Exclusive
มินิมาร์ทเก่าที่เห็นมาตั้งแต่เด็ก วันนี้ถูกเนรมิตพื้นที่เป็น “ไทรสุก” ร้านขายไอศกรีมและกิจกรรมธรรมชาติบนเขาใหญ่ เมืองท่องเที่ยวที่ไม่เคยหลับใหล ร้านนี้เกิดจากการแชร์ความฝันร่วมกันของ คุณเต้ย-ปฤษฎิ์ เก่งสูงเนิน และ คุณแนน-วราภรณ์ มงคลแพทย์ ที่อยากทำร้านไอศกรีม และทำให้คนรู้จักธรรมชาติมากขึ้น ทั้งคู่จึงช่วยกันร่างโปรเจ็กต์นี้ขึ้นมา ทั้งที่ยังไม่มีเงินทุน “เริ่มต้นก็ได้ชื่อไทรสุกเลย ไทรสุกเป็นเหมือนศูนย์กลางของอาหาร แนนชอบถามผมว่า วันนี้ไปไหน อ๋อ ผมไปเฝ้าไทรสุก คือมันมีลูกไทรที่กำลังสุกแล้วมีสัตว์ป่าเข้าไปกิน เวลาผมไปถ่ายภาพนกเงือก ถ่ายภาพสัตว์ป่า ก็จะบอกว่าไปเฝ้าไทรสุก มันเป็นคำพูดติดปากแต่ไม่รู้ตัว พอแนนพูดชื่อนี้ ผมขนลุกเลย มันมีความหมายมาก ชื่อนี้ดี เอา แล้วโมเดลมันจะเป็นยังไง แต่ละที่ที่เราไปดู เราดูบริบทพื้นที่ ถ้าถามผม ผมจะทำสเกลเล็ก แต่แนนบอกว่า ทำเล็กทำใหญ่เหนื่อยเท่ากัน เพราะแนนทำบ้านหมากม่วงมาก่อน สู้ทำใหญ่ไปเลยดีกว่า การได้พื้นที่มาก็ปาฏิหาริย์มาก มีรุ่นพี่คนหนึ่งแนะนำมา เขาหุ้นกับลูกเจ้าของที่เปิดร้านกาแฟอยู่ ซึ่งเขามีที่ 40-50 ไร่ แล้วเปิดให้เช่าข้างหน้า ซึ่งเป็นมินิมา
หยกสด แบรนด์ขนมไทยร่วมสมัย ที่มีเอกลักษณ์คือ “ใบเตย” นำวัตถุดิบไทยมายกระดับด้วยความพิถีพิถัน ล่าสุด ได้มีการร่วมมือกับ Santan แบรนด์อาหารและเครื่องดื่มบนสายการบิน AirAsia เปิดประสบการณ์ใหม่ด้วยนำการเมนู “อินทนิล (Yoksod Ball)” ขึ้นเสิร์ฟบนเที่ยวบิน เพื่อให้ผู้โดยสารได้สัมผัสรสชาติไทยในมุมมองใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน โดยเมนูนี้จะเป็นขนมใบเตยก้อนกลม เคี่ยวด้วยน้ำใบเตยสด เทกซ์เจอร์มีความเหนียวหนึบ อยู่ในน้ำเชื่อมที่อบควันเทียน ทานคู่กับน้ำกะทิสูตรเฉพาะของทางร้าน ซึ่งโอกาสในการนำขนมไทยเสิร์ฟบนเครื่องบิน หยกสดมองว่า ทางแบรนด์มีสาขาอยู่ที่ดอนเมือง ซึ่งมีลูกค้าซื้อฝากหิ้วเป็นจำนวนมาก ทำให้มองว่าถ้าสามารถนำไปเสิร์ฟบนเครื่องได้ก็จะเป็นการเพิ่มลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ มากขึ้น ความร่วมมือในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดในการถ่ายทอดวัฒนธรรมอาหารไทยในรูปแบบร่วมสมัย เพราะโดยปกติเอกลักษณ์ขนมไทยของหยกสด จะเลือกใช้ใบเตยที่มีกลิ่นหอมละมุน สีสันสดใส และรสชาติที่เข้าถึงง่าย ภายใต้คอนเซ็ปต์ “อินทนิลบนปุยเมฆ…สัมผัสความละมุนแบบไทย ในวันที่คุณอยู่ใกล้ท้องฟ้าที่สุด” เมนูจากหยกสดบนเที่ยวบิน Santan จึงเปรียบเสมื
บทความโดย : ดร.ยศพิชา คชาชีวะ กูรูวงการอาหาร ร้านอาหาร ไม่ทำเรื่องการตลาดโฆษณาประชาสัมพันธ์เลยก็ไม่ได้ แต่ถ้าทำผิดทิศผิดทางก็อาจจะพาลงเหวได้ง่ายๆ เหมือนกันครับ การตลาดที่เขาทำกันแล้วพลาดมีอะไร เรื่องแรกเลยคือ ทุ่มงบการตลาดมากเกินไป ผลที่ได้ไม่คุ้มเสีย ร้านอาหารเปิดใหม่ร้านหนึ่งเห็นความสำคัญเรื่องการตลาดมาก ลงทุนจ้างบริษัทมืออาชีพมาทำการตลาดให้ งบประมาณทำทั้งปีหลักหลายแสน เหมารวมหมดทั้งเรื่องการวางทิศทางการตลาด จ้างอินฟลูเอนเซอร์ การทำโซเชียล ระบบสมาชิก แคมเปญโปรโมชัน สื่อโฆษณาต่างๆ ออกรายการทีวี ร้านต้องจ่ายเขาเป็นงวดๆ ผลเป็นไงหรือครับ ร้านนี้เปิดได้ 6 เดือนก็ม้วนเสื่อกลับ เพราะคิดเบ็ดเสร็จแล้วว่าขืนทนอยู่ต่อไป มีแต่เจ็บกับเจ็บ มีทั้งค่าเช่าสถานที่แพงโคตร ค่าจ้างพนักงาน ค่าวัตถุดิบ น้ำ ไฟ จิปาถะ มาเจอค่าการตลาดเข้าไปอีก รายได้เข้ามาไม่คุ้มเสีย จึงจำเป็นต้องเลิกทำเสียก่อนจะหมดไปมากกว่านี้ การทุ่มงบการตลาดมากๆ จึงไม่ใช่คำตอบสุดท้ายสำหรับการทำร้านอาหาร อย่างที่เรารู้ๆ กันครับ ร้านอาหารที่จะประสบความสำเร็จได้ขึ้นอยู่กับหลายองค์ประกอบ โฆษณาถึงคนมากิน แต่กินแล้วผิดหวัง อาหารไม่อร่อย ราคาแพง
จากสูตรในครอบครัว สู่หมูทอดปลาร้าเงินล้าน! เจาะลึกเบื้องหลัง “เชฟเป้” ติดลมหมูปลาร้า ทำอย่างไรถึงสำเร็จ จากสูตรหมูทอดในครอบครัวธรรมดาๆ ต่อยอดกลายมาเป็นหมูทอดพร้อมปลาร้าและแจ่วสูตรเด็ด ที่คว้าเงินล้านได้รายเดือน ความสำเร็จของ “ติดลมหมูปลาร้า” ไม่ได้ขึ้นกับสูตรหรือความอร่อยเพียงเท่านั้น แต่ “เชฟเป้-ธีรนัย จินดานุภาจิตต์” เชฟหนุ่มวัย 31 ปี เขาคือผู้ไขความลับ ว่าทำอย่างไรถึงจะประสบความสำเร็จในการเป็นผู้ประกอบการร้านอาหารได้อย่างแท้จริง นาทีนี้คงไม่มีใครไม่รู้จักเชฟเป้ หรืออีกหนึ่งนามในโลกออนไลน์ของเขาคือ “เชฟเป้กุ๊กขี้เมา” เจ้าของร้านอาหารหลายแบรนด์หลากสไตล์ อีกทั้งยังเป็นยูทูบเบอร์ที่มีทั้งความตลกและมุมมองในการทำธุรกิจร้านอาหารมาแบ่งปันให้กับแฟนคลับได้ดูเป็นวิทยาทานอยู่เสมอ เชฟเป้ในวัย 23 ปี อาจไม่ใช่คนที่เริ่มทุกอย่างจากศูนย์ เขาก้าวเข้าสู่โลกธุรกิจร้านอาหารด้วยร้านข้าวต้มที่มีเงินทุนก้อนสุดท้ายจากพ่อ ปรากฏว่าร้านข้าวต้มนี้ จุดประกายให้เขาได้เฉิดฉายเป็นเจ้าของธุรกิจหน้าใหม่ในวงการ “ผมเปิดร้านข้าวต้ม 13 โต๊ะ เมื่อ 7 ปีที่แล้ว ตั้งแต่อายุ 23 ปี ผมไม่เคยขอเงินพ่ออีกเลย เราตั้งใจทำ เหนื่อยมา
วัยเกษียณ ไม่ใช่อุปสรรคของการเริ่มต้นใหม่ แต่เป็นโอกาสให้เราได้ค้นพบทั้ง “ความสุข” และ “เป้าหมายชีวิต” จากอาชีพใหม่ที่ทำด้วยความตั้งใจ เช่นเรื่องราวของ คุณดามพ์ ภูมิจิตร และ คุณพิม-ศิริเพ็ญ ปรุงวนิชศิริ คู่รักวัยเกษียณ ที่เปลี่ยนบ้านเป็นคาเฟ่เล็กๆ “Dough A Lot” เสิร์ฟเบเกิลและเพรทเซลโฮมเมด พร้อมเครื่องดื่มรสชาติเข้มข้น จนกลายเป็นร้านโปรดของลูกค้าทุกช่วงวัย ในคอลัมน์ New Chapter เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ จะพาไปพูดคุยกับคุณดามพ์และคุณพิม ถึงเรื่องราวของการเริ่มต้นอาชีพใหม่หลังวัยเกษียณ ที่พิสูจน์ว่า ชีวิตบทใหม่สามารถเริ่มต้นได้เสมอ ยุคเปลี่ยนผ่านของคนวงการโทรทัศน์ คุณดามพ์กับคุณพิม ทำงานในสถานีโทรทัศน์ที่เดียวกัน ผ่านทั้งยุครุ่งเรืองของวงการโทรทัศน์และยุคที่แข่งขันกันอย่างดุเดือด “สมัยก่อนถ้าเกิดทัน เมื่อไหร่ที่ฉายละครตอนจบ ถนนจะว่าง เพราะคนกลับบ้านมาดูโทรทัศน์ พอเป็นดิจิตอลทีวี มีคนกินเพิ่มประมาณ 21 คน พอมีแพลตฟอร์มเข้ามา คนกินมีเป็นร้อย แต่เค้กก้อนเท่าเดิม มันก็เลยทำให้ทุกอย่างค่อนข้างลำบากสำหรับวงการทีวี สำหรับสื่อสารมวลชน ก็คิดว่าเราคงจะคิดไม่ทันพวกเด็กๆ สมัยนี้แล้ว ขอเป็นคนดูดีกว่า เป็นค
รับทรัพย์กว่า 6 หมื่นบาทใน 4 ชม. สาวลาออกจากงานประจำ เปิด “First Place Coffee” รถขายกาแฟ สำเร็จได้ด้วย 3 กลยุทธ์นี้ หลายคนคิดว่าการทำงานประจำเป็นอะไรที่มั่นคง และรับรายได้อยู่ตลอด ซึ่งก็เป็นความคิดที่ไม่ผิด แต่กับบางคนไม่ใช่อย่างนั้น เขาคิดว่าควรทำอะไรที่เป็นของตัวเอง และได้เงินที่มากกว่างานประจำ อย่างเรื่องราวของเธอคนนี้ Devon McConville ที่ลาออกจากงานประจำซึ่งมีรายได้ถือว่าดีมากๆ แต่ตัดสินใจเลือกทางเดินของตัวเอง Devon McConville ไม่เคยคิดที่จะเป็นเจ้าของกิจการขนาดเล็ก หรือแม้แต่บาริสต้าเลย เพราะอาชีพของเธอนั้นทำเกี่ยวกับสายการเงิน แต่แล้วเธอก็ค้นพบว่าชีวิตของเธอนั้นขาดซึ่งการเชื่อมโยงกับผู้คน ซึ่งสิ่งนี้เธอได้พบเจอระหว่างช่วงพักเบรกเพื่อไปดื่มกาแฟ เมื่อปี 2015 เธอตัดสินใจครั้งสำคัญ นั่นคือการลาออกจากงานประจำที่มีเงินเดือนดี และหันเหตัวเองไปสู่ทุกสิ่งเกี่ยวกับกาแฟ Devon McConville เริ่มต้นอาชีพ บาริสต้า ที่ร้านกาแฟท้องถิ่นแห่งหนึ่งโดยทำงานเป็นกะ แล้วกลับบ้านไปอ่านหนังสือและดูวิดีโอเกี่ยวกับการทำกาแฟ เธอพูดว่า “ฉันคลั่งไคล้ทุกสิ่งเกี่ยวกับกาแฟไปหมด” เธอรู้สึกว่าการทำงานที
เพราะไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร ไม่รู้ว่าจะใช้ชีวิตไปในทิศทางไหน หรือทำอาชีพอะไรหลังเรียนจบ อีกทั้งต้องเป็นที่พึ่งหลักให้ตัวเองกับน้องชายหลังสูญเสียแม่ ทำให้ คุณตาม-กาญจนา นามพุทธา เหมือนคนหลงทางในชีวิต แต่เธอ “อยากมีเงินเข้ากระเป๋าทุกวัน” จึงเริ่มทำธุรกิจเล็กๆ หลากหลาย ก่อนประสบความสำเร็จที่การขายน้ำผักผลไม้สกัดเย็น แบรนด์ “อยู่บ้าน” อยากมีเงินเข้ากระเป๋าทุกวัน คุณตาม วัย 29 ปี เล่าให้ฟังว่า เธอเป็นเด็กบ้านๆ คนหนึ่ง ได้เข้าเรียนคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม โดยสามารถคว้าเกียรตินิยมมาได้สำเร็จ แต่ชีวิตต้องพบเรื่องเศร้า เมื่อสูญเสียแม่ และกลายมาเป็นที่พึ่งหลักให้ตัวเองกับน้องชาย หลังเรียนจบ เธอลงมาอยู่กรุงเทพฯ กับพี่ พร้อมเริ่มต้นขายของออนไลน์ ทั้งเสื้อผ้า เครื่องสำอาง สุดท้ายเจอโควิด ในช่วงนั้นเชื้อไวรัสค่อนข้างรุนแรง แฟนของเธอติดโควิดลงปอด ต้องใส่สายออกซิเจน ทุกอย่างตึงเครียด แต่ก็เป็นช่วงที่ทำให้หันมาใส่ใจสุขภาพ เพราะข่าวมากมายพากันนำเสนอวิธีการดูแลสุขภาพ ทำให้เธอรู้จักน้ำผักผลไม้สกัดเย็น ก่อนลงมือทำให้แฟน ให้เพื่อน ให้ญาติ และคนรู้จักกิน จากนั้นประมาณ
“ความตั้งใจจริงๆ ของลุง ไม่ได้กะทำเป็นการค้า แค่อยากทำให้บั้นปลายชีวิตมีความสุข มีมุมเล็กๆ ให้พรรคพวกมานั่งสังสรรค์ เราอายุขนาดนี้ ถ้าเราทำแบบนี้ได้ ถือว่ามันประสบความสำเร็จแล้ว…ยืนเดิน ยืนเดิน ช่วยให้สุขภาพดีขึ้น แล้วไม่ค่อยได้เล่นมือถือ ที่ต้องมานั่งก้มให้ปวดคอ ลุงเปิดร้าน 9 โมงเช้า ปิด 3 โมงเย็น ร้านหยุดทุกวันจันทร์ ถ้าวันไหนมีธุระก็แจ้งหยุดในไอจี ส่วนช่วงเย็นวันจันทร์ อังคาร พุธ จะไปสอนแอโรบิก” คำบอกเล่าของ คุณเสาว์ชัย เหลืองชูฤทธิ์ หรือ ลุงใหญ่ วัย 70 ปี เจ้าของร้าน sao.home.matcha ที่กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ใน จ.ราชบุรี อาชีพเดิมของลุงใหญ่คือการค้าขายรองเท้ามานานเกือบ 20 ปี แต่ได้เลิกกิจการไปในช่วงหลังโควิด ทำให้เขามีเวลาว่าง ประกอบกับมีพื้นที่หน้าบ้าน จึงได้ปรับเป็นมุมให้พรรคพวก กลุ่มแอโรบิกกับโยคะ ที่ตนเองและภรรยา (ป้าไก่-วชิราวลัย เหลืองชูฤทธิ์ วัย 68 ปี) เป็นครูสอนมานาน 30 ปี ได้มานั่งสังสรรค์กัน โดยมีชา กาแฟ และขนมมาเลี้ยง แบบไม่ได้ทำเป็นการค้ามานาน 2 ปี “ความตั้งใจจริงๆ ไม่ได้กะทำเป็นการค้า แค่อยากทำให้บั้นปลายชีวิตมีความสุข มีมุมเล็กๆ ให้พรรคพวกมานั่งสั
ความรักความผูกพันของครอบครัวเป็นแรงบันดาลใจให้ฝาแฝดคู่หนึ่ง สร้างสรรค์ชีวิตใหม่บนรถบ้าน พวกเขาไม่เพียงแค่เที่ยวแต่ยังสามารถทำงานไปด้วยได้ และสามารถพาพ่อแม่ไปออกทริปด้วยกันได้อีกด้วย เรื่องราวของ คุณข้าวหอม ไม้พลวง และ คุณขวัญข้าว ไม้พลวง ฝาแฝดที่ปิ๊งไอเดียขับรถบ้านพาพ่อแม่ คุณตาเฉลียว ไม้พลวง และ คุณยายแสงจันทร์ ไม้พลวง ไปออกทริปด้วย และสามารถทำงานไปด้วยได้ โดยทำการอัดคลิปทำคอนเทนต์ลงช่องติ๊กต็อกที่ชื่อว่า “ยายแสงลูกพาเที่ยว” ที่เป็นไวรัลและมีผู้ติดตามเป็นจำนวนมาก จนสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับครอบครัวอื่นๆ ได้อีกด้วย ย้อนกลับไปประมาณ 8 ปีที่แล้ว คุณขวัญ เล่าว่า เมื่อประมาณ 8 ปีที่แล้ว มีการถ่ายรูปสไตล์ Cafe Hopping เยอะมาก โดยจะไปถ่ายรูปตามคาเฟ่ต่างๆ ซึ่งจะใช้เวลาทั้งวันที่ต้องออกไปทำงาน กว่าจะกลับถึงบ้านก็มืดแล้ว จึงทำให้พ่อและแม่อยู่บ้านกับน้องหมา 1 ตัวเท่านั้น ต่อมาทั้งคู่ได้เริ่มทำคอนเทนต์เกี่ยวกับการครีเอตอาหาร เธอเล่าว่า ตอนนั้นพ่อแม่จะเก็บผักจากสวนข้างบ้านมาทำอาหาร ซึ่งจะเป็นไลฟ์สไตล์ง่ายๆ ดูแล้วสบายตา ภายในคลิปจะเป็นเสียง ASMR แทรกเข้ามาด้วย ทำให้คอนเทนต์เป็นที่น่าสนใจมา
เพราะมีความฝันที่อยากลงมือทำ การ “วางแผนชีวิต” จึงเริ่มต้นขึ้น แม้จะอยู่ในวัยใกล้เกษียณแต่ เสนีย์ กาญจนสุนทร หรือ ลุงเส ไม่เคยมองว่าวัยนี้คือวัยหมดไฟ ตรงกันข้าม เขาเชื่อว่านี่คือ “วัยที่ต่อยอดได้” เพราะเต็มไปด้วยประสบการณ์ชีวิตมากมาย นั่นจึงทำให้เขาตั้งใจเก็บออมเงิน ทั้งจากเงินเดือน เงินโบนัส และส่วนอื่นๆ เพื่อสานต่อความฝันให้เป็นความจริง จนเกิดเป็น “บ้านสวนโบนัส” โฮมสเตย์และคาเฟ่ริมคลอง ที่ลุงเส บอกว่า “เป็นโบนัสชีวิตหลังวัยเกษียณ” เป็นมนุษย์เงินเดือนมาทั้งชีวิต ลุงเสทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือนมาโดยตลอดนับตั้งแต่เรียนจบปริญญาตรี งานธนาคารคืออาชีพที่ยึดมากว่า 30 ปี จนอายุประมาณ 50 ต้นๆ ลุงเสเริ่มรู้สึกว่าชีวิตในวัยทำงานที่ผ่านมาประสบความสำเร็จมากพอสมควรแล้ว สามารถปลดภาระหนี้สินต่างๆ ได้ และไม่คิดว่าตนเองจะทำงานธนาคารไปจนเกษียณ ลุงเสจึงเริ่มมองหาสิ่งที่จะทำต่อไป โดยต้องมีความรักและความชอบรวมอยู่ด้วย “เรามีความฝันว่าอยากจะมีที่ดินสักแปลง ทำสวนผักแนวเศรษฐกิจพอเพียง ของรัชกาลที่ 9 เลยเอามาเป็นโมเดลที่เราคิดไว้ตอนนั้น แล้วเริ่มวางแผนไว้บ้าง พยายามหาที่ดินสักแปลงหนึ่ง เดิมผมอย
