Exclusive
หากใครยังพอจำได้ ย้อนไปราว 2 ปีก่อน บนโลกออนไลน์ ได้เกิดปรากฏการณ์ “ยาดมฟีเวอร์” ทั่วบ้านทั่วเมือง เมื่อมีโพสต์ภาพของศิลปินคนดังระดับโลก อย่าง “ลิซ่า” กำลังถือยาดมแบรนด์หนึ่งไว้ในมือ และด้วยความ “ทรงอิทธิพล” ใครต่อใครจึงอยากจะใช้สินค้าแบบเธอบ้าง ซึ่งแน่นอนว่าย่อมทำให้ยาดมแบรนด์ดังกล่าว ขาย “หมดสต๊อก” เพียงชั่วข้ามคืนเท่านั้น “17 ปี ในการทำธุรกิจ ไม่เคยโฆษณา ไม่เคยจ้างแม้แต่เพจหนึ่ง แม้แต่อินฟลูฯ คนหนึ่ง ก็ไม่เคย ข้อความทุกข้อความที่เกิดขึ้นในโลกของออนไลน์ ไม่เคยมีหน้าม้า ไม่เคยไปสั่งการอยู่เบื้องหลังให้เชียร์ ให้พูดแต่เรื่องดีๆ สิ่งเหล่านี้ผมไม่เคยเสียเงินแม้แต่บาทเดียว” คุณเก่ง-ธีระพงศ์ ระบือธรรม เจ้าของกิจการ “หงส์ไทย” แบรนด์ยาดมที่ “ลิซ่า” ใช้จริง ดมจริง ดังเกริ่นไว้ตอนต้น เปิดบทสนทนากับ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” อย่างนั้น ก่อนเผยให้ฟัง ธุรกิจ “หงส์ไทย” ซึ่งเป็นสินค้ากลุ่มยาใช้ภายนอกนี้ มีเขาเป็นผู้ปลุกปั้นมาตั้งแต่ 20 ปีก่อนนี้ ตั้งต้นมาด้วยทุนหลักร้อยบาท ใช้กลยุทธ์การค้าแบบ “ดิบ-ดิบ” คือ ไม่มีทั้งทุน ไม่มีทั้งองค์ความรู้ อาศัยเพียงความตั้งใจ หมั่นเก็บข้อมูลจากผู้ใช้จริง ก่อนนำข้อมูลน
การจะเปิดร้านอาหารอะไรมาสักร้านหนึ่ง กระบวนการหรือขั้นตอนนั้นไม่ได้มีเพียงแค่ทำอาหารอร่อยแล้วเปิดขายได้เลย แต่จะต้องมีการใส่ใจในรายละเอียดอะไรที่มากกว่านั้น เช่นเดียวกันกับ คุณณศิภัสร์ จิระกังวาลวิชญ์ อายุ 61 ปี ที่ต่อยอดแบรนด์ ฆัง ฆัง หม้ออร่อย ร้านบุฟเฟต์ชาบูย่านนนทบุรี มาสู่ ร้านเย็นตาโฟ ที่ชื่อว่า ฆัง ฆัง โฟทะเล เปิดขายอยู่ที่ตลาดศรีอรุณ ต.สันกำแพง อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ จากนนทบุรี เดินทางไกลสู่เชียงใหม่ ด้วยจุดมุ่งหมายอันแรงกล้าของคนวัย 61 ที่คิดว่า ร้านเย็นตาโฟนี้ คือทางรอดในยามที่สภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ เรื่องราวจะเป็นอย่างไร เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ จะมาเล่าสู่กันฟัง เดิมทีคุณณศิภัสร์เองได้เปิดร้านอาหารมาก่อนคือร้าน ฆัง ฆัง หม้ออร่อย แต่จะมีเมนูพิเศษขึ้นมาอาทิตย์ละอย่าง หนึ่งในนั้นคือเมนูเย็นตาโฟ ซึ่งลูกค้ามักจะมาขอให้ทำเมนูนี้ซ้ำอยู่บ่อยครั้ง จากที่เห็นว่าลูกค้าเรียกร้องเลยตัดสินใจนำความต้องการเหล่านั้นมาทำเป็นธุรกิจ และต่อยอดออกมาเป็นร้านเย็นตาโฟ ร้าน ฆัง ฆัง โฟทะเล เปิดให้บริการกับลูกค้ามาได้ประมาณเดือนกว่า เธอเล่าว่า ผลตอบรับดีเกินคาดอย่างมาก แต่ไม่ใช่เพราะว่าลูกค้าเห็นเป็นร้านเ
บทความโดย : มิสมิลเลียนแนร์ เจ้าของคอลัมน์ “ไอเดียต่างแดน” ในโลกของ “ติ่ง” หรือ “โอตาคุ” การชื่นชอบศิลปินเพลง อนิเมะ หรือมังงะ ไม่ใช่แค่การติดตามผลงานอยู่ที่บ้าน แต่เป็นการออกไปร่วมคอนเสิร์ต งานนิทรรศการ แฟนมีต หรือกิจกรรมต่างๆ ที่จัดขึ้นทั่วญี่ปุ่น การเดินทางของบรรดาโอตาคุบ่อยครั้ง ก็หมายถึงโอกาสทางธุรกิจของโรงแรมต่างๆ ที่ไม่เพียงอำนวยความสะดวกให้แก่แขกที่มาพัก แต่ยังรวมถึงตุ๊กตาที่พกติดตัวไปไหนมาไหนในฐานะตัวแทนศิลปินหรือคาแร็กเตอร์สุดโปรด เว็บไซต์ soranews24 รายงานว่า โรงแรม “โตโยโก อินน์” (Toyoko Inn) ได้ริเริ่มบริการใหม่ที่เรียกว่า Supporting Your Oshi Activities! Overnight with Plushie Plan สำหรับตุ๊กตา หุ่นฟิกเกอร์ สแตนดี้อะคริลิกขนาดเล็ก หรือสินค้าอื่นๆ ที่มีรูปเหมือนของเหล่าคนโปรด โดยทางโรงแรม จะจัดเตรียมชุดนอนและพื้นที่เฉพาะให้กับตุ๊กตาได้พักผ่อน ซึ่งมีความพิเศษตรงที่ทั้งหมอน ชุดนอน และผ้าปูที่นอนของน้องตุ๊กตาล้วนทำจากผ้าชนิดเดียวกับที่ใช้สำหรับแขกที่เป็นมนุษย์ แถมชุดนอนยังมีขนาดให้เลือก ระหว่างไซซ์เล็กและไซซ์กลาง เพื่อให้พอดีกับตุ๊กตาสุดรัก บริการนี้เริ่มนำร่
หากใครติดตามติ๊กต็อกช่อง Patun.preeya จะสัมผัสได้ถึงความน่ารัก และเสียงหวานๆ ฟังเพลินของ ป้าตุ่น-ปรียา อุทัยวัชรานันท์ ครีเอเตอร์วัย 80 ปี และเจ้าของ บ้านกาแฟป้าตุ่น ร้านที่ร่วมกันเปิดกับลูกชาย ขายกาแฟและเบเกอรี่ที่ใครได้ชิมเป็นต้องติดใจ ก่อนมาเป็น บ้านกาแฟป้าตุ่น ก่อนหน้านี้ ป้าตุ่นเคยเปิดร้านขายของชำ ซึ่งในสมัยนั้นบรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคัก มีลูกค้าจากหมู่บ้านตรงข้ามแวะเวียนมาอุดหนุนไม่ขาดสาย เพราะห้างสรรพสินค้ายังไม่ได้รับความนิยม อีกทั้งการจัดร้านของป้าตุ่นที่คล้ายซูเปอร์มาร์เก็ตก็ช่วยดึงดูดลูกค้าได้เป็นอย่างดี มีความสะอาด หยิบสินค้าง่าย ไม่เหมือนใคร ส่วนพื้นที่อีกครึ่งหนึ่งของร้าน ป้าตุ่นแบ่งไปเปิดร้านไอศกรีมโฟร์โมสต์ ซึ่งขายอยู่นานกระทั่งแบรนด์เลิกกิจการ ก่อนมีแนวคิดอยากเปิดร้านสะดวกซื้อชื่อดัง แต่ด้วยข้อจำกัดของทำเล จึงไม่สามารถเปิดได้ ทำให้ป้าตุ่นตัดสินใจเลิกกิจการขายของชำไปด้วย จากนั้นป้าตุ่นได้หันมาขายไอศกรีมบัสต์นานร่วมสิบปี จนแบรนด์เลิกกิจการไปอีกราย ประจวบเหมาะลูกชายกับเพื่อนมาขอเช่าพื้นที่เปิดร้านเกม แต่ที่สุดก็ไปต่อไม่ไหว ลูกชายจึงหันมาเปิดร้านคอมพ์ จนนานวั
นาราไทย คูซีน (NaraThai Cuisine) แบรนด์ร้านอาหารไทยพรีเมียมชั้นนำ ภายใต้การบริหารของ บริษัทนารา กรุ๊ป ที่มีแบรนด์ร้านอาหารในเครือ 9 แบรนด์ รวม 65 สาขาทั่วโลก ได้รับเกียรติจาก ‘การบินไทย’ คัดเลือกให้เมนู ‘ก๋วยเตี๋ยวเรือนารา’ เข้าร่วมโครงการ “Street to Sky” ที่ยกเสน่ห์อาหารสตรีตฟู้ดไทยขึ้นไปเสิร์ฟบนเครื่องบิน เพื่อถ่ายทอดเอกลักษณ์แห่งรสชาติไทยสู่ผู้โดยสารทั่วโลก โดยตลอดกว่า 20 ปี ก๋วยเตี๋ยวเรือนารา สร้างสถิติเสิร์ฟไปแล้วกว่า 100 ล้านชาม และได้รับการันตีความอร่อยจากมิชลินไกด์ 3 ปีซ้อน นราวดี ศรีกาญจนา ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานกรรมการบริหารนารา กรุ๊ป กล่าวว่า เมนูที่ได้รับเลือกขึ้นไปเสิร์ฟบนสายการบินไทย คือเมนูซิกเนเจอร์อันเป็นตำนานอย่าง “ก๋วยเตี๋ยวเรือนารา” เมนูเปิดตัวตอนเปิดสาขาแรกที่เอราวัณ ซึ่งนาราไทยเป็นเจ้าแรกในการบุกเบิกยกระดับก๋วยเตี๋ยวเรือริมคลองเข้ามาสู่ศูนย์การค้า พร้อมกับสูตรพิเศษต้นตำรับเข้มข้นถึงเครื่อง รสกลมกล่อมแบบดั้งเดิมของบ้านอิงคะวัตย่านริมคลองบางกอกน้อย จนกลายเป็นเมนูยอดนิยมอันดับ 1 สร้างชื่อให้กับร้านอาหารนาราไทย เป็นที่รู้จักทั้งลูกค้าชาวไทย และชาวต่างชาติ ในวันนี้ น
ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา หลายคนคงเคยเห็นคลิปวิดีโอที่นำเสนอเรื่องราวอาหารริมทางในไทย ถ่ายทอดผ่านคาแร็กเตอร์ชายชาวญี่ปุ่นในชุดทำงาน เป็นเสื้อเชิ้ตแบบเรียบง่าย ซึ่งภายในคลิปมักจะเดินทางไปลิ้มลองอาหารไทยที่มีรสชาติจัดจ้าน พร้อมกับเครื่องดื่มกระป๋องเขียวที่เป็นซิกเนเจอร์คู่ใจ และต้องพูดคำว่า “โอ้โห” ทุกครั้ง เพราะเป็นเอกลักษณ์ประจำคลิป วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ มีโอกาสได้พูดคุยกับคุณ Yasuharu Nishio (ยาสุฮารุ นิชิโอะ) ชาวญี่ปุ่นวัย 51 ปี ที่หลงรักในอาหารไทย และได้ท่องเที่ยวทั่วไทยไปแล้วกว่า 70 จังหวัด ในเวลาเพียง 3-4 ปี ปัจจุบันเขาได้ทำธุรกิจมากมาย ไม่ว่าจะเป็น การเขียนบล็อกภาษาญี่ปุ่น แนะนำร้านอาหารท้องถิ่นทั่วไทย ชื่อว่า ‘激旨!タイ食堂’ ต่อมาได้จัดตั้งบริษัททัวร์ที่ให้บริการชาวญี่ปุ่นในการท่องเที่ยวไทย TRIPULL และล่าสุดกับบทบาทอินฟลูเอนเซอร์สายอาหารชื่อดัง เจ้าของช่อง Asia Gourmet Story ที่เน้นถ่ายทอดเรื่องราวผ่านคาแร็กเตอร์มนุษย์เงินเดือนที่ชื่นชอบสตรีตฟู้ดไทย ในรูปแบบคลิปวิดีโอแนว Cinematic ชีวิตบรรณาธิการในโอซาก้า นิชิโอะ เล่าถึงชีวิตในญี่ปุ่นว่า เขาเคยทำงานเกี่ยวกับการทำนิตยสารม
“ตอนที่หลิวมาทำครั้งแรกเป็นช่วงโควิดพอดี ตอนนั้นมีเงินติดบัญชีแค่ 5,000 บาทเองค่ะ” “5,000 นั้นหลิวเอาไปซื้อกล่องพัสดุ ประมาณ 2,000 กว่าบาท ตอนนั้นคือสต๊อกของไม่ค่อยเยอะ แต่ปรากฏว่าคือขายดีมาก หลังจากนั้นเราก็ค่อยๆ เก็บเงินจากตรงนั้นมา” คุณหลิว-ลลิตา สถิตธรรมพนา เจ้าของเพจ ผลไม้เมืองหนาวสดจากดอย โดยมีคลิปไวรัลใน TikTok คนดู 3 ล้านภายในไม่กี่วัน จนทำให้เธอสามารถสร้างรายได้ 7 หลักต่อเดือนจากการขายผลไม้ออนไลน์ และปัจจุบันมีผู้ติดตามใน TikTok หลักล้าน! จุดเริ่มต้นจากการตกงานช่วงโควิด ย้อนกลับไปก่อนโควิด คุณหลิว เคยเปิดร้านหมูกระทะบนดอย แต่ว่าทำแล้วไม่มีเงิน เพราะทุกอย่างต้องเช่าเขาหมด ยิ่งทำยิ่งขาดทุน ทำให้ธุรกิจนี้เจ๊งไป จากนั้นได้หันไปทำอาชีพอื่นอีก แต่ก็ไปไม่รอด เพราะสถานการณ์โควิด ทำให้ทุกอย่างปิดตัวลง เธอจึงกลับมาอยู่บ้าน และมองเห็นอะโวกาโดในสวน เลยนำมาโพสต์ขาย ขายรอบแรก ได้เกือบ 200 กิโล “ในช่วงแรกไม่ได้ทำการตลาดเลย เน้นขายในกลุ่มรักสุขภาพเท่านั้น และได้เปิดเพจผลไม้เมืองหนาวสดจากดอย บวกกับช่วงนั้น TikTok ได้รับความนิยม เราเลยอัดคลิปลงจนเป็นไวรัล ยอดคนดู 2-3 ล้านวิว ทำให้มี
ย้อนไปเกือบปี เส้นทางเศรษฐีได้มีโอกาสได้นั่งฟังเรื่องราวของ เชฟอั้ม-พีชญา สุขวิบูลย์ เจ้าของร้าน สุกี้พรศิริ ถึงจุดเริ่มต้นและการตัดสินใจเปิดร้านสุกี้ ทั้งๆ ที่ตนเปิดร้านอาหารไฟน์ไดนิงร่วมกับเพื่อนๆ ที่ชื่อว่า Flat Marble แล้วเปลี่ยนหรือพลิกแนวทางของตัวเอง จะเรียกว่า พลิกหน้ามือเป็นหลังมือก็ว่าได้ จากไฟน์ไดนิงมาเป็นสตรีตฟู้ด ซึ่งเชฟอั้มได้ถ่ายทอดเรื่องราวให้เราฟังในครั้งนั้น สามารถอ่านเต็มๆ ได้จากบทความนี้ อยากขายซอส แต่สุกี้ดันปัง” สุกี้พรศิริ ไวรัลโซเชียล เปิด 3 ทุ่มถึงเที่ยงคืน แต่ขายได้ 300 กว่าจาน แต่การกลับมาสัมภาษณ์เชฟอั้มในครั้งนี้ ได้นั่งฟังแล้วก็รู้สึกทึ่งกับเส้นทางของเธอ ที่เริ่มต้นจากร้านเล็กๆ ในซอยอารีย์ จนกลายเป็นธุรกิจที่เติบโตอย่างน่าสนใจภายใน 1 ปี สิ่งที่ทำให้เราประทับใจไม่ใช่แค่ความสำเร็จ แต่เป็นแนวคิดที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังของเชฟ ความลับที่ต้อง “คิดถึง” เชฟอั้มเปิดบทสนทนาด้วยสิ่งที่เขาเรียกว่า “ความลับ” ของผลิตภัณฑ์ นั่นก็คือความตั้งใจที่จะทำสุกี้ที่เมื่อลูกค้าได้ลองกินแล้ว ต้องรู้สึก “อยากกินอีก” เธอบอกกับเราว่า วันที่กลุ่มเพื่อนประมาณ 7 คนมาลองกินวันแรก หลังจากพวกเข
ท่ามกลางสังคมที่ทุกอย่างต้องทันสมัยและมีราคาสูง แต่ใกล้ๆ กับสะพานนวลฉวี จังหวัดนนทบุรี ยังคงมีร้านไอศกรีมเล็กๆ แห่งหนึ่งที่ยืนหยัดด้วยรสชาติแบบดั้งเดิมและราคามิตรภาพเพียง 10 บาท ต่อถ้วย ร้านที่เรากล่าวถึงและอยากจะมาแบ่งปันให้กับผู้อ่านได้รู้จัก คือ “จุยไอศกรีม” ตำนานที่ไม่ได้เป็นเพียงร้านขายของหวานคลายร้อน แต่เป็นเรื่องราวการสืบทอดความอร่อยจากรุ่นสู่รุ่น และการพลิกเกมธุรกิจจากร้านบ้านๆ สู่หมุดหมายของนักชิมด้วยพลังของโซเชียล รุ่นที่ 1 จุดเริ่มต้นจากสวน สู่ตำนานไอศกรีม ย้อนกลับไปกว่า 30 ปีที่แล้ว เจ๊ใหม่-สุมาลี นิลธนธำรงศรี อายุ 50 กลางๆ ทายาทรุ่นที่ 2 เล่าว่า เดิมทีครอบครัวเป็นชาวสวนผลไม้ มีทั้งส้มโอ ฝรั่ง และมะพร้าวน้ำหอม แต่เมื่อแต่งงานก็ได้ย้ายมาอยู่บ้านสามี และตัดสินใจทิ้งสวนเพื่อลงมาสานต่อกิจการของพ่อแม่สามี หรือที่เจ๊ใหม่เรียกว่า เตี่ยและแม่ “เตี่ยกับแม่เขาขายไอศกรีมมาก่อน ก่อนที่สามีเจ๊จะเกิดอีก” เจ๊ใหม่ เล่าพร้อมยิ้ม ย้อนความหลัง ในยุคเริ่มต้นของคุณพ่อคุณแม่นั้น เริ่มต้นจากศูนย์ ทำไอศกรีมกันเองเพียงวันละถังสองถัง แล้วเข็นขายไปตามหมู่บ้านในละแวกนั้น โดยขายในราคาเริ่มต้นเพี
จากตึกแถวเก่าย่านเยาวราช สู่บาร์จีนสไตล์โมเดิร์น “Ba hao” เปิดนานกว่า 7 ปี ใช้พลังรีวิวบนกูเกิลกว่า 2,000 รีวิว ดึงดูดลูกค้าทั้งคนไทยและต่างชาติ Ba hao 八號 (ปาร์ฮ่าว) บาร์สไตล์จีนโมเดิร์นที่เกิดจากแพชชันของกลุ่มเพื่อน 6 คนที่ชอบแฮงเอาต์และอยากทำร้านขึ้น ทำให้พวกเขาต้องหาทำเลที่เหมาะสม จนได้ไปตกหลุมรักกับตึกเก่าตึกหนึ่งในซอยนานา ทำให้พวกเขาได้ทำการรีโนเวตและเนรมิตตึกเก่าแห่งนี้ เติมแต่งสีสันให้มีชีวิตชีวามากขึ้น และได้กลายเป็นแหล่งรวมผู้คนที่ชื่นชอบการนั่งชิลในยามค่ำคืน วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ได้มีโอกาสพูดคุยกับ คุณบัว-กานต์ชนิต เจริญยศ หุ้นส่วนร้าน Ba hao 八號 (ปาร์ฮ่าว) ถึงจุดเริ่มต้นก่อนที่จะเป็นบาร์สุดคลาสสิคที่หลายคนต้องแวะเวียนมา บ้านเลขที่ 8 กับความหมายที่ลึกซึ้ง จุดเริ่มต้นของ “Ba hao 八號 (ปาร์ฮ่าว)” เกิดจากการรวมตัวของกลุ่มเพื่อน 6 คน ที่มีไลฟ์สไตล์ใกล้เคียงกัน ชอบการแฮงเอาต์เหมือนกัน และหนึ่งในหุ้นส่วนคือ “คุณภูมิ” ผู้เติบโตในย่านเยาวราช และคุ้นชินกับย่านนี้เป็นอย่างดี ทำให้ได้มาเจอกับตึกเก่าในซอยนานา และมองเห็นโอกาสของพื้นที่ตรงนี้ ที่หากย้อนไปเมื่อ 7 ปีที่แล้ว ณ
