Exclusive
ท่ามกลางกระแสคราฟต์ช็อกโกแลตที่กำลังเติบโตในไทย คนส่วนใหญ่เริ่มเข้าใจในงานคราฟต์มากขึ้น ว่าเป็นเหมือนงานศิลปะ ต้องใช้เวลา และมีขั้นตอนการทำที่พิถีพิถัน วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ได้พูดคุยกับหนึ่งแบรนด์น้องใหม่ที่น่าจับตามอง ก่อตั้งโดย คุณนนท์-พลิน กระโทกนอก และ คุณเฟรนด์-ปาวีณา บำรุงบุตร เจ้าของ Mira Chocolate แบรนด์ที่เกิดจากการที่เขาทั้งคู่ตัดสินใจกลับมาสานต่อสวนโกโก้ของคุณพ่อ ให้กลายเป็นคราฟต์ช็อกโกแลตที่เข้าถึงง่าย จุดเริ่มต้น ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว เป็นช่วงที่ราคายางพาราตกต่ำ ทำให้คุณพ่อของคุณนนท์ตัดสินใจเลือกปลูกโกโก้แซมในไร่ ชื่อว่า ‘โกโก้ฟาร์มลำตะคอง’ หลังจากนั้นคุณพ่อก็เริ่มต่อยอด นำโกโก้ไปลองแปรรูปในหลายๆ รูปแบบ แต่ก็ยังไม่เป็นที่ถูกใจ และมีโอกาสได้รู้จักคนมากขึ้น ได้เรียนรู้การทำช็อกโกแลต และเริ่มมีคนสนใจมาซื้อเมล็ด จากตอนแรกที่เริ่มปลูกแค่ในแปลง ปัจจุบันมีประมาณ 20,000 ต้น กระทั่งคุณนนท์ที่เรียนจบด้านดนตรี และได้ไปเรียนต่อด้านภาษาที่เมลเบิร์น จนได้ลองทำร้านอาหาร คาเฟ่ต่างๆ เขาจึงเกิดไอเดียอยากลองทำธุรกิจของตัวเองดู “เราเห็นว่าพ่อทำสวนโกโก้ เลยคิดว่
การถูกเลย์ออฟจากงาน อาจเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางใหม่ ทำให้เราได้ค้นพบสกิลที่ไม่เคยรู้ว่ามี และเติบโตไกลกว่าที่คิด เรื่องราวของ คุณแบม-วศินี อินทรีย์ทอง วัย 25 ปี จากผู้ดูแลนิทรรศการศิลปะ ที่วันหนึ่งต้องออกจากงานประจำ ก่อนพลิกวิกฤตเป็นโอกาส เปิดร้าน Babunok Tea Bar (บาบุนก ที บาร์) ร้านลับย่านบางกรวย ที่ซ่อนตัวอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ ใกล้วัดชลอ ด้วยการหยิบ “ชาใต้” จากบ้านเกิดของแม่มาเป็นจุดขาย ผสมไอเดียบาร์อิฐบล็อก ที่ลูกค้าชมว่าเท่ ผ่านคอนเทนต์ที่ทำอย่างสม่ำเสมอจนกลายเป็นไวรัล สามารถสร้างยอดขายพีกสุด 150 แก้วในหนึ่งวัน ในคอลัมน์ Young Entrepreneur เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ จะพาไปพูดคุยกับเจ้าของร้านบาบุนก ที บาร์ ถึงแนวคิดการเปิดร้านนี้ เปิดคาเฟ่หน้าบ้าน หลังถูกเลย์ออฟ คุณแบมเคยทำงานเป็น Project Manager หรือผู้ดูแลนิทรรศการศิลปะให้กับแกลลอรี่แห่งหนึ่งที่เปิดมาได้เพียง 1 ปี ก่อนชีวิตจะสะดุดลงอย่างกะทันหัน เมื่อเธอถูกเลย์ออฟในวัยเพียง 24 ปี แม้จะได้รับเงินชดเชยตามกฎหมาย ซึ่งเพียงพอต่อการใช้ชีวิตในช่วงนั้น แต่ด้วยความไม่อยากทิ้งเวลาให้ยืดยาวและสูญเปล่า เธอจึงเริ่มต้นสมัครงานใหม่ เพื่อหารายได้มาจุน
จะว่าไป คนยุคนี้เมื่อมีอายุเลย 60 ปี ซึ่งเป็นตัวเลขเกษียณการทำงานอย่างเป็นทางการ หลายๆ ท่านยังมีเรี่ยวมีแรง และมีความรู้-ความสามารถ ไม่แพ้คนหนุ่มสาวสักเท่าไหร่ ผู้อาวุโส จำนวนไม่น้อย จึงพยายามหางานอดิเรก หรือแม้แต่ “อาชีพหลังเกษียณ” ทำกันเป็นเรื่องเป็นราว เพราะไม่อยากปล่อยเวลาให้นับถอยหลัง ผ่านไปอย่างไร้ค่า “ชื่อ จันทร์เพ็ญ ทรงสวยรูป เป็นข้าราชการบำนาญ เกษียณแล้ว เลยหาช่องทางให้ตัวเองว่าในความรู้ความสามารถของเรา สามารถทำอะไรได้บ้าง” เจ้าของเรื่องราวครั้งนี้ ที่ใช้คำเรียกแทนตัวว่า “ป้าจิ๊ก” เริ่มบทสนทนาอย่างนั้น ก่อนย้อนที่มาของ “อาชีพหลังเกษียณ” ซึ่งเลือกทำมาถึงทุกวันนี้ให้ฟัง มีจุดเริ่มต้นจากปัญหาสุขภาพประจำตัว โดยมีคำแนะนำจากแพทย์ทางเลือก ให้ทานผักใบเขียวเป็นประจำจะทำให้การทำงานของตับดีขึ้น ซึ่งผักที่พอนึกออก เห็นมีแต่คะน้า แต่เธอไม่ชอบลักษณะ “เหม็นเขียว” ของมันมาก กระทั่งราว 7 ปีก่อนหน้า มีเพื่อนแนะนำให้รู้จักกับ “เคล-Kale” ผักใบเขียวที่ไม่เหม็นเขียวมากนัก เลยใช้เวลาว่างทำการศึกษา ก่อนแบ่งพื้นที่ข้างบ้านทำแปลงและลงมือปลูก เมื่อได้ผลผลิตแล้ว นำมาปั่นกับผลไม้ ดื่มเป็นประจำตั้งแต่นั้นม
“เมนูทานง่าย แต่ไม่ธรรมดา” สะท้อนความเป็น “หลุยส์วาณิชย์” ร้านอาหารชื่อดังย่านบรรทัดทองได้เป็นอย่างดี แม้จะเปิดมา 2 ปีกว่า แต่หลุยส์วาณิชย์สามารถครองใจลูกค้าได้ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ที่แวะเวียนมาชิมเมนูสตรีตฟู้ดหลากหลาย จนเรียกได้ว่า ประสบความสำเร็จ ถึงปัจจุบันหลุยส์วาณิชย์เติบโตขึ้นอีกขั้น เมื่อผู้บริหารเจนใหม่ พาร้านตึกแถวไปเปิดสาขาในพารากอน พร้อมยกระดับความพรีเมียมทั้งวัตถุดิบ การบริการ และบรรยากาศยุค 90 ที่มากไปด้วยเสน่ห์ ในคอลัมน์ Young Entrepreneur “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” ขอพาไปพูดคุยกับ แจม-ภัณฑิรา ลีฬกาญจนากุล หนึ่งในผู้บริหารวัย 29 ปี ถึงจุดเริ่มต้น และกลยุทธ์ปั้นหลุยส์วาณิชย์เติบโต จุดเริ่มต้นหลุยส์วาณิชย์ แจม เริ่มบทสนทนาอย่างเป็นกันเอง ถึงการปั้นหลุยส์วาณิชย์ เธอและหุ้นส่วนอีก 2 คน เข้าไปเปิดร้านในบรรทัดทองก่อนจะมีกระแสนิยม เพราะอาศัยอยู่ที่นั่น ทำให้เห็นว่าจะเป็นทำเลทองในอนาคต และพอได้เข้าไปเปิดจริงๆ ก็กลายเป็นร้านที่ติดตลาดและเป็นที่จดจำของลูกค้า ซึ่งหลุยส์วาณิชย์ ไม่ใช่ธุรกิจแรกของแจม ก่อนหน้านี้ เธอเปิดร้านอาหารเกาหลีออนไลน์ และขยายสู่หน้าร้านที่สยาม จากนั
จากอดีตนักแสดงวัยรุ่นยุค 90 ที่เคยรับบท “หินกลิ้ง” ในละครดัง กลิ้งไว้ก่อนพ่อสอนไว้ สู่การเป็นพิธีกรท่องเที่ยว และวันนี้มาในบทบาทใหม่ เจ้าของแบรนด์ “หมูก้อนทอด AKIRA” และนักพยากรณ์หนุ่ม แต๊งค์–พงศกร มหาเปารยะ เล่าเรื่องราวชีวิตที่เต็มไปด้วยการค้นหา การลองผิดลองถูก และการเริ่มต้นใหม่ที่ไม่ได้มองเพียง “กำไร” แต่คือ “คุณค่า” ของการได้ลงมือทำจริง แต๊งค์ เติบโตมาในครอบครัวฐานะปานกลางถึงดี บ้านอยู่สุขุมวิท 31 ในวันที่ยังเงียบสงบ วัยเด็กเต็มไปด้วยความสนุกจากการเล่นสเกตบอร์ด วิ่งเล่น เตะบอลกับเพื่อน มากกว่าการตั้งใจเรียนหนังสือ เขาใช้ชีวิตเหมือนลูกคนเดียวเกือบ 10 ปี ก่อนที่น้องชายจะเกิด ทำให้คุ้นชินกับการพึ่งพาตนเอง ต่อมา ครอบครัวมีการเปลี่ยนแปลง ทำให้ต้องย้ายโรงเรียนและไปเรียนต่อที่ประเทศนิวซีแลนด์ ซึ่งเป็นอีกโลกหนึ่งของชีวิต การอยู่ต่างแดนทำให้เขาโดดเด่นด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์จนติดอันดับท็อปของโรงเรียน จึงเลือกเรียนวิศวกรรมศาสตร์ แม้ลึกๆ แล้วจะรักศิลปะมากกว่า ไม่นานก็พบว่าวิศวะไม่ใช่ทางที่ชอบ จึงกลับไทย เลือกเรียนคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ประสานมิตร เพื่อทำตามใจต
กลิ่นหอมเค้กฟุ้งกระจาย ลอยมาแตะจมูก ตั้งแต่อยู่ที่ลานจอดรถหน้าร้าน “ทอฟฟี่เค้กชลบุรี” (Toffee Cake Chonburi) เป็นเสน่ห์ดึงดูดลูกค้าในพื้นที่และนักท่องเที่ยวต่างถิ่น ให้ต้องแวะซื้อขนมติดไม้ติดมือกลับไปเป็นของฝาก ซึ่งวันนี้ กำลังต่อยอดจากร้านดังในท้องถิ่น สู่การเสิร์ฟความอร่อยไปยังลูกค้าภูมิภาคอื่นๆ ทั่วประเทศ คุณปณต ลวสุต กรรมการผู้จัดการ บริษัท แพน ลอว์สัน จำกัด ทายาทรุ่น 2 ร้านทอฟฟี่เค้กชลบุรี จ.ชลบุรี เล่าให้ฟังว่า ร้านนี้เริ่มจากจุดเล็กๆ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 โดยคุณแม่เป็นคนชอบทำขนม และอยากหารายได้เสริมให้แก่ครอบครัว เลยทดลองทำขนมหลายชนิด วางขายที่หน้าบ้านตัวเอง เมนูหนึ่งที่คุณแม่คิดค้นนำสูตรเค้กจากหลายแห่งมาผสมผสานกัน จนกลายเป็นขนมเค้กสูตรเฉพาะตัว เนื้อเค้กนุ่มราดด้วยคาราเมลสีน้ำตาลนวลเต็มแผ่น ผสมเม็ดมะม่วงหิมพานต์ เมื่อนำออกจากเตา จะส่งกลิ่นหอมฟุ้งกระจายไปทั่ว ดึงดูดคนที่เดินผ่านไปมา ต้องแวะซื้อ และเกิดการบอกต่อ ช่วยแจ้งเกิด และเป็นอาชีพหลักที่สมาชิกทุกคนของครอบครัว มีส่วนร่วมมาช่วยกันทำมาหากิน จากยุคแรก แม้จะขายดีแต่ก็เป็นลักษณะเจ้าดังในชุมชน จนเมื่อประมาณ 10 กว่าปีที่แล้ว จุ
แม้ “คั่วไก่ ไอ้เครา” จะเปิดมานาน เข้าสู่ปีที่ 8 แต่ร้านเล็กๆ ในตึกพาณิชย์ ริมถนนวุฒากาศ 55 แห่งนี้ ยังคงสร้างรายได้และเติบโตมาจนถึงปัจจุบัน พร้อมคว้ารางวัลการันตีความอร่อย ทั้ง The Spoon ช้อนทองคำ และ เชลล์ชวนชิม แต่กว่าร้านนี้จะประสบความสำเร็จ ก็ไม่ได้ง่ายอย่างที่เห็น และการได้สัมผัสกับคำว่า “เป็นนายตัวเองครั้งแรก” ก็ไม่ได้ชิลอย่างที่คิดไว้ นี่คือเรื่องราวของ เชฟโอ๊ต-สุพรรษพงษ์ กุลชนะรมย์ ผู้ที่เรียกตัวเองอย่างภาคภูมิว่า “กูคือพ่อค้าคั่วไก่ธรรมดาคนหนึ่ง” กว่าจะเป็นเชฟใหญ่ เชฟโอ๊ต เริ่มต้นทำงานตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม งานแรกคือสจ๊วตหรือเด็กล้างจานในโรงแรมแห่งหนึ่ง ก่อนขยับไปทำงานในครัวเบเกอรี่ จากพนักงานกินเงินรายวัน ก็ได้บรรจุเป็นพนักงานประจำ ความฝันของเชฟโอ๊ตในตอนนั้น คือการเป็นเชฟใหญ่ Executive Chef เขาจึงเลือกออกจากครัวเบเกอรี่ ไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ใหม่ๆ จนมีโอกาสขยับไปทำงานในครัวร้อน ตำแหน่ง Cook Helper หรือผู้ช่วยกุ๊ก “เหมือนเด็กทุกคนที่มีความฝัน เราเห็นเชฟใหญ่ที่เป็นฝรั่งใส่ยูนิฟอร์มสีขาว มันเท่และสมาร์ทสำหรับเราตอนนั้น ตอนได้เป็นกุ๊กในโรงแรม เราใส่ชุดสีขาวกลับบ้าน หม่าม้าเ
จากงานประจำ สู่ร้าน ‘โตเกียว คาว หวาน 14 ไส้’ เรื่องราวของ คุณจูน-วรินท์วิภา นันทนพิบูล กับ คุณวิศรุต กมลรักษ์ วิศวกรที่ผันตัวมาเปิดร้านโตเกียว ในจังหวัดปราจีนบุรี ชูความหลากหลายของไส้ถึง 90 เมนู พร้อมทำคอนเทนต์ติ๊กต็อกควบคู่ จนกลายเป็นไวรัล มีลูกค้ามาต่อคิว พีกสุด 103 คิวต่อวัน จากงานประจำ สู่อาชีพค้าขาย คุณจูนกับแฟนเคยทำงานเป็นเอนจิเนียร์มาก่อน ควบคู่กับการขายของออนไลน์ ที่ทำเงินได้มากกว่า และรู้สึกเป็นตัวเองมากกว่า จึงลาออกจากงานมาเป็นแม่ค้าออนไลน์เต็มตัว แต่ทำได้ประมาณ 1 ปี ก็ ‘เจ๊ง’ ประกอบกับมีโควิด ทำให้มีเวลาฝึกทำเบเกอรี่กับเตาอบที่น้องซื้อทิ้งไว้ จนได้ทำขนมส่งคาเฟ่อเมซอน 1 สาขา ใน จ.ปราจีนบุรี และร้านเจ้าอื่นๆ ต่อมาได้เปลี่ยนมาขายโตเกียว เพราะชอบกิน เริ่มต้นด้วย 14 เมนู จนกลายเป็นชื่อร้าน ‘โตเกียว คาว หวาน 14 ไส้’ จนถึงปัจจุบันเปิดเข้าสู่ปีที่ 5 แล้ว แต่กว่าจะเดินทางมาไกลขนาดนี้ คุณจูนใช้เงินเก็บก้อนสุดท้ายมาลงทุนเปิดร้าน พร้อมรถเข็น 1 คัน มีพื้นที่เพียง 2×3 เมตร เท่านั้น แล้วช่วยกันขายหน้าร้านกับแฟน 2 คน โดยเลือกทำเลหน้าเซเว่นฯ หน้านิคมอุตสาหกรรมที่พนักงานและผู้
ไข่ปิ้งเงินล้านขึ้นห้างดัง จากแบดินขาย พลิกชีวิต ได้บ้าน ได้รถ “ความสุขเหรอ ก็ตื่นเช้ามาก็ตั้งใจมาปิ้งไข่นี่แหละ แค่นี้ก็สุขแล้ว” ลุงใจ พูดด้วยน้ำเสียงภูมิใจ ทันทีที่ได้ยินคำนี้จาก ลุงใจ-บุญใจ สาขะยัง เจ้าของร้านไข่ปิ้งเจ้าดังนครปฐม ทำให้เรารับรู้ได้ว่า “ความสุข” แค่เริ่มจากสิ่งเล็กๆ ก็กลับกลายเป็นความสุขที่ยิ่งใหญ่ให้เราได้เสมอ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ มีโอกาสได้ไปนั่งพูดคุยกับลุงใจ นั่งคุยไปพร้อมกับกินไข่ปิ้งหอมๆ ได้ทั้งความอร่อยและมุมมองแนวคิดของเขาควบคู่กันไป แรกเริ่มเดิมที ย้อนไปเมื่อ 20 ปีที่แล้ว เขาได้ทำงานเป็นพ่อค้าขายไอศกรีม แต่ขายได้ไม่นาน จำต้องเปลี่ยนทาง แต่ยังคงอาชีพค้าขายอย่างเดิมไว้ ลุงใจเลยเปลี่ยนมาขายไข่ปิ้ง เพียงหวังว่ามันจะดีกว่าเก่า “เริ่มมาขายไข่ดู มาลองขายแรกๆ ขายแรกๆ ขายได้ร้อยกว่าลูกเอง” ลุงกล่าว แต่ความไม่ย่อท้อ ทำต่อไปเรื่อยๆ จากร้อยลูก เริ่มขยับเป็นหลายร้อย จนตอนนี้ 1,500 ลูกต่อวัน “วันแรกได้ 120 ลูก ก็คือ 4 แผง แผงหนึ่งมันมี 30 ลูก พอ 1 เดือนผ่านมาก็ได้ 7 แผง จาก 4 แผง เป็น 7 แผง พอได้ 5 เดือนมา ทีนี้ก็ได้ 13 แผง แล้วก็เริ่มดีขึ้นๆ อยู่ที่ 1,500 ลูก” ลุงใจ เล่า
ถอดบทสรุปจาก Session “Think Different Branding Strategy กลยุทธ์คิดต่าง” ในงาน CTC 2025 หลายคนคงเคยเห็นแคมเปญของ Swensen’s ที่เรียกได้ว่า เล่นใหญ่ เกาะทุกเทรนด์ฮิต ไม่ว่าจะเป็นเทศกาลต่างๆ อย่าง ตรุษจีน หรือเทศกาลสงกรานต์ ที่มีการทำแคมเปญสุดจึ้ง สร้างไวรัลไปทั่วโลกโซเชียล หรือวัน Earth Day ที่ถูกพูดถึงในทุกๆ ปี เพราะทางสเวนเซ่นส์มีการจัดแคมเปญให้ลูกค้าร่วมสนุกโดยการนำภาชนะอะไรก็ได้มาใส่ไอศกรีม ใครที่ครีเอตที่สุดจะได้รับรางวัลไป วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ จึงจะมาสรุปความน่าสนใจของ Session “Think Different Branding Strategy กลยุทธ์คิดต่าง” โดย คุณตุลย์-ชนินทร์ นาคะรัตนากร Head of Marketing – Swensen’s ที่งาน #CTC2025 ‘ความกล้า’ มาพร้อมกับ ‘ความเสี่ยง’ ในมุมของการทำแบรนด์ Corporate อาจจะพูดถึงว่าการจำกัดความเสี่ยงให้อยู่ในพื้นที่ที่เราสามารถจัดการมันได้ อย่างแรกก็คงเป็นเรื่องของการที่เรามีทีมการตลาดที่แข็งแรง สามารถที่จะเปิดโอกาสให้คนกล้าคิดต่างได้ อย่างของสเวนเซ่นส์มันก็จะมีการโหวตเกิดขึ้น สมมติว่าเราจะออก Product อย่างเช่น ‘เค้ก’ แล้วมีตัวเลือกเป็นสิบอย่าง แต่เราอาจจะต้องยกมือเลือก
