายได้แค่ไม่กี่ขวด จนต้องหันมาขาย “ชาผลไม้” เมนูกระแสที่กำลังดังในกรุงเทพฯ “ไปขายน้ำผลไม้สกัดเย็นตามตลาดนัด แล้วขายไม่ดี ไม่มีคนซื้อ บางวันขายได้ 7 ขวด หรือไปขายที่สวนสาธารณะได้ขวดสองขวด เลยต้องหาอะไรที่น่าจะขายได้ ตอนนั้นกระแสชาผลไม้กำลังดังในกรุงเทพฯ แล้วเราก็อยากกินด้วย เลยไปรีเสิร์ชว่าในพิษณุโลกมีคนขายไ
“นกหวีดพารอด – PAROD Whistle” ไอเดียเจ๋งๆ นี้มาจาก Qualy ผู้ออกแบบ “นกหวีดพารอด – PAROD Whistle” ที่ไม่ใช่แค่เครื่องส่งเสียง แต่คือสัญลักษณ์แห่งความรอด และพลังแห่งศรัทธา โดยทางเพจ Qualy ได้อธิบายรายละเอียดไว้อย่างน่าสนใจว่า นกหวีดพารอด ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก “พระรอด” ซึ่งเป็นพระเครื่อง 1 ใน 5 ของชุดเบญจภาคีที่มีอายุเก่าแก่ มีความเชื่อเรื่องพุทธคุณแคล้วคลาด คงกระพัน จนถูกขนานนามว่า “พระเครื่องสายเหนียว” สู่การดีไซน์ “นกหวีดพารอด” เครื่องรางแห่งความรอดปลอดภัย ที่มาพร้อมเสียงเตือนภัย และแรงศรัทธาแห่งความยั่งยืน โดยออกแบบด้วยเทคนิคให้ด้านหน้าเป็น “พระเครื่อง” สิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจคู่คนไทย ด้านหลังออกแบบให้เป็น “นกหวีด” เครื่องส่งสัญญาณเตือนภัยและขอความช่วยเหลือจากภัยอันตราย ทั้งภัยจากธรรมชาติ และภัยร้ายใกล้ตัว พร้อมออกแบบ Typography Design คำว่า “ROD = รอด” ที่สามารถอ่านได้ทั้ง 2 ภาษาในคำเดียว เรียกว่าเป็นกิมมิกเล็กๆ น้อยๆ ที่ช่วยเพิ่มความเหนียวไปอีกหนึ่งสเต็ป และเมื่อถอดรหัสความหมายที่แฝงอยู่ในคำว่า PAROD จะสามารถนิยามได้ว่า P = Portable, A = Awareness, R = Res
เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา หลายคนคงเคยเห็นคลิปดาราสาวซ้อนมอเตอร์ไซค์วิน ด้วยชุดเดรสสีชมพู สวยสะดุดตา ที่เรียกได้ว่าฮอตมาก เป็นไวรัลบนโซเชียลทุกแพลตฟอร์ม กวาดยอดวิวรวมกว่า 80 ล้านวิว และชาวเน็ตต่างพากันคอมเมนต์ว่า “อาบน้ำใหญ่แล้วสวยมาก” วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ จะพาทุกคนไปรู้จักกับ “Janistarrr” หรือ เจนิส-เจณิสตา พรหมผดุงชีพ นักแสดงสาวสุดฮอตที่ตอนนี้มาแรงและเป็นที่พูดถึงอย่างมาก แต่รู้หรือไม่ว่านอกจากบทบาทดาราแล้ว เธอยังเป็น CEO เจ้าของแบรนด์ความงามสุดฮิตอย่าง Janebeauty.th พร้อมกับมอบสวัสดิการพนักงานให้เเบบเริ่ดๆ เรียกได้ว่าเข้าใจคนรุ่นใหม่อย่างมาก จาก “เขมมิกา” สู่ “เขมสุรา” เจนิสได้เข้าสู่วงการแสดงเต็มตัวจากซีรีส์ Together With Me อกหักมารักกับผม และผลงานที่ทำให้ใครหลายคนรู้จักเลยคือละครเรื่อง เมีย 2018 ในคาแร็กเตอร์ของ พลอยใส บทนางร้ายที่ทำให้ใครหลายคนถูกอกถูกใจเป็นอย่างมาก และล่าสุดกับบทบาทที่ทำให้หลายคนรู้จักกับเจนิสมากขึ้นจนเป็นไวรัลบน TikTok นั่นคือบทบาทของ “เขมมิกา” ในซีรีส์ “เขมจิราต้องรอด” ที่เธอแสดงเป็นเขมจิราเวอร์ชันอดีตชาติ ที่สามารถตกคนเข้าด้อมได้อย่างล้นหลาม แต่ท
สมาคมนักวางแผนการเงินไทย จัดงานเสวนา “วันวางแผนการเงินโลก World Financial Planning Day 2025 ครั้งแรกในประเทศไทย ในวันที่ 8 ตุลาคม 2568 ภายใต้แนวคิด “วันวางแผนการเงินโลก : การเงินคนไทยต้องรอด” เพื่อกระตุ้นให้สังคมไทย ตระหนักถึงความสำคัญของการวางแผนการเงิน ขณะที่เศรษฐกิจที่ชะลอตัวเติบโตต่ำ ทำให้ภาคธุรกิจลดต้นทุน-ลดกำลังการผลิต กระทบมาถึงรายได้คนทำงาน โบนัสไม่มี-โอทีไม่ได้-เงินเดือนไม่ขึ้น แถมภาคธุรกิจหันมาใช้ AI ทำงานแทนคนในหลายสาขาอาชีพ ทำให้เสี่ยงตกงาน ท่ามกลางภาระหนี้ท่วมหัว สัดส่วนหนี้ครัวเรือนไทยต่อจีดีพีสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หลายองค์กรเริ่มเปิดให้พนักงานสมัครใจเกษียณได้ตั้งแต่อายุ 45 ปี สะท้อนสัญญาณว่าคนไทยอาจต้องเผชิญกับ “ชีวิตการทำงานที่สั้นลง” (20–25 ปี) แต่ “ชีวิตหลังเกษียณที่ยาวนานขึ้น” (35–40 ปี) ปัจจัยต่างๆ ที่เกิดขึ้นล้วนสั่นคลอนต่อฐานะการเงินของประชาชนคนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “คนชั้นกลาง” ซึ่งส่วนใหญ่เป็น “เดอะแบก” ที่มีภาระดูแลพ่อแม่ ขณะเดียวกันก็ต้องรับผิดชอบดูแลครอบครัวตนเอง จากที่เคยมั่นคง อาจกล
จากธุรกิจด้านการศึกษาของครอบครัวที่ทำมาตั้งแต่รุ่นพ่อ ก้าวข้ามสู่ธุรกิจร้านอาหาร ด้วยการมองเห็นโอกาสเล็กๆ จากการที่ต้องต้อนรับแขกชาวต่างชาติอยู่เสมอ จึงเกิดความคิดขึ้นว่า “ทำไมไม่เปิดร้านอาหารเองเสียเลย” วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ จะพาไปรู้จัก “หงเปา” (Hong Bao) ภัตตาคารอาหารจีนสไตล์กวางตุ้ง ที่โดดเด่นเรื่องรสชาติ และเมนูอาหารหลากหลาย ภายใต้การบริหารงานของ คุณนพดล นฤตรรกกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท หงเปา อีวี จำกัด ทายาทที่ไม่ได้คิดจริงจังกับการทำร้านอาหาร แต่สามารถบริหารร้านให้เติบโตจนสร้างรายได้กว่า 500 ล้านบาทในปี 2567 พร้อมตั้งเป้าเติบโต 600 ล้านบาทในปี 2568 ข้ามสายสู่ธุรกิจร้านอาหาร คุณนพดล เล่าให้ฟังว่า หงเปา ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2559 ด้วยทุนจดทะเบียน 196,274,100 ล้านบาท ได้กลายเป็นหนึ่งในร้านอาหารจีนที่ประสบความสำเร็จและมีชื่อเสียงในประเทศไทย ด้วยจุดยืนที่เน้นคุณภาพ รสชาติ บริการ และการขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง “ก่อนมาเปิดร้านหงเปา ครอบครัวของผมทำธุรกิจเกี่ยวกับการศึกษา ต้องซื้อหนังสือและฐานข้อมูลจากต่างประเทศค่อนข้างเยอะ ทุกอาทิตย์จะมีแขกมาเยี่ยมที่บ้าน และพาไปเลี
ผ่านพ้นไปอย่างอิ่มอก อิ่มใจ และอิ่มท้อง อีกทั้งยังอิ่มบุญกับค่ำคืนดินเนอร์เพื่อการกุศล JOURNEY OF FLAVOR : A TWIST FOR THE BETTER TOGETHER ที่วิทยาลัยดุสิตธานี ร่วมกับ สมาคมศิษย์เก่าวิทยาลัยดุสิตธานี และ โรงแรมดุสิต ปริ๊นเซส ศรีนครินทร์ จัดขึ้น เมื่อคืนวันที่ 3 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา ณ ห้องอาหารสแควร์วัน โรงแรมดุสิต ปริ๊นเซส ศรีนครินทร์ ดินเนอร์สุดเอ็กซ์คลูซีฟครั้งนี้เป็นครั้งแรกของไทยที่ศิษย์เก่าวิทยาลัยดุสิตธานี ผู้เป็นเซเลบริตี้เชฟ 12 คน ได้แก่ เชฟอาร์-ธีรภัทร ตียาสุนทรานนท์ เชฟโต้ง-ยุทธจักร แสงศาสตรา เชฟปาร์ค-ภัทรวิทย์ จันทร์ไทย เชฟฝ้าย-ศิโรรัตน์ เถาว์โท เชฟกิ๊ก-กมล ชอบดีงาม เชฟบัส-ธวัชชัย อัครวงศ์วัฒนา เชฟเตย-พชรคุน กัลยาณมิตร เชฟภู-ภูรินท์ พัฒนวิริยะวาณิช เชฟปูน-ภูผา ชุณหรัศมิ์ เชฟบอย-ปิยะชาติ พุทธวงษ์ เชฟแอนนี่-อังคณา เอี่ยมสอาด และเชฟเอ็ม-ศิริพงศ์ ชุติธาดากุล มารวมตัวกันเพื่อรังสรรค์เมนูทั้งคาวและหวานในสไตล์ Modern Thai Twist เสมือนพาแขกผู้มีเกียรติเดินทางไปยังภาคต่างๆ ของไทยผ่านรสชาติอาหารไทยทั้ง 5 ภาค “ค่ำคืนนี้เป็นครั้งแรกที่สมาคมศิษย์เก่าวิทยาลัยดุสิตธานีได้รวบรวมเชฟผู้เป็น
บทความโดย : อมร อำไพรุ่งเรือง กูรูแฟรนไชส์ เดือนตุลาคมนี้ รัฐบาล ”อนุทิน” ได้นำโครงการ “คนละครึ่ง” กลับมาใช้อีกครั้ง ให้ชื่อว่า “คนละครึ่งพลัส” ถือเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่คนไทยคุ้นเคย และเคยพิสูจน์แล้วว่าได้ผลจริงในอดีต ทั้งในแง่การสร้างกำลังซื้อและการหมุนเวียนเม็ดเงินในระบบ โดยเฉพาะกับผู้ประกอบการรายย่อยที่ได้โอกาสขายของมากขึ้น คำถามสำคัญคือ แฟรนไชส์ไทย โดยเฉพาะในปลายปี 2025 จะได้รับผลกระทบอย่างไร? และแฟรนไชส์กลุ่มไหนจะได้อานิสงส์สูงสุดจากการกลับมาของมาตรการนี้ บทเรียนจากอดีต โครงการคนละครึ่ง เริ่มในปี 2563 โดยรัฐ ออกค่าใช้จ่าย 50% สูงสุดวันละ 150 บาทต่อคน และต่อมาได้ขยายวงเงินและจำนวนผู้เข้าร่วมมากขึ้น จากข้อมูลของกระทรวงการคลังในระยะที่ 3 พบว่า มีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบกว่า 2.3 แสนล้านบาท และมีร้านค้าลงทะเบียนกว่า 1.3 ล้านราย ส่วนใหญ่เป็นร้านอาหาร–เครื่องดื่มและร้านขายของชำ สิ่งที่น่าสนใจคือ โครงการนี้ไม่เพียงทำให้ “รัฐจ่ายครึ่งหนึ่ง” แต่ยังดึงให้ครัวเรือนควักเงินของตนเองอีกครึ่งหนึ่งออกมาใช้ เงินที่อาจถูกเก็บเป็นเงินออมก็ถูกนำออกมาจับจ่ายทันที ส่งผลให้เม็ดเงินหมุนเวียนมากกว่าท
