Exclusive
คุยกับเจ้าของโรงงาน “กางเกงช้าง” ไอเทมสุดฮิตของนักท่องเที่ยว ใครมาก็ต้องใส่ ขายดีหลักล้านต่อเดือน จากการตัดสินใจในวันนั้น สู่ความสำเร็จที่เกินคาดในวันนี้ ชินรดา การ์เม้นท์ แหล่งผลิตกางเกงช้าง ที่สร้างกระแสฮือฮาจนกลายเป็นสุดยอดไอเทมประจำประเทศ ใครมาประเทศไทยต้องใส่กางเกงช้าง คุณแจ็ค-กิ่งกาญจน์ สมร เจ้าของ บจ. ชินรดา การ์เม้นท์ เปิดเผยเรื่องราวจากจุดเริ่มต้นเล็กๆ ทำกันเองภายในครอบครัว สู่โรงงานผลิต ที่สร้างรายได้ถึงหลักล้านต่อเดือน เส้นทางของความสำเร็จนี้มีที่มาที่ไป จุดเริ่มต้นของชินรดา เดิมทีเธอทำงานเป็นรองผู้จัดการอยู่ในบริษัทแห่งหนึ่ง จนแต่งงานกับสามี และตั้งท้อง ซึ่งเธอและสามีได้คุยกันว่า อยากจะเลี้ยงลูกด้วยตนเอง หากทำงานประจำอยู่ คงไม่มีเวลามาดูแลลูกแน่นอน นั่นจึงเป็นสาเหตุหลักๆ ที่ทำให้เธอตัดสินใจลาออกจากงานประจำ แต่เมื่อออกมาแล้ว จะต้องคิดหาอะไรทำสักอย่าง จึงเป็นที่มาของการทำเสื้อผ้าขาย โดยต่อยอดจากธุรกิจของคุณแม่ที่เกี่ยวกับการเย็บผ้า ซึ่งสามีเธอก็มีความสามารถในการเย็บผ้าเช่นกัน เลยได้นำสิ่งนี้ที่มีอยู่มาพัฒนาต่อยอด “เราจะทำอย่างไรให้มันมีรายได้มากขึ้น ขยับขยายจากที่เรารับเย็บไ
ทายาทรุ่น 3 “วุ้นผงตราโทรศัพท์” สู่คาเฟ่ “อาการากา” รังสรรค์จากวุ้นของอากง ด้วยความเชื่อ วุ้นเป็นได้มากกว่าของทานเล่น เชื่อว่าหลายๆ คนคงจะเคยได้ยินผ่านหู ได้เห็นผ่านตากันมาบ้าง วุ้นผงตราโทรศัพท์ แบรนด์ที่อยู่คู่คนไทยมานานกว่า 66 ปี ก่อตั้งเมื่อเดือนกันยายน ปี พ.ศ. 2501 ตั้งอยู่ที่ถนนทรงวาด ย่านเก่าแก่ เป็นวุ้นผงที่สกัดจากสาหร่ายทะเลแดงเกรดพรีเมียม ไม่มีส่วนผสมที่ทำจากสัตว์ จึงเหมาะสำหรับผู้ที่เป็นมังสวิรัติ และผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพ ด้วยความโดดเด่นนี้ จึงทำให้วุ้นผงตราโทรศัพท์กลายเป็นวัตถุดิบยอดนิยมที่หลายคนเลือกใช้ในการทำอาหาร แต่ไม่น่าเชื่อว่า “วุ้น” จะทำอะไรได้มากกว่าที่คิด ผู้เขียนมีโอกาสได้เดินทางไปถนนทรงวาด ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงงานวุ้นผงตราโทรศัพท์ (บริษัท เซ้งฮวด จำกัด) แต่ใกล้ๆ กัน เดินไม่ไกลจะมีคาเฟ่อยู่ เมื่อได้อ่านชื่อร้านหรือข้อความที่เขียนไว้ ถึงกับแปลกใจ และชวนให้ต้องเข้าไปหาคำตอบ คาเฟ่ที่ผู้เขียนกล่าวมานั้น ชื่อว่า AGAR RAGA – อาการากา ที่มาพร้อมข้อความที่บอกว่า “คาเฟ่แรกที่ใช้วุ้นในทุกจาน” เมื่อย่างเท้าเข้าไปในร้าน เด็กสาววัยรุ่น เดินเข้ามาต้อนรับด้วยใบหน้ายิ้มแย
ถึงวันนี้ ทีมฟุตบอลเยาวชน 7 คน “หมอนทองวิทยา” กลายเป็นชื่อที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง จาก “ทีมฟุตบอลเยาวชน 7 คน ที่แทบ “ไม่มีใครรู้จัก” กลายเป็นทีมที่ “ควรจับตา” เรื่องราวของพวกเขาถูกแชร์ในโซเชียล มีภาพ มีคลิป มีบทความ ทำให้โลโก้และชื่อเรียกขานทีม แทบกลายเป็น “แบรนด์แรงบันดาลใจ” ไปแล้ว ที่ผ่านมา นักการตลาดรุ่นใหญ่ อย่าง “วิทวัส ชัยปาณี” เคยออกมาให้ความเห็นผ่านสื่อว่า ถ้า “หมอนทองวิทยา” เป็นแบรนด์สินค้า ก็นับเป็นแบรนด์ที่พิชิตใจตลาดได้ด้วย Storytelling และกลยุทธ์ Underdog … กล่าวสำหรับ คำว่า Underdog ในทางธุรกิจ นั้น มักหมายถึง ผู้ที่ถูกมองข้าม หรือไม่มีทรัพยากรมากเท่าคู่แข่ง แต่นั่นกลับกลายเป็นจุดขายในตัวเอง ซึ่งจะด้วยความตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ในสายตาของนักการตลาดอาจวิเคราะห์ได้ว่า “ทีมหมอนทองวิทยา ใช้ข้อจำกัดของตนให้เป็นแรงจูงใจ เป็นภาพ เป็นเรื่องเล่า ที่คนอยากเชียร์ และที่ดูจะพีก เข้าไปอีก เมื่อรอบรองชนะเลิศ ทางองค์การบริหารส่วนจังหวัดฉะเชิงเทรา (อบจ.ฯ) ได้จัดรถบัส VIP ให้ทีมเดินทางไปสนาม สนามศุภชลาศัย แต่ทีมเลือกที่จะใช้ “รถขนฝัน” คันเดิม จนกลายเป็น Storytelling ซึ่งคือ “หัวใจ” ขอ
เคยเป็นแบรนด์น้ำตบที่มาแรงสุดๆ ในตลาด จนทำรายได้แตะ 600 ล้านบาทต่อปี แต่จู่ๆ ก็เงียบหายไป หลายคนสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น แบรนด์สกินแคร์ชื่อดังอย่าง Sewa (เซวา) ที่เคยประสบปัญหาทำรายได้ตกฮวบกว่า 50% จากที่เคยทำได้เกือบ 600 ล้านบาท เหลือเพียง 200 ล้านบาท ล่าสุดได้ประกาศกลับมาทวงบัลลังก์อีกครั้งด้วยการ รีแบรนด์ (Rebrand) ครั้งใหญ่ ปรับภาพลักษณ์ให้ทันสมัย พร้อมเจาะกลุ่มเป้าหมายใหม่ Gen Z และ Gen Y ควบคู่ไปกับกลุ่ม Premium Mass โดยตั้งเป้า กู้คืนยอดขายให้กลับไปแตะ 600 ล้านบาทอีกครั้งในปีหน้า เส้นทางเศรษฐี ได้มีโอกาสร่วมวงสนทนากับ คุณปุ๊ก-เบญจกิติ เมฆแสน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Sewa ได้เผยถึงการรีแบรนด์ครั้งสำคัญในครั้งนี้ว่า “เกือบ 9 ปีที่ผ่านมา เราเรียนรู้ว่าความงามเดินเร็วเกินกว่าจะยืนอยู่กับที่ได้ นั่นคือเหตุผลที่เราตัดสินใจพา Sewa รีแบรนด์ครั้งใหญ่ เพื่อรีเฟรชทั้งภาพลักษณ์และความหมายของแบรนด์ให้สอดคล้องกับยุคสมัยและผู้บริโภคเจเนอเรชันใหม่ เราอยากให้คนเห็น Sewa เป็นแบรนด์ผู้นำในกลุ่มผลิตภัณฑ์ Functional Clean Skincare สกินแคร์ที่พิสูจน์ได้ ใช้ดีจริง และเข้าถึงง่ายสำหรับทุกผิว ทุกวัน ในราคาที
จากพนักงานธนาคาร สู่เจ้าของธุรกิจแฟรนไชส์ “ปังก้อนทอง” สร้างรายได้หลักล้านต่อเดือน หากพูดถึงขนมปังปิ้งที่มีราคาไม่แพงมาก หาซื้อกินได้ง่าย ชื่อ “ปังก้อนทอง” ต้องอยู่เป็นอันดับต้นๆ เพราะเป็นแบรนด์ขนมปังปิ้งที่ขายในราคาที่ถูก ชิ้นละ 25 บาท และรสชาติอร่อย อีกทั้งยังต่อยอดมาขายแฟรนไชส์จนทำรายได้ต่อเดือนอยู่ที่ล้านกว่าบาท คุณกอล์ฟ-กิตติ์กวิน บุญเชย เจ้าของแบรนด์ปังก้อนทอง ได้เปิดเผยเรื่องราวการเดินทางของแบรนด์ กว่าจะมีอย่างทุกวันนี้ได้ ต้องทำอย่างไรบ้าง จุดเริ่มต้นของคุณกอล์ฟ เดิมทีเป็นพนักงานธนาคารแห่งหนึ่ง อยู่ได้ประมาณ 1 ปี จึงตัดสินใจลาออกด้วยเหตุผลส่วนตัว หลังจากนั้นก็ได้มาทำอีกหลายอาชีพ และสุดท้ายผันตัวมาทำเบเกอรี่ และต่อยอดมาเป็นร้านปังก้อนทอง “กว่าคนที่จะซื้อเค้กก่อนหนึ่งได้ มันนาน หากเราเปลี่ยนเค้กเป็นผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ที่ใกล้เคียงกัน และคนสามารถบริโภคได้ทุกวัน ขนมปังสังขยาเลยผุดขึ้นมาในหัว แต่ว่าเราจะทำขนมปังสังขยาอย่างไรให้มีรูปลักษณ์ที่แปลกไป ให้มีความน่าสนใจมากขึ้น” คุณกอล์ฟ เล่า จากนั้นเขาจึงเริ่มมีการลองผิดลองถูก นำขนมปังมาสอดไส้ต่างๆ และนำวัตถุดิบที่หาได้ในท้องถิ่นมาใช้ จนเกิด
ย้อนไปกว่า 70 ปีจากร้านยาเล็กๆ ของครอบครัวจีนจากโพ้นทะเล “อั้งง่วนเฮง” มีการส่งต่อจากรุ่นอากง จนมาถึงวันนี้ ในแบรนด์ “สุภาพโอสถ” ธุรกิจของพวกเขา สามารถก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในผู้นำอุตสาหกรรมยาของไทยได้อย่างสง่างาม “หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี 2497 อากงและพี่น้องตระกูลแดงประเสริฐ ที่อพยพมาจากจีน เริ่มต้นจากธุรกิจเรือค้าข้าว ก่อนตัดสินใจหันมาปักหลักสร้างร้านขายยา ประกอบกิจการนำเข้ายาจากอังกฤษและญี่ปุ่นมาตอบโจทย์ความต้องการของคนไทยยุคนั้น และถือเป็นหนึ่งในร้านยาที่มีชื่อเสียงพอสมควร” คุณพิษณุ แดงประเสริฐ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการขายและการตลาด บริษัท โรงงานเภสัชอุตสาหกรรม เจเอสพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ JSP ให้ข้อมูลกับ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” อย่างนั้น ก่อนเล่าให้ฟังต่อ เมื่อธุรกิจขยายตัว ร้านขายยากลายเป็นกิจการค้าส่ง และต่อยอดสู่การตั้งโรงงานผลิตยาเอง ในช่วงปี พ.ศ. 2500 อุตสาหกรรมยาไทยเริ่มก่อตัว “สุภาพโอสถ” จึงกลายเป็นรากฐานสำคัญ ก่อนที่พี่น้องตระกูลแดงประเสริฐจะแยกย้ายไปสร้างโรงงานของตัวเอง คุณพิษณุ เผยต่อว่า การทำธุรกิจในแบบครอบครัวของเขา ทำการตลาด Below the line ไม่เน้นการตล
ปฏิเสธไม่ได้ว่าชื่อของ “รัศมีแข ฟ้าเกื้อล้น” กำลังเป็นไวรัลในระดับอินเตอร์ หลังเข้าร่วมแข่งขันในรายการดังระดับโลก ที่ออกอากาศทาง Netflix อย่าง Physical:Asia คนแกร่งแข่งอึด : ศึกแห่งเอเชีย รวมสุดยอดคนแกร่งจาก 8 ประเทศ มาร่วมแข่งขัน และประลองความอึด สำหรับทีมไทย นำโดย ซุปเปอร์บอน สิงห์มาวิน แชมป์โลก ONE คิกบ็อกซิ่ง รุ่นเฟเธอร์เวต, ซันนี่-เกิดแก้ว เวโชกิตติกรม นักรักบี้ทีมชาติไทย, อนุชา โยษปัญา นักมวยปล้ำอาชีพ, พลอย-นวรรณรี โอลเซน นักเพาะกายหญิง, อุราชา ธีรวนิษฐาน นักกีฬา CrossFit ระดับนานาชาติ และ เจมส์-รัศมีแข ฟาเกรลุนด์ หรือ รัศมีแข ฟ้าเกื้อล้น นักแสดง พิธีกร ที่เป็นสีสันของทีมไทย รัศมีแข โดดเด่นตั้งแต่เปิดตัว EP. แรก ด้วยสไตล์การแต่งตัวสายแฟชั่น สวมรองเท้าส้นสูง เดินเข้ารายการแบบสับๆ ทำให้ผู้เข้าแข่งขันจากประเทศอื่นหันมองกันเป็นตาเดียว และมีคำถามจากทีมเกาหลีใต้ว่า ผู้ชายใส่รองเท้าส้นสูงได้ด้วยเหรอ ส่วนทีมญี่ปุ่น ก็คิดว่ารัศมีแขร่ายมนต์ หลังเจ้าตัวทำท่าเซเลอร์มูน ในรายการ รัศมีแข ยังสร้างมีมอย่างต่อเนื่อง ภายใต้รูปร่างอันแข็งแกร่ง แต่เป็นคนยิ้มแย้ม สนุกสนาน ที่ชอบสร้างเสียงหัวเรา
จากกิจการข้าวสารของครอบครัวที่ยืนหยัดมานานกว่า 40 ปี ปัจจุบันใช้แพลตฟอร์มออนไลน์อย่าง Shopee ในการพลิกกลยุทธ์ วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ได้นำเรื่องราวความสำเร็จของ คุณปุ๊ก-ศิริรัตน์ อินทร์คล้าย กรรมการบริษัทและทายาทรุ่นที่ 2 เจ้าของ “ข้าวหอมบัวจัสมิน” แบรนด์ SMEs จากกาญจนบุรี ต่อยอดสู่การขายออนไลน์เต็มรูปแบบ โดยเฉพาะการใช้ Shopee Live ที่สามารถทำยอดขายโต 200% สร้างยอดขายพีกสุด 2,000 ออร์เดอร์ต่อวัน และคว้ารางวัล DBD Influencer Award มาครอง พร้อมทั้งกระจายรายได้ให้คนในชุมชนและเติบโตอย่างยั่งยืน “ข้าวหอมบัวจัสมิน” พลิกกลยุทธ์ด้วย Shopee คุณปุ๊ก เล่าถึงจุดเริ่มต้นของแบรนด์ว่า กิจการข้าวสารนี้สืบทอดมาจากพ่อแม่ที่ทำมาแล้วกว่า 40 ปี “หลังจากเรียนจบ เราตั้งใจกลับมาช่วยต่อยอด เพราะอยากให้คนไทยได้ทานข้าวหอมคุณภาพดี ในราคาที่เข้าถึงได้ แบรนด์ยืนหยัดด้วย ความซื่อสัตย์และคุณภาพ เราไม่เคยบอกเกินจริงว่าข้าวของเราเป็นข้าวหอมมะลินาปี แต่บอกตามจริงว่าเป็นข้าวหอมนาปรัง ที่ผ่านการคัดสรรอย่างพิถีพิถัน ไม่หัก ไม่ป่น และไม่ผสมข้าวแข็ง” ก่อนจะเล่าต่อว่า ความท้าทายของแบรนด์ “ข้าวหอมบัวจัสมิน” จะเป็นใน
“เราไม่ได้อยากให้ลูกค้าจดจำอะไรทั้งนั้น ทั้ง ชื่อ เบอร์โทร หรือส่วนประกอบต่างๆ เพราะอยากให้จดจำเฉพาะความอร่อยตรงหน้าเท่านั้น” ใครจะรู้ว่าเบื้องหลังชามราเมนร้อนๆ ที่ร้าน No Name Noodle BKK นั้น ได้ซ่อนเรื่องราวความผูกพันและความตั้งใจไว้อย่างมากมาย ก่อตั้งโดย เชฟชินจิ อิโนะอุเอะ ซึ่งเชฟชินจิ เล่าให้ฟังว่า แรงบันดาลใจในการทำราเมนมาจากคุณแม่ ย้อนกลับไปประมาณ 40 ปีที่แล้วได้เรียนรู้และซึมซับการทำราเมนมาตลอดตั้งแต่เล็กจนโต เชฟชินจิ เล่าให้ฟังว่า เส้นราเมนทุกเส้นที่เสิร์ฟในร้าน ผ่านกรรมวิธีการทำที่พิถีพิถัน ตั้งแต่การคัดเลือกวัตถุดิบไปจนถึงการต้มซุป รสชาติของราเมนที่ No Name Noodle BKK นั้นเป็นเอกลักษณ์ ไม่เหมือนใคร และการันตีความอร่อยด้วยรางวัล LINE MAN Wongnai Users’ Choice 2024 อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง จุดเริ่มต้น เชฟชินจิ เล่าว่า “คุณแม่เปิดร้านยาไต (屋台) เป็นร้านรถเข็นขนาดเล็กในประเทศญี่ปุ่น สำหรับสไตล์ยาไต จะเป็นการเสิร์ฟชามต่อชามให้กับลูกค้า” เมื่อประมาณ 6 ปีที่แล้ว เชฟชินจิมาประเทศไทย และเขาพบว่าไม่มีร้านอาหารไหนที่มีเชฟเป็นคนญี่ปุ่นเลย “รู้สึกเหงาครับ รู้สึกว่าไม่มีคนบ้านเด
การเริ่มต้นชีวิตใหม่ ตามแบบฉบับที่ตนเองต้องการ ไม่มีคำว่า สายเกินไป เชื่อว่าบางครอบครัวอาจมีความคาดหวังว่า ลูก จะต้องประคองตัวให้อยู่รอด แล้วสิ่งที่จะทำให้ชีวิตมั่นคงได้นั้น คือ การมีงานประจำทำ แต่ความถนัด ความชอบ หรือความคิดของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ผู้เขียนได้พูดคุยกับ คุณบอย-ศิวดล ระถี เจ้าของร้านนนบุราเมน พูดคุยถึงเรื่องราวในชีวิต กว่าจะก้าวมาเปิดร้านราเมนได้ ต้องผ่านปัญหาที่เรียกได้ว่า สารพัดอย่าง และปัญหาที่ว่านี้ ก็คล้ายๆ จุดเปลี่ยนและกลายเป็นจุดที่ทำให้เขาได้เริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง แรงกดดัน-ความเครียด-การเปลี่ยนแปลงทางบทบาทและหน้าที่ สาเหตุของการเป็น Midlife Crisis คุณบอย เล่าให้ฟังว่า ก่อนออกจากงานมาทำร้านราเมนได้ทำงานที่หน่วยงานรัฐแห่งหนึ่ง แต่ในช่วงที่ทำงานมันเป็นช่วงรอยต่อที่เกิดเหตุการณ์ที่กระทบจิตใจ คือการสูญเสียคุณพ่อ โดยจังหวะที่คุณพ่อเสียเป็นจังหวะที่จะเริ่มทำงาน พอดี ทำได้ประมาณ 4-5 ปี เรื่องราวของคุณพ่อจะมาเกี่ยวข้องอะไรกับการเริ่มต้นชีวิตใหม่ของเขา ต้องเล่าย้อนไปก่อนหน้านั้นว่า คุณพ่อมีความคาดหวังให้ลูกมีอาชีพการงานที่มั่นคง หลังจากเรียนจบในปี 2540
