Exclusive
“เราอยากทำให้แบรนด์นี้เป็นแบรนด์ที่นำอาหารแบรนด์ของคนไทยไปเปิดต่างประเทศได้ มีความตั้งใจสูงมาก อยากเป็นส่วนเล็กๆ เป็นตัวแทนในการนำเสนอรสชาติของอาหาร” ปลา-อัจฉรา บุรารักษ์ หรือ ปลา iberry กล่าวหลังจากพาแบรนด์ “ทองสมิทธ์” ไปเปิดสาขาที่ฮ่องกงมาหมาดๆ ซึ่งได้รับกระแสตอบรับเป็นอย่างดี “เหมือนได้กลับไปเริ่มต้นเป็นสตาร์ทอัพใหม่อีกครั้ง เพราะว่ามีร้านหนึ่งสาขาและไม่มีกองทัพในการช่วยสนับสนุน ทุกคนต้องทำเองทุกอย่าง รวมทั้งพนักงานที่ต้องรับจำนวนจำกัดเพราะค่าจ้างแพง จะจ้างใครก็ต้องคิดให้ดีๆ เลยเลือกทีมงานตัวเต็งจากเมืองไทยไปเทรนด์ ซึ่งต้องใช้เวลาเหมือนกัน” โดยเธอเลือกแบรนด์ทองสมิทธ์ไปเปิดสาขาแรกในต่างประเทศ เพราะมองว่าแต่ละแบรนด์เหมาะกับแต่ละตลาด และทองสมิทธ์เป็นแบรนด์ที่คนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เข้าถึงได้ง่าย “รสชาติของทองสมิทธ์มีครบรส ทั้งเปรี้ยว เผ็ด เค็ม หวาน มีความหอมของสมุนไพรซึ่งถูกจริตคนเอเชียมากๆ เลยเป็นแบรนด์ที่ได้รับความนิยมมากในกลุ่มชาวต่างชาติ เห็นได้จากลูกค้าที่อุดหนุนเราในเมืองไทยตั้งแต่สาขาแรก เป็นคนฮ่องกงจำนวนมาก” ส่วนในปี 2569 นี้ ปลาเผยว่ามีแผนเปิดแบรนด์ใหม่อีก 2-3 แบรนด์ ซึ
“ตับไก่ตอนจะมีลักษณะพิเศษอย่างหนึ่ง คือจะมีสีเหลือง แต่ถ้าคนไม่ได้ไล่เลือด แล้วต้มเลย จะเป็นสีเหลืองอมน้ำตาล ส่วนร้านพี่จะมาใช้วิธีการไล่เลือดออก แล้วต้มในอุณหภูมิที่ให้ตับสุกไปช้าๆ พอไล่เลือดหมด ตับจะไม่แข็ง และตับจะเป็นสีทองเหลืองอร่าม” เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินไวรัล “ตับทอง” กันมาบ้าง และคงตั้งข้อสงสัยตามๆ กันว่า ตับไก่สีทอง คืออะไร และเป็นเช่นนั้นได้อย่างไร บ้างก็ว่า ไก่ป่วยหรือเปล่า เป็นตับที่ไม่ดีหรือเปล่า คุณหมึก-ฐิตาภัสร์ วีระปฐมศักดิ์ อายุ 46 ปี เจ้าของร้าน หมึกมันไก่ ได้ให้สัมภาษณ์กับเส้นทางเศรษฐีออนไลน์ถึงประเด็นดังกล่าว และพูดในอีกหลายประเด็น ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของมุมมองของธุรกิจอาหาร หรือแม้กระทั่งกรรมวิธีการทำให้ตับไก่เป็นสีทอง เธอเล่าว่า ก่อนหน้านั้นเคยเปิดโรงรับจำนำ แต่ต้องเลิกกิจการไป ชีวิตพลิกผันมาเปิดร้านอาหาร “กะเพราล้มยักษ์ ก๋วยเตี๋ยวต้มยำ” อยู่ที่เพชรบุรี ซอย 5 เปิดได้ประมาณ 5-6 ปี ก็มาเจอกับโรคระบาดอย่าง โควิด-19 แต่ก็ยังคงสู้ชีวิตต่อไป เพราะทั้งร้านไม่ได้มีเพียงเธอคนเดียว ยังมีลูกน้องอีกหลายชีวิตที่ต้องดูแล ก็สู้อยู่กับโควิด-19 ประมาณ 3 ป
ปิดฉากความสำเร็จ สำหรับกิจกรรม “T-Brand to China 2.0” เวิร์กช็อปที่จะพาผู้ประกอบการไทยไปบุกตลาดจีน จัดโดยกองบรรณาธิการเส้นทางเศรษฐี สื่อเพื่อ SMEs ผสานพลังเครือข่ายในเครือข่าวสด ประชาชาติธุรกิจ มติชน และมติชนอคาเดมี โดยได้รับการสนับสนุนจาก ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank, ซีพี ออลล์ ผู้บริหารร้านเซเว่น อีเลฟเว่น และ เซเว่น เดลิเวอรี่, นารา กรุ๊ป และบริษัท คาร์มาร์ท จำกัด (มหาชน) บรรยากาศวันแรก (28 มี.ค.) เป็นไปอย่างคึกคัก ผู้ประกอบการและแบรนด์ต่างๆ แห่เข้าร่วมจนที่นั่งเต็มตั้งแต่เปิดลงทะเบียน ก่อนเริ่มคลาสแรกด้วยเนื้อหาสุดเข้มข้น “China Geopolitics 2026 ไทยอยู่ตรงไหนในสมรภูมิโลก? และโอกาสของสินค้าไทย” โดย ผศ.ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาฯ ที่มาอัปเดตสถานการณ์โลกทั้งฝั่งจีน สหรัฐอเมริกา และผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง รวมทั้งวิเคราะห์หมากกระดานโลกต่อท่าทีของจีนท่ามกลางความขัดแย้งทางอาวุธในตะวันออกกลาง สงครามการค้าและเทคโนโลยีกับสหรัฐฯ ที่ทวีความรุนแรงขึ้นใ
หากย้อนกลับไปประมาณ 8 ปีก่อนซึ่งเป็นช่วงที่ “หมาล่า” ยังไม่ได้เป็นสิ่งที่คุ้นหูสำหรับคนไทย แต่มีร้านเล็กๆ ร้านหนึ่งที่ค่อยๆ เติบโตท่ามกลางความไม่เข้าใจนั้น จนปัจจุบันกลายเป็นร้านที่ลูกค้ายอมต่อคิวยาวแทบจะทุกสาขาที่ไปเปิด วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ มีโอกาสได้พูดคุยกับ คุณยุ้ย เจ้าของร้าน Hotpot Man ถึงเบื้องหลังการปั้นแบรนด์หมาล่าให้มียอดขายเติบโต 300% แต่เดิม “คุณยุ้ย” เคยเป็นพนักงานประจำมาก่อน และแทบจะไม่มีประสบการณ์ด้านการทำอาหารมาก่อนเลย จนได้มาเจอกับ “คุณเจ” ที่เป็นชาวจีน และมีสูตรหมาล่าเฉพาะตัวที่เป็นเอกลักษณ์ จึงเกิดเป็น Hotpot Man (ฮอตพอต แมน) ร้านชาบูหมาล่าที่อยู่มานานกว่า 8 ปี เธอเล่าว่า ช่วงแรกที่เปิดร้านใหม่ๆ คนไทยหลายคนแทบจะไม่รู้จักหมาล่าเลย บวกกับตอนนั้นในไทยมีเพียงร้านหมาล่าเสียบไม้ และมีร้านชาบูหมาล่าเพียงไม่กี่แห่ง ทำให้ช่วงนั้นเป็นความท้าทายในการทำธุรกิจอย่างมาก และลูกค้าคนไทยส่วนใหญ่ก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมต้องจ่ายค่าน้ำซุป “ในช่วงแรกลูกค้าส่วนใหญ่ไม่ใช่คนไทย บวกกับการที่เราทำการตลาดไม่ค่อยเป็น ทำให้ร้านยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก” หลังจากนั้นไม่นานแบรนด์ก็เริ่มเป็นที่รู้จ
บุญรอดบริวเวอรี่ ยักษ์เครื่องดื่มสัญชาติไทยอายุกว่าศตวรรษ เป็นหนึ่งธุรกิจที่ไม่เพียงก้าวขึ้นเป็นเบอร์ 1 แต่ยังสามารถรักษาตำแหน่งผู้นำเอาไว้ได้อย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความท้าทาย ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบจากสงคราม ความเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภค ฯลฯ ในงานสัมมนา PrachachatExclusive Forum 2026 : The LongGame เกมธุรกิจฆ่าไม่ตาย จัดโดยประชาชาติธุรกิจ นั้น เต้-ภูริต ภิรมย์ภักดี กรรมการผู้จัดการใหญ่ และทายาทรุ่น 4 ของบุญรอดบริวเวอรี่ ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องดื่มแบรนด์สิงห์ หนึ่งในยักษ์เครื่องดื่มของไทย เผยถึงแนวคิดการบริหารที่พาบุญรอดและธุรกิจในเครือ ไม่เพียงฝ่าความท้าทาย ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และที่จะมาถึงในอนาคต แต่รวมถึงการทำให้แบรนด์อายุ 93 ปีนี้ ยังคงมีความเป็นวัยรุ่น สามารถเข้าถึงและเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผู้บริโภครุ่นใหม่ได้อย่างเป็นธรรมชาติ เชื่อมีแสงสว่างปลายอุโมงค์ ในอนาคตอันใกล้นี้ หรือช่วงปี 2573 โลกยังเต็มไปด้วยความท้าทายหลายด้าน ทั้งจากการเข้าสู่ยุคของ AI, หุ่นยนต์ และการตกงานครั้งใหญ่ แม้แต่ในธุรกิจเครื่อมดื่มแอลกอฮอล์เองยังต้องเผชิญกับแนวโน้มที่ผู้บริโภครุ่นใหม่ แต่ละเจเนอเรชั่นดื่
อากาศเย็นเพราะยังคงเช้าอยู่ ขณะที่ด้านหลังครัวระอุร้อนระรัวหม้อไหเพื่อเตรียมของไว้รอขาย บรรยากาศการทำงานก็เคล้าไปด้วยเสียงเพลงหมอลำจังหวะม่วนๆ ลั่นดังออกมาจากลำโพงบลูทูธ ทั้งคนที่กำลังย่างไก่บ้าง แล่แซลมอนบ้าง เอาปีกไก่ชุบแป้งไว้รอทอดบ้าง หรือแม้กระทั่งนั่งสับมะละกอ ส่งยิ้มเฮฮาตามประสาคนบ้านเดียวกัน ก่อนที่ใครคนหนึ่งนั้นจะปรากฏตัวขึ้นกับทรงผมแปลกตาทาปากสีบานเย็น แวะทักทายลูกน้องในร้าน ยิ้มแย้มต้อนรับลูกค้าตามแบบฉบับของเธอ เจ๊ต๊อกแต๊ก-พรปวีณ์ กิจทรัพย์บารมี เจ้าของร้านตำแรดแซ่บนัว ที่ใครต่างก็รู้จักเธอเมื่อหลายปีก่อนกับวลีติดปากด้านการขาย “แรดๆ ค่ะ แรดๆ ค่ะ” พร้อมท่าโรยเม็ดกระถิน ซึ่งเป็นไวรัลไปชั่วข้ามคืน มีผู้ชมในเฟซบุ๊กมากกว่า 3 ล้านวิว สิ่งที่น่าสนใจของเธอนั้นไม่ใช่แค่เรื่องของวิธีการขาย แต่กลับเป็นหลักคิดและชีวิตแรกเริ่มก่อนเข้าสู่คำว่าแม่ค้าเต็มตัวในอีก 2 ปีนับจากนี้ แม่ค้าวัย 8 ขวบ เรื่องบางเรื่องเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าชีวิตปัจจุบันของเรา ในอดีตเมื่อนานมาแล้วอาจบอกเป็นนัยๆ ไว้แล้วว่าชีวิตจะเป็นแบบไหน เช่นเดียวกับเจ๊ต๊อกแต๊ก เธอเล่าว่า ชีวิตของเธอนั้นผูกไว้กับคำว่าแม่ค้ามาต
เมื่อพูดถึงอาหารอีสาน หลายคนอาจจะนึกถึงเมนูง่ายๆ รสชาติจัดจ้าน ที่ใครๆ ก็เข้าถึงได้ แต่สำหรับร้าน ‘เผ็ดเผ็ด’ การนำเสนออาหารอีสานกลายเป็นเรื่องราวที่ลึกซึ้งและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งวัตถุดิบที่คัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน สูตรอาหารที่ผ่านการทดลองและพัฒนาโดย คุณต้อม-ณัฐพงศ์ แซ่หู และ คุณโอม-ณัฐกร จิวะรังสินี เจ้าของร้าน ‘Phed Phed – ร้านเผ็ดเผ็ด’ ซึ่งทั้งคู่ดำเนินธุรกิจด้วยแนวคิดที่เต็มไปด้วยแพชชัน ปัจจุบันขยายสาขาไปกว่า 8 แห่ง ซึ่งแต่ละสาขาจะมีคอนเซ็ปต์และเมนูที่แตกต่างกันตามความต้องการของลูกค้าในแต่ละพื้นที่ หากใครอยากทานต้อง Walk-In เข้ามาเท่านั้น ซึ่งพีกสุดเคยมีลูกค้ามาต่อคิวมากถึง 120 คิว โดยจากผลประกอบการ บริษัท รสเผ็ดดี จำกัด เมื่อปี 2567 สามารถทำรายได้ 192 ล้านบาท กำไรสุทธิ 3.8 ล้านบาท จุดเริ่มต้นของเผ็ดเผ็ด คุณต้อม เล่าว่า ก่อนที่จะมาทำร้านอาหาร เขาเคยทำร้านกระเป๋ามาก่อน ซึ่งก็มีการทำกระเป๋าบวกกับการลงรูปอาหารไปด้วย แล้วเหมือนกับว่าลูกค้ามีความสนใจในเรื่องอาหาร ทำให้เขาจุดประกายลองเปิดเป็นร้านอาหารเล็กๆ ที่ชื่อว่า “เผ็ดเผ็ด” “ผมเป็นคนนครพนมโดยกำเนิด แล้วมีความชื่นชอ
ในวันที่กระแสโลกเปลี่ยนทิศทาง คำว่า “Future Food” หรืออาหารแห่งอนาคต ไม่ได้เป็นเพียงแค่เทรนด์ของคนรักสุขภาพอีกต่อไป แต่นี่คือ “เข็มทิศ” ใหม่ที่จะนำพาภาคเกษตรกรรมและ SMEs ไทยให้ก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ จะพาทุกท่านไปทำความเข้าใจกับ Future Food ผ่านมุมมองแบบเจาะลึกของ คุณสันติ อาภากาศ CEO & Co-Founder TASTEBUD LAB และ BIO BUDDY เจ้าของเพจ TasteBud ผู้ที่นิยามว่านี่คือ “โอกาสรอด” ที่คนไทยต้องรีบคว้า ไม่ใช่แค่เทรนด์ แต่คือ “บริบทใหม่” ที่ต้องอยู่ให้รอด คุณสันติ ฉายภาพให้เห็นว่า Future Food ไม่ใช่แค่เทรนด์อย่างแน่นอน ในประเทศไทยมีการพูดถึงกันมากขึ้น และกำลังจะมีงาน Future Food Leader Summit งานที่ประชุมผู้นำเฉพาะวงการ Future Food ที่กำลังเดินทางเข้าสู่ปีที่ 6 ซึ่งไม่ใช่กระแสที่มาแล้วหายไปเหมือนแฟชั่น แต่มันคือการปรับตัวเข้าสู่ Longevity Economy หรือเศรษฐกิจอายุยืน เมื่อพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป ความต้องการอาหารที่ตอบโจทย์ทั้งความสะดวกและสุขภาพ ตั้งแต่กลุ่ม Gen Z ที่ใช้ชีวิตเร่งรีบ ไปจนถึงกลุ่มผู้สูงวัยที่ต้องการโภชนาการเฉพาะทาง นี่จึงไม่ใช่แค่การขายอาห
ในยุคที่สภาพเศรษฐกิจมีความผันผวน เผชิญกับวิกฤตมากมาย ทั้งสงครามที่ส่งผลให้ต้นทุนวัตถุดิบมีราคาสูงขึ้น รวมถึงการแข่งขันอย่างดุเดือด เชฟเจมส์-พชร เถกิงเกียรติ ผู้ก่อตั้ง James Boulangerie แบรนด์เบเกอรี่ระดับพรีเมียม ผู้จุดกระแส ‘ครัวซองต์และทาร์ตไข่’ ที่มียอดขายพีกสุดอยู่ที่ 3,000 ชิ้นต่อวัน เลือกที่จะทุ่มงบ 100 ล้านบาท พลิกโฉมสาขาในย่านพรานนกให้กลายเป็น Best Family Restaurant Destination รองรับลูกค้าทุกเจเนอเรชัน James Boulangerie โตสวนกระแสในยุคโควิด เชฟเจมส์เล่าว่า ช่วงแรกที่เปิดร้านมาได้ประมาณ 2 เดือน ต้องเผชิญกับวิกฤตโควิด แต่ ณ ตอนนั้นถือเป็นความโชคดีของร้านที่สามารถปรับตัวได้เร็ว มีการทำไดร์ฟทรู จนทำให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย และสามารถครองใจผู้บริโภคมากว่า 6 ปี “การทำร้านในปัจจุบันยากกว่าเดิมเยอะมาก อย่างแรกคือกระแสมาเร็วไปเร็ว ทำให้ต้องพัฒนาอยู่ตลอดเวลา วันหนึ่งต้องคิดหลายโปรดักต์ แต่ผมจะไม่ค่อยตามกระแสมาก และพยายามจะรักษา DNA ของ James Boulangerie ไว้” ซึ่งความแตกต่างของ James Boulangerie คือการใช้วัตถุดิบนำเข้าจากฝรั่งเศส ทั้ง วานิลลา แป้ง เนย รวมถึงความใส่ใจในทุกขั้นตอน หรื
“ลาบเสียบ” ร้านอาหารอีสานแห่งความทรงจำของ “ฝ้าย-อาทิตย์ มูลสาร” ศิลปิน นักวิชาการ และพ่อค้าผู้หยิบเอาวัฒนธรรมอาหารอีสานมาเล่าใหม่ให้น่าสนใจกว่าเดิม ผ่านการ “เสียบไม้” สไตล์อิซากายะญี่ปุ่น โดยยังให้เกียรติความเป็นอีสานผ่านการใช้วัตถุดิบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ขิง ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด การใช้เนื้อสดใหม่ ข้าวคั่ว หรือพริกป่นที่คั่วเอง มาชูรสชาติได้อย่างลงตัว ในอีกมุมหนึ่งลาบเสียบไม่ได้เป็นเพียงแค่ร้านอาหาร แต่คือพื้นที่แห่งการปลดปล่อยความทุกข์และสร้างความสุข ผ่านอาหาร วัฒนธรรม และเสียงดนตรี ที่หลอมรวมอยู่ในที่เดียวกัน “คำว่า “อีสาน” ในเชิงผัสสะหรือการรับรู้ มันคือความง่ายๆ ผ่อนคลาย ถอดเนคไท ถอดเสื้อโค้ตออก แล้วนั่งกินฟังดนตรีหมอลำที่เราเปิดไปแล้วเฮฮากัน KPI ของลาบเสียบไม่ได้ว่าลูกค้ากินหมดกินเหลือ แต่ลูกค้ายิ้มและหัวเราะดังเท่าไหร่อันนั้นคือความสำเร็จของลาบเสียบ” คำบอกเล่าจากฝ้าย จุดเริ่มต้นของ “ลาบเสียบ” ฝ้ายผู้บ่าวยโสธรผู้เป็นทั้งศิลปิน นักวิชาการ และในอีกบทบาทคือ “พ่อค้า” เขาสร้างธุรกิจของตัวเองด้วยการเปิดร้านหนังสือและคราฟ์เบียร์ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของ “ลาบเสียบ” จากแนวคิดเรียบง่ายของเ
