Exclusive

เกาะติดเทรนด์ร้อน ปี 2017 ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคไฮเทค

เรื่องโดย : มิสมิลเลียนแนร์

มิสมิลเลียนแนร์ คอลัมนิสต์ยอดนิยม แห่งนิตยสาร “เส้นทางเศรษฐี”  นำเสนอ 5 เทรนด์ร้อนที่สะท้อนทิศทางความต้องการของผู้บริโภคในปี 2560 ซึ่งหากใครเข้าใจเทรนด์เหล่านี้ก็มีโอกาสที่จะคิดค้นสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์มากขึ้น รวมทั้งออกตัวนำหน้าคนอื่นๆ

โดยคัดตอนมาจาก เว็บไซต์เทรนด์วอตชิ่งดอตคอม ที่ระบุว่า เทรนด์แรกที่จะเกิดขึ้นคือ เศรษฐกิจที่มุ่งเน้นประสบการณ์เสมือนจริง ซึ่งเทคโนโลยีได้พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ทั้งเทคโนโลยีเสมือนจริง (Virtual Reality-VR) ที่จำลองสภาพแวดล้อมจริงเข้าไว้ในหน้าจอ รวมถึงเทคโนโลยีที่ผสานสภาพแวดล้อมจริงเข้ากับวัตถุเสมือน (Augmented Reality-AR) ทำให้การสร้างประสบการณ์บนโลกดิจิตอลได้รับความสนใจใกล้เคียงกับประสบการณ์ในโลกแห่งความจริงที่ผู้บริโภคเคยปลาบปลื้มมาตลอดหลายสิบปี

ที่ผ่านมา เศรษฐกิจที่มุ่งสร้างประสบการณ์ให้ผู้บริโภคได้รับความสนใจมาตลอด ยกตัวอย่าง ราคาตั๋วชมคอนเสิร์ตโดยเฉลี่ยระหว่างปี 2524-2555 เพิ่มขึ้นกว่า 400 เปอร์เซ็นต์ เพราะผู้คนยอมจ่ายเพื่อแลกกับประสบการณ์ดีๆ ที่เติมเต็มชีวิต

แต่การสร้างสรรค์ประสบการณ์ก็กำลังเปลี่ยนไป เมื่อเดือนตุลาคม วงดนตรี “แอ็บบ้า” จากสวีเดน ที่เคยโด่งดังในอดีต ได้ออกมาประกาศจับมือกับค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ เพื่อสร้างประสบการณ์ทางดนตรีใหม่ๆ ผ่านเทคโนโลยีผสานโลกจริงและโลกเสมือนในคอนเสิร์ตที่จะมีขึ้นในปี 2561

trend1

รวมถึงกรณีของ “อาลีบาบา” เว็บไซต์ขายสินค้ารายใหญ่ของจีน ที่เพิ่งประยุกต์เทคโนโลยีเสมือนจริง ทั้ง VR และ AR มาใช้สร้างประสบการณ์การช็อปปิ้ง เช่น บริการ “บายพลัส” หากผู้บริโภคสวมแว่นตาเสมือน ก็จะให้ความรู้สึกเหมือนได้เข้าไปท่องในห้างสรรพสินค้าจริงๆ และสามารถซื้อสินค้าที่สนใจได้ในโลกเสมือนที่จำลองขึ้น

ในปีนี้ อาลีบาบาสามารถสร้างประวัติศาสตร์ยอดขายในวันคนโสดของจีน (11 พฤศจิกายน) ซึ่งเป็นมหกรรมช็อปปิ้งออนไลน์ครั้งใหญ่สุดระดับโลก โดยกวาดยอดขายได้มากถึง 1.78 หมื่นล้านดอลลาร์ ภายในวันเดียว

เทรนด์ที่ 2 คือ ผสานโลกที่แตกแยก หลังจากเกิดเหตุการณ์ทำนองนี้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นชัยชนะของ “โดนัลด์ ทรัมป์” ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ที่มีท่าทีแข็งกร้าวต่อชาวมุสลิม ผู้อพยพ รวมถึงเพื่อนบ้านเม็กซิโก ประธานาธิบดีโรดริโก ดูเตอร์เต ของฟิลิปปินส์ที่ไม่พอใจสหรัฐอย่างชัดเจน จนถึงการโหวตถอนตัวจากสหภาพยุโรปของชาวอังกฤษ ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจโลก

นี่เป็นโอกาสที่แบรนด์จะสร้างสรรค์แคมเปญที่ทำให้ผู้คนเข้าใจกันมากขึ้น ท่ามกลาง 2 ขั้วความคิด ระหว่างการเป็นพลเมืองของโลกและความเป็นชาตินิยม

trend3

อย่างกรณี “โมมอนโด” (Momondo) เว็บไซต์ท่องเที่ยวของเดนมาร์ก ที่ทำคลิปวิดีโอสะท้อนความหลากหลายทางเชื้อชาติที่ซ่อนอยู่ในแต่ละบุคคล ซึ่งระหว่างเดือนมิถุนายน-พฤศจิกายน มีผู้ชมแล้วกว่า 12 ล้านครั้ง

ส่วน “ไทเกอร์ เบียร์” ผุดร้านแบบป๊อปอัพที่ย่านไชน่าทาวน์ของนิวยอร์ก เพื่อบอกเล่าความเป็นเอเชีย ผ่านสินค้าต่างๆ ที่เป็นผลงานศิลปะ แฟชั่น การออกแบบ และเทคโนโลยีต่างๆ ของศิลปินทั่วเอเชียกว่า 700 คน

เชนกาแฟอเมริกัน “สตาร์บัคส์” ก็เปิดตัวแคมเปญ Up Standers ที่สะท้อนการทำงานของคนตัวเล็กๆ ในชุมชนต่างๆ ทั่วสหรัฐ ทั้งเพื่อช่วยเหลือคนไร้บ้าน ผู้ป่วยออทิสติก ขยะอาหาร โดยหวังให้คนอเมริกันกลับมาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันท่ามกลางการหาเสียงที่ดุเดือด

เทรนด์ที่ 3 ไม่เปิดเผยตัวตน เนื่องจากผู้บริโภคกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ที่ไม่ขึ้นกับเรื่องประชากรศาสตร์ คนเหล่านี้สร้างอัตลักษณ์และพฤติกรรมในแบบของตัวเอง การใช้ข้อมูลประชากรศาสตร์แบบเดิมๆ มาแบ่งหมวดผู้บริโภคใช้ไม่ได้ผลเหมือนเคย นอกจากนี้ ยังมีผลการศึกษาที่พบว่า คนขับแท็กซี่ที่ใช้บริการผ่านแอพพลิเคชั่นอูเบอร์และลิฟต์ มีแนวโน้มจะยกเลิกคำสั่งเดินทางของลูกค้าที่ชื่อบ่งบอกว่าอาจเป็นคนผิวสี

ตัวอย่างที่สะท้อนเทรนด์นี้ คือ Interviewing.io ซอฟต์แวร์ที่พัฒนาใช้เกี่ยวกับการสัมภาษณ์งาน ที่จะช่วยปกปิดเสียงของทั้งผู้สัมภาษณ์และผู้ถูกสัมภาษณ์ เพื่อหลีกเลี่ยงอคติในระหว่างการสัมภาษณ์ ดังนั้น หากแบรนด์ สินค้า และบริการต่างๆ สามารถคิดค้นตัวช่วยเรื่องนี้ได้ ก็จะทำให้ผู้บริโภคมีความสะดวกใจมากขึ้น

trend7

เทรนด์ที่ 4 ขีดความสามารถเหนือความคาดหวัง โดยขยายจากแนวคิดในเรื่องความยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น นิสสัน ที่คิดค้นเทคโนโลยีใหม่ ซึ่งทำให้ผู้บริโภคที่ใช้งานรถยนต์พลังงานไฟฟ้า นิสสัน ลีฟ และ e-NV200 ในอังกฤษ สามารถขายพลังงานส่วนเกินที่รถผลิตได้ให้แก่โครงข่ายไฟฟ้าแห่งชาติของอังกฤษ

อีกโครงการที่น่าสนใจคือ ความริเริ่มของธนาคารอาหาร บังโก เดอ อาลิเมนโตส ในนครเซาเปาโลของบราซิล ที่ใช้ประโยชน์จากการขนส่งของรถดีลิเวอรี่สินค้า เพื่อนำอาหารที่ลูกค้าบริจาคกลับมาไว้ที่ร้านอาหาร ซึ่งธนาคารจะมารับไปแจกจ่ายให้ผู้ที่ต้องการอีกทอดหนึ่ง

เทรนด์สุดท้าย นวัตกรรมจากแบรนด์พี่ใหญ่ ที่จะมีส่วนผลักดันสินค้าและบริการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น “กูเกิล โฮม” ที่ตอบสนองคำสั่งเสียงในการเชื่อมต่อกับอีเมล ปฏิทิน ไฟล์งาน ภาพ เพื่อตรวจสอบการนัดหมายและรายการสินค้าที่ต้องซื้อ รวมถึงสอบถามข้อมูลสภาพอากาศ การจราจร การแข่งขันกีฬา และเชื่อมต่อกับเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ในบ้าน

 trend8

อีกกรณีที่น่าสนใจ คือ Roobo ผู้ผลิตหุ่นยนต์สัตว์เลี้ยงสัญชาติจีน ที่คลอด “ด็อมกี” (Domgy) หุ่นยนต์คล้ายสุนัข ที่มีเทคโนโลยีจดจำใบหน้าสมาชิกในครอบครัว และสามารถเล่นเพลงหรือภาพยนตร์เรื่องที่ชอบ

Related Posts

เคยล้มละลาย แต่กลับมาปั้น “Saran” แบรนด์ยีนส์ไทย ที่เข้าใจเอกลักษณ์สาวไทย สร้างยอดขาย 1 แสนตัวต่อเดือน
คุยกับ CEO “ศิวาเทล” โรงแรมกลางเพลินจิต สลัดภาพจากแบรนด์กรีนรุ่นอากง สู่โมเดล “แบ่งปันอย่างยั่งยืน”
คุณณัฐพล ชูจิตารมย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โออาร์ เฮสท์ แอนด์ เวลเนส จำกัด