Exclusive
เปิดตำนานความอร่อย! จาก “บ้านไอซ์” สู่ “ศรณ์” ร้านอาหารไทยร้านแรกที่ได้ มิชลิน 3 ดาว ศรณ์ คือร้านอาหารไทยร้านแรกที่ได้ มิชลิน 3 ดาวปีล่าสุด แต่รู้หรือไม่ว่า จริงๆ แล้วเจ้าของร้าน “ศรณ์” คือ เชฟไอซ์-ศุภักษร จงศิริ เจ้าของและผู้บริหารร้านอาหาร “บ้านไอซ์” ซึ่งเปิดสาขาแรกตรงประชานิเวศน์ 1 เมื่อกว่า 30 ปีมาแล้ว โดยปัจจุบันมีสาขาทั่วกรุงเทพฯ เช่น ทองหล่อ, เซ็นทรัล ลาดพร้าว, ไอคอนสยาม, เมกาบางนา ฯลฯ ร้านอาหาร “บ้านไอซ์” คือร้านอาหารใต้ที่ก่อตั้งโดย คุณศุภวัฒน์ จงศิริ (คุณพ่อ) ผู้ใช้นามปากกา “ศุภักษร” สร้างผลงานเขียนทั้งนิยายวัยรุ่น สร้างภาพยนตร์วัยรุ่น เป็นออร์แกไนเซอร์จัดงานพิธีเปิดกีฬาระดับประเทศ และในระดับนานาชาติ อย่าง ซีเกมส์ ทั้งคุณพ่อ และ เชฟไอซ์ ต่างไม่เคยศึกษาด้านการทำอาหาร แต่ใช้สูตรอาหารใต้ที่บ้านไอซ์ โดยเริ่มต้นมาจากคุณย่าที่ชอบปรุงอาหาร จึงได้นำสูตรนั้นมาค่อยๆ ปรับจนร้านโด่งดัง บวกกับลีลาการนำเสนอด้วยตามสไตล์ของคุณพ่อศุภวัฒน์ จงศิริ ที่ถ่ายทอดออกมาในแต่ละเมนู จนทำให้ร้านกลายเป็นที่รู้จักนั่นเอง ล่าสุดวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 ในงานประกาศรางวัล MICHELIN GUI
รู้หรือไม่ว่า? ประเทศไทยมี “บ่อขยะ” กว่า 1,800-2,000 แห่ง และขยะที่เราทิ้งไปนั้นไม่ได้หายไปไหน แต่กำลังสร้างภาระมหาศาล ทั้งในแง่ของผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิต สารเคมีที่ย้อนกลับเข้าสู่ร่างกายเราผ่านอาหาร และตัวเลขค่าใช้จ่ายที่นำขยะไปทิ้งที่หลุมฝังกลบของ กทม. ที่สูงถึง 7,000 ล้านบาทต่อปี “ปัญหาขยะ” เกิดจากปริมาณขยะที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมและภาวะโลกร้อน ส่งผลกระทบทั้งต่อมลพิษทางดิน น้ำ และอากาศ โดยสาเหตุหลักเกิดจากพฤติกรรมเล็กๆ ในชีวิตประจำวันของมนุษย์ ที่นับวันยิ่งทำให้ขยะในเมืองไทยทวีความรุนแรงมากขึ้น ในคอลัมน์ #Sustainablity ‘เส้นทางเศรษฐีออนไลน์’ จะพาไปพูดคุยกับ คุณก้อง-ชณัฐ วุฒิวิกัยการ จากคนที่เคยทิ้งขยะทุกอย่างรวมกันในถังเดียว สู่จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ กับบทบาทครีเอเตอร์สายรักษ์โลก เจ้าของช่อง Kong GreenGreen (ก้อง กรีนกรีน) เปลี่ยนมุมมอง ปรับพฤติกรรมใหม่ แต่เดิม ‘ก้อง กรีนกรีน’ เป็นคนหนึ่งที่ทิ้งขยะทุกอย่างอยู่ในถังเดียวกัน แต่มีครั้งหนึ่งเขาไปใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศ ที่นั่นมีกฎว่าต้องแยกขยะทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็น กล่องนม ขวดพลาสติก ขวด
“ย้อยหย่อย” คือร้านขนมไทยฟิวชัน คูหาเล็กๆ อยู่ในตัวเมืองจังหวัดนครปฐม ที่อบอวลด้วยความหอมหวานของกะทิและความตั้งใจของคนทำ ล่าสุด “ย้อยหย่อย” ได้รับการคัดเลือกให้เป็น “ของดีนครปฐม” อย่างเป็นทางการ โดยคณะกรรมการหอการค้าจังหวัดนครปฐม เห็นตรงกันว่า เป็นกิจการที่โดดเด่นทั้งรสชาติ รูปลักษณ์ และบรรยากาศอันอบอุ่น ทำให้ลูกค้าอยากมาเยือน สำหรับเจ้าของเรื่องราว คอลัมน์ #FamilyBIZ ครั้งนี้ คือ คุณออม–โชติกา ถิระกิตติกุล เชฟสาวผู้เติบโตมาในครอบครัวค้าขายลอดช่อง ฐานะปานกลาง เคยฝันอยากเป็นแอร์โฮสเตส ไม่เคยนึกภาพตัวเองว่าจะมาทำขนมหรือเปิดร้านอาหารเหมือนแม่ และพ่อแม่เองรู้ดีว่าเส้นทางนี้อาจเหนื่อยจนลูกไม่ควรต้องเจอ จึงไม่เคยผลักดันให้เธอเดินทางสายนี้เลย แต่บางครั้งเส้นทางชีวิตเหมือนค่อยๆ ผลักเราไปในสิ่งที่โอบรับเราที่สุด คุณออมรักการเข้าครัวมาตั้งแต่เด็ก ก่อนจะตัดสินใจครั้งใหญ่ เปลี่ยนจากสายภาษา ไปเรียนด้านอาหารอย่างจริงจัง จบสาขาการจัดการครัวของวิทยาลัยดุสิตธานีเพื่อให้มี “วิชาชีพ” ติดตัว เป็นพื้นที่ให้เธอเติบโตด้วยสองมือของตัวเอง ระหว่างเรียน เธอได้ฝึกทั้งการจัดการคน การทำงานเป็นทีม และควา
บทความโดย : มิสมิลเลียนแนร์ เจ้าของคอลัมน์ “ไอเดียต่างแดน” ร้านค้าในจีนสร้างมิติใหม่ของการขายเสื้อผ้าออนไลน์ ผุดไอเดียสุดว้าวดับฝันลูกค้าหัวหมอที่ชอบตีเนียนสั่งซื้อสินค้าไปใส่ฟรี “เซาท์ ไชน่า มอร์นิ่ง โพสต์” ระบุว่า ร้านค้าในจีนหลายแห่งพากันติดป้ายขนาดใหญ่เท่าๆ กับกระดาษ A4 บนเสื้อผ้าใหม่ที่วางขายเรียงรายบนราว แต่ละชิ้นมีข้อความคล้ายกันว่า “ไม่รับคืนหรือเปลี่ยนสินค้าหากนำป้ายออก” กลยุทธ์นี้มีเป้าหมายในการรับมือกับลูกค้าหัวหมอที่มักสั่งซื้อเสื้อผ้าไปใส่ฟรี แล้วส่งคืนเพื่อขอเงินคืน เพราะป้ายไซซ์ใหญ่ยักษ์เหล่านี้ซ่อนไม่มิด แถมทำให้การสวมใส่เสื้อผ้าไม่สบาย ขณะที่บางร้านใช้วิธีติดกุญแจล็อกแบบใส่รหัสไว้ที่ซิปของเสื้อโค้ต โดยทางร้านจะแจ้งรหัสในการปลดล็อกต่อเมื่อลูกค้ายืนยันการสั่งซื้อแล้วเท่านั้น ความเคลื่อนไหวเหล่านี้กลายเป็นประเด็นร้อนบนโซเชียลมีเดียของจีนในช่วงเทศกาลช้อปปิ้ง 11.11 ซึ่งเป็นมหกรรมลดราคาครั้งใหญ่ และมักตามมาด้วยการคืนสินค้าจำนวนมาก “แชนแนล นิวส์ เอเชีย” ค้นหาบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซยอดนิยมของจีนอย่าง “เถาเป่า” (Taobao) พบสินค้าหลายรายการที่ติดป้ายขนาด A4 ดังกล่าว หนึ่งในนั้นคือ
“เราอยากยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนด้วยงานวิจัยและนวัตกรรม” ประโยคเรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยพลังของ คุณเบนซ์-ภัทรพงษ์ พลเสน ผู้ก่อตั้ง บริษัท ไบโอเมดอินโนเวชั่น จำกัด สตาร์ตอัปสายสุขภาพ เกิดจากความฝันของคนรุ่นใหม่ ที่อยากเห็นงานวิจัยไทย ก้าวออกจากห้องทดลองไปสู่ชีวิตจริงของผู้บริโภค คุณเบนซ์ เล่าว่า เขาใช้เวลากว่า 10 ปีทำงานในสาย “บิสซิเนสอินโนเวชัน” หรือการถ่ายทอดเทคโนโลยี จากภาครัฐสู่เอกชน จึงมีโอกาสได้เห็นงานวิจัยดีๆ มากมาย แต่กลับถูกเก็บไว้ในรายงานมากกว่าจะได้ใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาตัดสินใจก่อตั้งบริษัทขึ้นมา เพื่อ “สกรีนเทคโนโลยี” ที่ต่อยอดได้จริง และนำมาสเกลอัปให้สอดคล้องกับอุตสาหกรรมและพฤติกรรมผู้บริโภค สำหรับเป้าหมายของ “ไบโอเมดอินโนเวชั่น” ชัดเจนคือ การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าทางการเกษตรไทย ด้วยการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์สุขภาพที่มีงานวิจัยรองรับ เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่ม ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคก็ได้สินค้าที่ดีและปลอดภัย โดยผลิตภัณฑ์ตัวแรกของบริษัทที่แจ้งเกิดในตลาด คือ “วีไลท์” (Velight) เครื่องดื่มน้ำข้าวกล้องสินเหล็ก รสพีชน้ำผึ้ง บรรจุขวดสีชมพูสดใส ที่เ
หากเอ่ยถึง จังหวัดกาญจนบุรี นอกจากขึ้นชื่อเรื่องแหล่งท่องเที่ยวแล้ว ยังเป็นจุดกำเนิดของแบรนด์ในตำนาน “ศรีฟ้าเบเกอรี่” ที่เปิดมานานกว่า 38 ปี จากความมุ่งมั่นของ วิเชียร เจนตระกูลโรจน์ ที่ได้ก่อตั้งร้านเล็กๆ นี้ขึ้นมา ก่อนกลายเป็นแบรนด์เบเกอรี่ชื่อดังของเมืองไทย ปัจจุบัน ศรีฟ้าเบเกอรี่ ส่งต่อธุรกิจสู่รุ่นที่ 2 พีรวัส เจนตระกูลโรจน์ ผู้เติบโตมากับธุรกิจนี้ตั้งแต่อายุ 2 ขวบ ในงานสัมมนาประชาชาติ Thailand 2026 ปรับ เปลี่ยน ไปต่อ “พีรวัส” ได้ร่วมเสวนาพิเศษ ถอดบทเรียน…จุดเปลี่ยนธุรกิจ NextGen ไว้อย่างน่าสนใจ พีรวัส เล่าถึงภาพจำสมัยเด็กว่า เติบโตมาในร้านเบเกอรี่เล็กๆ ที่พ่อและแม่ช่วยกันสร้างตั้งแต่เขาอายุ 2 ขวบ เห็นพ่อทำขนม แม่เป็นแคชเชียร์ ช่วยกันทำธุรกิจครอบครัวด้วยความขยันขันแข็งและสู้งานหนัก เพราะครอบครัวลำบาก ส่วนตนจะกลับมาช่วยงานหลังเลิกเรียน ทั้งล้างถาดขนม และเอาเกรียงเหล็กไปขูดพื้นขจัดคราบแป้ง คราบเนยออก ตอนนั้นพีรวัส บอกว่า ทำด้วยความไม่ชอบ เพราะรู้สึกว่าเป็นงานหนัก และถูกบังคับให้ทำมาตลอด จากความไม่อยากทำ พีรวัสเลือกเรียนต่อด้านฟู้ดไซน์ ซึ่งตรงสายกับธุรกิจครอบค
หากเดินผ่านบ้านเล็กๆ หลังหนึ่งในท่าพระ อาจจะได้กลิ่นหอมกรุ่นของขนมปังลอยออกมาตามลม เป็นร้านเบเกอรี่โฮมเมดที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ของความ “Old School” ในคอลัมน์ #Entreprenuer “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” ได้มีโอกาสคุยกับ คุณเบ็ญจี้-ศุภมาส ศรีศุภผล เจ้าของ SAKI CLUB (ซากี คลับ) ร้านเบเกอรี่สุดไวรัล ที่เกือบจะปิดกิจการ แต่กลับมาได้ด้วยพลังรีวิว ขายหมดภายใน 2 ชั่วโมง จุดเริ่มต้น…รสชาติความทรงจำ เธอเริ่มบทสนทนาด้วยเรื่องราววัยเด็ก ที่สมัยเรียนคุณแม่จะเป็นคนคอยไปรับ-ส่ง ซึ่งเธอเล่าว่า ก่อนกลับบ้านทุกครั้งจะต้องแวะไปซื้อเอแคลร์ที่อยู่แถวโรงเรียน เมื่อนึกถึงรสชาติตอนนั้นก็ทำให้เกิดความคิดถึงขนมรสชาติแบบนี้ จึงเริ่มคุยกับที่บ้านว่าอยากทำขนมสไตล์ Old School โดยเริ่มจากขายผ่านออนไลน์ ช่องทางดีลิเวอรี จนปัจจุบันเข้าสู่ปีที่ 10 แล้ว เดิมเธอทำงานประจำเป็น Marketing Manager อยู่ที่ Centara แต่เนื่องจากเริ่มหมดแพชชันกับงานที่ทำ จึงมองหาอาชีพที่ 2 ก่อนจะเล่าต่อว่า “เรามีเพื่อนสนิทขายเสื้อผ้าที่ประตูน้ำ ซึ่งขายดีมาก แล้วตอนนั้นรู้สึกไม่มีแพชชันในการทำงานโรงแรม เลยคิดว่าทำอะไรดี ซึ่งเราชอบกินเอแคลร์เป็น
จากการบุกเบิกคอนเทนต์บนโลกออนไลน์ ทำให้ชื่อของ ‘โกญจนาท’ โรงงานสมุดอายุ 40 กว่าปีกลับมาเป็นที่รู้จักอีกครั้งในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ทำให้เราได้เห็นวิธีการผลิตสมุด และการปรับตัวของธุรกิจที่ไม่ได้อยู่ในยุคเฟื่องฟู แต่สามารถเติบโตได้อย่างสวยงาม เส้นทางของแบรนด์นี้เป็นมาอย่างไร อะไรคือกลยุทธ์ความสำเร็จ ‘เส้นทางเศรษฐีออนไลน์’ จะพาไปพูดคุยกับทายาทรุ่น 3 ‘คุณมิน-ลภนพัฒน์ หวังไพสิฐ’ สมุดรุ่นอากงอาม่า เส้นทางการเติบโตของแบรนด์โกญจนาท เริ่มต้นจากอากงอาม่า ของคุณมิน ทายาทรุ่น 3 เขาเล่าให้ฟังว่า ในช่วงวัยรุ่นอาม่าทำงานในฝ่ายผลิตสมุด จึงทำให้รู้ขั้นตอนการผลิตทุกอย่าง ส่วนอากงอยู่ฝ่ายขายและจัดซื้อที่โรงงานแห่งเดียวกัน เมื่อทั้งสองพบรักและร่วมกันสร้างครอบครัว จึงตัดสินใจแยกตัวออกมาเปิดโรงงานสมุดเล็กๆ ของตัวเองที่ย่านตลาดน้อย เพราะมองว่าการสร้างธุรกิจน่าจะช่วยให้มีกำลังในการเลี้ยงดูครอบครัว โดยผลิตสมุดนักเรียน สมุดวาดเขียน และสมุดพก เป็นต้น และธุรกิจก็ประสบความสำเร็จ มีการขยับขยายสู่โรงงานแห่งที่ 2 ในย่านจอมทอง จากพนักงาน 3-4 คน ก็เพิ่มขึ้นเป็น 20-30 คน แต่หลังจากปี 2554 ที่เกิดน้ำท่วมใหญ่ ประกอ
เทรนด์สุขภาพทุกวันนี้ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การลดน้ำหนัก หรือการกินผักอีกต่อไปแล้ว เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ได้มีโอกาสพูดคุยกับ เชฟนาย-มนัชญา กุลพงษ์วดี Wellness Chef ผู้เชี่ยวชาญด้าน Nutrition จากร้าน “มีฤทธิ์” เพื่อเจาะลึกแนวคิดของ Wellness และการทำอาหารที่ใส่ใจสุขภาพแบบไม่น่าเบื่อ เชฟนาย เล่าว่า คอนเซ็ปต์ของ มีฤทธิ์ คืออาหารเพื่อสุขภาพแบบ Healthy Comfort Food ซึ่งมีจุดเริ่มต้นมาจากเรื่องราวส่วนตัวเมื่อครั้งที่คุณแม่เริ่มป่วย เธอคิดว่า ไม่ได้แล้วที่เราจะแค่ดูแลลูกค้าที่ป่วย เพราะจริงๆ คนที่ยังไม่ป่วย ควรจะเริ่มดูแลตั้งแต่เริ่มแรก พอคุณแม่กลับมาแข็งแรง เชฟนายเลยมองว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ทุกคนควรจะได้รับ เธอเสริมว่า การทำธุรกิจในกลุ่มนี้คือการตอบโจทย์ลูกค้า “การที่เราจะขายของแล้วทำให้คนกินแล้วดีต่อสุขภาพ เป็นอะไรที่กลุ่มลูกค้าต้องการ เพราะหลายคนรู้สึกว่าอาหารสุขภาพมันไม่อร่อย นายเลยอยากให้ทุกคนปรับมุมมองความคิดว่า อาหารสุขภาพก็อร่อยได้นะ เลยเป็นคอนเซ็ปต์ที่ร้าน” เทรนด์มาแรง กินอย่างไรให้ Healthy Aging เชฟนาย มองว่า เทรนด์สุขภาพที่มาแรงและจะไปต่ออย่างต่อเนื่องคือ Healthy Aging หรือ การมีอาย
บทความโดย : ดร.ยศพิชา คชาชีวะ กูรูวงการอาหาร เจ้าของคอลัมน์ “ตู้จดหมายพลศรี” “ถี่ลอดตาช้าง ห่างลอดตาเล็น” สำนวนโบราณที่หมายถึงทำอะไรไม่ถี่ถ้วน เดิมใช้ว่า “ถี่ลอดตาช้าง ห่างลอดตัวเล็น” ตัวเล็นคือพวกแมลงเล็กๆ แล้วเพี้ยนเป็น “ตาเล็น” แต่เอาเข้าจริงผมพยายามหาและคิดถึงที่มาของสำนวนนี้ก็หาใครอธิบายไม่ได้โดนใจ ผมเลยอธิบายเอาเองว่าช้างตัวโตแต่ตาช้างเล็กเลยมองไม่เห็นตาข่ายถี่ๆ ส่วนตัวเล็นถึงแม้ตัวเล็กแต่ตาโตเมื่อเปรียบเทียบกับหัว เจอตาข่ายห่างๆ กลับมองไม่เห็น ร้านอาหารที่ทำกันเจ๊งๆ เหตุผลใหญ่อันหนึ่งก็เรื่องความไม่ถี่ถ้วนนี่ล่ะครับ ไอ้ที่ควรจะถี่ดันไม่ถี่ ไอ้ที่ไม่ควรถี่ดันถี่ ผมรู้จักอยู่ร้านหนึ่ง ขายอาหารฟิวชันตามสมัยนิยม เจ้าของจัดเป็นคนถี่ถ้วนชนิดตามสำนวนนี้ ร้านต้องสะสมชีสและเนื้อสัตว์หลายชนิดมาใช้ทำอาหาร ซึ่งเป็นของราคาแพง ขณะเดียวกัน ก็มีอาหารไทยๆ ด้วย เลยต้องสะสมพวกผักสด ใบกะเพรา พริก แต่ละวันเจ้าของจะเข้าครัวไปคอยดูแลข้าวของวัตถุดิบ แต่ที่แกใส่ใจมากๆ เป็นพวกของผักสดนี่ล่ะ เห็นผักเหี่ยว ผักแช่น้ำจนดำ พ่อครัวเก็บผักไม่ใส่กล่อง ขยำใส่ถุงก๊อบแก๊บ ข้าวโพดต้มทั้งฝักวางแบในตู้เย็น ไม่เอาพลาสต
