SMEs
หากพูดถึงแบรนด์เครื่องสำอางที่มาแรงที่สุดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ชื่อของ SHEGLAM คือหนึ่งในแบรนด์ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดบน TikTok และโซเชียลมีเดียทั่วโลก Key Success มีแค่ ‘คอนเทนต์ไวรัล’ และ ‘พลัง Gen Z’ จากจุดเริ่มต้นในปี 2019 ที่ทีมงานเพียง 5 คน นั่งช่วยกันระดมสมอง คิดผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางออกมาเป็น SHEGLAM แล้วเติบโตจนกลายเป็นหนึ่งในแบรนด์เครื่องสำอางที่ขยายตัวเร็วที่สุดในโลก มีสินค้าจำหน่ายในกว่า 150 ประเทศ พร้อมยอดขายสุทธิแตะระดับ 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 ใช้เวลาเพียง 5 ปีเท่านั้น ไม่มีภาพลักษณ์แบรนด์ลักชัวรี ไม่ต้องดูไฮเอนด์ มีเพียงสิ่งเดียวคือ ดูดีถูกใจ Gen Z ก็พอ ถอดกุญแจความสำเร็จที่ทำให้แบรนด์สามารถเติบโตได้เร็วขนาดนี้ 1. ใช้สูตร Fast Fashion มาสร้าง Fast Beauty SHEGLAM คือแบรนด์ของประเทศจีน โดยผู้สร้างแบรนด์ SHEIN เบื้องหลังความสำเร็จของแบรนด์คือการนำแนวคิดแบบ SHEIN มาใช้กับธุรกิจเครื่องสำอางอย่างเต็มรูปแบบ แทนที่จะใช้เวลาพัฒนาสินค้านานหลายเดือน แต่ SHEGLAM เลือกใช้ข้อมูลจากโซเชียลมีเดีย เทรนด์ TikTok และความคิดเห็นของลูกค้า มาพัฒนาสินค้าอย่างรวดเร็ว เมื่อมีเทรนด์ไหนกำลัง
“สิ่งที่ทำให้ผมมาได้จนถึงทุกวันนี้ คือผมไม่หยุดทำแม้แต่วันเดียว กาแฟอยู่ในสมองผมตลอดเวลา” ใครจะไปรู้ว่า จากเด็กมหาวิทยาลัยที่นั่งคั่วกาแฟในกระทะใบจิ๋วอยู่หลังหอพัก จะเติบโตมาเป็นเจ้าของคาเฟ่และโรงคั่วกาแฟที่สามารถส่งเมล็ดกาแฟขายได้กว่า 4 ตันต่อเดือน นี่คือเรื่องราวของ Young Entrepreneur ไฟแรง คุณเต้ย-เฉลิมชาติ สีเขียว วัย 30 ปี เจ้าของร้าน Momento Coffee Roaster จุดเริ่มต้นจากเด็กใต้ที่ไม่ได้มีฝันยิ่งใหญ่ คุณเต้ย เล่าว่า เขาเป็นคนใต้ อำเภอพะโต๊ะ จังหวัดชุมพร ชีวิตในวัยเด็กไม่ได้มีฝันที่เจาะจงว่าต้องเป็นอาชีพใด เพียงแต่ตั้งใจไว้ว่าเมื่อเรียนจบแล้วจะกลับไปหาอะไรทำที่บ้าน เนื่องจากมีสวนเกษตรอยู่แล้ว จุดพลิกผันที่ทำให้คุณเต้ยก้าวเข้าสู่วงการกาแฟเกิดขึ้นเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ในช่วงที่เป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 3 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ เหตุผลที่เริ่มสนใจกาแฟจริงๆ คือการที่ต้องดื่มกาแฟบ่อยๆ เพื่ออ่านหนังสือ แต่เมื่อได้ดื่มด่ำไปเรื่อยๆ ก็เกิดความอยากรู้ว่ารสชาติของกาแฟนั้นมีอะไรที่ลึกซึ้งไปกว่าที่เคยสัมผัสหรือไม่ “เมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว เริ่มมีกาแฟดริป ทำให้เริ่มเห็นการคั่วขึ้นมา เ
เคยลองมองชีวิตตัวเองเป็นหน้าปัดนาฬิกาหรือไม่ หากเด็กน้อยวัยแรกเกิดคือนาฬิกาที่เพิ่งเดินผ่านเวลาเที่ยงคืนไปไม่นาน และผู้สูงวัยคือนาฬิกาที่เข็มกำลังเคลื่อนเข้าใกล้เที่ยงคืนอีกครั้ง แล้วตอนนี้ ชีวิตของคุณอยู่ที่กี่โมงแล้ว? ในช่วงเดือนมิถุนายน ที่หลายคนกำลังรู้สึกเหนื่อยล้ากับครึ่งปีที่ผ่านไป วันที่ชีวิตดูเอื่อยเฉื่อยจนไม่แน่ใจว่าตัวเองกำลังเดินหน้าอยู่หรือเปล่า มีบทความเก่า ๆ ชิ้นหนึ่งที่ชวนให้กลับมามองชีวิตด้วยสายตาใหม่เสมอ บทความนั้นมีชื่อว่า Life Is Like a Clock ของ Guthrie Chamberlain นักเขียนและนักจัดพอดแคสต์ชาวสหรัฐฯ แนวคิดของบทความเรียบง่ายมาก แต่กลับทรงพลังอย่างน่าประหลาด โดยชวนให้เราลองนำอายุของตัวเองมาเปรียบเทียบกับเวลาในนาฬิกาที่มี 24 ชั่วโมง อ้างอิงจากอายุขัยเฉลี่ยของมนุษย์ที่ประมาณ 78.4 ปี เมื่อเราย่อชีวิตทั้งชีวิตให้เหลือเพียงหนึ่งวัน จะช่วยให้เห็นบางอย่างชัดขึ้น เห็นว่าชีวิตไม่ได้ยาวนานอย่างที่คิด และเห็นว่าเวลาที่เหลืออยู่มีค่ามากเพียงใด หากคำนวณตามแนวคิดนี้ แล้วคุณล่ะ ตอนนี้นาฬิกาชีวิตกำลังบอกเวลากี่โมง คำถามนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อทำให้เรากังวลว่าเวลาที่เหลืออยู่มีน้อยเพียงใด
กำลังจะเปิดฉากอย่างเป็นทางการกับ “ฟุตบอลโลก 2026” ที่จะจัดขึ้น ณ สหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก อีเวนต์กีฬาระดับโลกที่เริ่มแข่งขันตั้งแต่ 11 มิถุนายน – 19 กรกฎาคม 2569 เทศกาลที่คนทั่วโลกต่างตั้งหน้าตั้งตารอคอยถึงสี่ปีกว่าจะวนมาครั้งหนึ่ง นอกจากจะได้เห็นความตื่นเต้นของเหล่าแฟนบอลแล้ว แบรนด์ต่างๆ ก็ยังตื่นตัวกับเทศกาลนี้ไม่แพ้กัน นั่นเพราะช่วงเวลาไฮซีซันได้มาถึงแล้ว แม้ในปีนี้ประเทศไทยยังไม่มีความชัดเจนเรื่องลิขสิทธ์การถ่ายทอดสด แต่เสน่ห์ของฟุตบอลโลกยังคงทรงพลังพอที่จะสร้างบรรยากาศและกระตุ้นเศรษฐกิจการค้าขายให้คึกคักให้กับหลายธุรกิจได้ การถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างไร รู้หรือไม่ว่า การถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลกนั้น ฟังดูเผินๆ อาจจะเป็นเพียงการมอบความบันเทิงให้เหล่าแฟนบอลโดยเฉพาะ แต่หากมองลึกลงไปกว่านั้นเราจะเห็นว่า ฟุตบอลโลกสามารถช่วยกระตุ้นยอดขายในหลายอุตสาหกรรมได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการรับชม การสังสรรค์ และสินค้าที่ระลึกซึ่งสร้างมูลค่าได้อย่างมหาศาล นอกจากรายได้ของผู้ประกอบการที่ถือสิทธิ์ถ่ายทอดสด อันจะได้โอกาสทางธุรกิจจากโฆษณาและการบริ
หากย้อนกลับไปในวันแรก จุดเริ่มต้นของที่นี่ไม่ได้เริ่มจากเห็ด แต่เริ่มจากการเลี้ยงไส้เดือนของ คุณชารีย์ บุญญวินิจ หรือ ลุงรีย์ เจ้าของ “OmakaHed (โอมากาเห็ด)” ที่คิดอยากนำไส้เดือนมาจัดการกับ “ขยะอาหาร” แต่ไส้เดือนนั้นก็ไม่ได้จัดการอาหารได้ทุกอย่าง สามารถจัดการได้แค่บางส่วน และเปลี่ยนมันออกมาเป็น “มูลไส้เดือน” ซึ่งเป็นปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง แต่คำถามสำคัญที่ต้องตอบเจตนาตัวเองให้ได้ก่อนว่า “ต้องการจัดการขยะอาหารหรือต้องการได้ปุ๋ยคุณภาพสูง” ซึ่งที่ฟาร์มลุงรีย์ มีการปรับเปลี่ยนโซนและขยับพื้นที่มาแล้วไม่ต่ำกว่า 20 ครั้ง ปัจจุบันฟาร์มแห่งนี้เป็นการคิดแบบหมดจด นั่นคือถ้าคุณเดินจากหลังฟาร์มเข้าหน้าบ้าน มันคือเรื่องของการจัดการขยะอาหาร ย้อนมาเป็นวัตถุดิบกลายเป็นมื้ออาหารแปรรูป แต่ถ้าเดินจากหน้าบ้านไปหลังบ้าน มันคือการเริ่มจากร้านอาหาร ไปสู่ขยะอาหาร และจบที่ต้นตอของการจัดการ “มันก็มองได้สองทางเดิน มองได้สองแบบ ก็แล้วแต่ว่าใครถนัดจากดินไปบนฟ้า ใครถนัดจากบนร้านอาหารลงมาสู่ดิน” นิยามความยั่งยืนในแบบ ‘เกษตรกรอินดี้’ ความยั่งยืนไม่ใช่เรื่องยิ่งใหญ่เสมอไป แต่มันเป็นเรื่องของปัจเจกบุคคลมากๆ ซึ่งเศร
เรื่องราวของ “ลีออน โลว์” (Leon Low) ชายสิงคโปร์ วัย 48 ปี เขาเปลี่ยนบ้านของตัวเองเป็นบาร์ส่วนตัว “Bar59” ธุรกิจเสริมเล็กๆ ที่เริ่มต้นจากพื้นที่ในบ้านและการชอบสังสรรค์กับกลุ่มเพื่อน ก่อนกลายเป็นโฮมบาร์เสิร์ฟค็อกเทลที่เต็มไปด้วยเรื่องราวมากมาย ทั้งที่ครั้งหนึ่งเขาเคยไม่ชอบดื่มค็อกเทลเสียด้วยซ้ำ จากไม่ชอบดื่มค็อกเทลสู่บาร์ลับในบ้าน ลีออนชอบชวนเพื่อนและคนรู้จักมานั่งสังสรรค์ที่บ้าน เขาอาศัยอยู่ในแฟลตย่านซรังกูน (Serangoon) ที่มีเคาน์เตอร์ครัวอยู่ตรงกลางและที่นั่งพูดคุย จากเดิมที่เป็นแค่สถานที่พบปะ ดื่มสังสรรค์ แต่หลังจากเพื่อนคนหนึ่งถ่ายรูปเครื่องดื่มของเขาเล่นๆ แล้วติดแท็กว่า “Bar59” จากเลขห้อง 5-9 ได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของบาร์แห่งนี้ ตั้งแต่ปี 2020 ลีออนได้เปิด Bar59 ภายในบ้านโดยต้อนรับเพื่อน ครอบครัว และแขกที่จองล่วงหน้าเท่านั้น ทั้งที่เขาไม่ชอบดื่มค็อกเทลเลยด้วยซ้ำ ลีออนเล่าย้อนว่า เมื่อ 8-9 ปีก่อน เขามองค็อกเทลเป็นเครื่องดื่มที่ “เน้นลูกเล่นเกินไป หวานเกินไป และราคาแพง” และเขาเป็นสายดื่มวิสกี้และไวน์ตัวยงมากกว่า แต่มุมมองนี้ได้เปลี่ยนไป เมื่อเขาได้พูดคุยกับบาร
ในย่านสวนตะไคร้ จังหวัดนครปฐม มีร้านเต้าหู้เก่าแก่ที่มีชื่อเสียงคือ “เต้าหู้ต้ามู่” ขึ้นชื่อเรื่องการทำเต้าหู้ทำมือ ใช้กรรมวิธีดั้งเดิมมานานนับ 100 ปี จุดเด่นอยู่ที่เนื้อเต้าหู้นุ่มละมุน ที่ขายมาตั้งแต่ก้อนละ 50 สตางค์ วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ มีโอกาสเดินทางไปถึงจังหวัดนครปฐม ได้ดูกระบวนการทำแบบดั้งเดิม ตั้งแต่ขั้นตอนการโม่ถั่ว กรองถั่ว จนได้เป็นเต้าหู้หนึ่งก้อน พร้อมพูดคุยกับ อาม่าสุรีย์พร อางนานนท์ ทายาทรุ่น 3 วัย 70 ปี และ คุณเอก-วิโรจน์ อางนานนท์ ทายาทรุ่น 4 เกี่ยวกับเบื้องหลังของโรงเต้าหู้แห่งนี้ ว่าทำอย่างไรให้อยู่ได้มานานกว่า 100 ปี ส่งต่อกรรมวิธีจากรุ่นสู่รุ่น ก่อนจะไปเจาะลึกถึงเรื่องขั้นตอนการทำที่พิถีพิถัน อาม่าเล่าย้อนความหลังให้ฟังว่า ร้านนี้เป็นของเหล่ากงมาจากเมืองจีน สมัยนั้นก็มาแบบเสื่อผืนหมอนใบ กระทั่งอาม่ามารับช่วงต่ออาชีพนี้ตั้งแต่อายุ 17 ปี หลังจากแต่งงานเข้ามาในครอบครัวนี้ ซึ่งตอนแต่งเข้ามาใหม่ๆ ขายก้อนหนึ่ง 50 สตางค์ “สมัยก่อนจะใช้ถั่วทางเชียงใหม่ที่เดียว ที่อื่นใช้ไม่ได้ มันไม่สวย มันกระด้าง น้ำเต้าหู้มันจะไม่เหมือนกัน” ในส่วนของกระบวนการทำ อาม่าบอกว่าต้อ
เรื่องราวของ คุณตุล-ธรพร โถวรุ่งเรือง คุณแม่ที่อยากให้ลูกพูดภาษาไทยได้ จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเปิดโรงเรียนสอนภาษาไทยในนครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย โดยใช้หลักสูตรที่เธอและครูสอนภาษาไทยหลายท่านร่วมกันพัฒนาจากประสบการณ์จริงและปัญหาที่พบในการสอน ก่อนปรับรูปแบบสู่ “คลาสออนไลน์” ที่สามารถเข้าถึงนักเรียนได้จากหลายประเทศทั่วโลก พร้อมต่อยอดเป็นโอกาสสร้างอาชีพให้กับครูและผู้ที่สนใจสอนภาษาไทยแก่ชาวต่างชาติ ท่ามกลางกระแสความนิยมประเทศไทยที่เพิ่มขึ้น ทั้งจากศิลปินไทย ซีรีส์วาย อาหารไทย และซอฟต์พาวเวอร์ด้านต่างๆ ที่ดึงดูดให้ชาวต่างชาติหันมาเรียนภาษาไทยมากขึ้น จากแม่ที่อยากให้ลูกพูดไทยได้ สู่ติวเตอร์สอนภาษา คุณตุลย้ายไปอยู่นครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย ก่อนสร้างครอบครัวกับสามีชาวจีนและมีลูกวัย 7 ขวบ เธออยากให้ลูกพูดภาษาไทยได้ แต่หาครูสอนค่อนข้างยาก จึงเห็นโอกาสทางธุรกิจร่วมกับคุณครูคนไทยจากวิ่งไปสอนเด็กตามบ้านสู่การเปิดโรงเรียนสอนภาษาในปี 2018 ก่อนปิดตัวปี 2019 เพราะเจอโควิด เธอมองเป็นความโชคดี เพราะก่อนหน้านี้ต้องแบกค่าเช่าสถานที่ราคาสูง เปิดสอนจริงๆ ได้แค่วันเสาร์
สบายใจ ไม่รวย แต่พอกิน! คนรุ่นใหม่ทำเกษตร ปลูกผักสลัดบนดอย มีรายได้หลักหมื่น แถมได้ดูแลพ่อแม่ “ถามว่ามีความสุขไหม ทำเกษตรแรกๆ คือร้องไห้เลย มือแตก มือลอก รู้สึกว่า “กูปิ๊กมาอะหยังวะ” ท้อมาก แม่ก็ไล่กลับไปอยู่เวียง (เชียงใหม่) แต่เรารู้สึกว่าไม่สนุก เลยกลับมาสู้ต่อ เพราะทำเกษตรสบายใจกว่า ไม่ต้องแข่งกับใคร แข่งกับตัวเองพอ ขยันมากก็ได้มาก และได้กลับมาอยู่กับพ่อแม่ด้วย” คำบอกเล่าจาก คุณกระแต-วนิดา สุขกำแหง สาววัย 27 ปี เธอเติบโตมาในครอบครัวชาวสวนลำไย จึงซึมซับวิถีเกษตรมาตั้งแต่เด็ก อีกทั้งเมื่อได้ลองทำงานประจำ แต่ไม่ตรงใจ การกลับมาทำเกษตร อาชีพดั้งเดิมของพ่อแม่ จึงเป็นความตั้งใจจริง นำมาสู่การสร้างรายได้ต่อเดือนที่มั่นคงจากผักสลัด ที่เริ่มจากปลูกเล็กๆ ในสวนลำไย สู่การเช่าพื้นที่บนดอยเพิ่มผลผลิต งานประจำไม่ใช่ทาง คุณกระแต เล่าให้ฟังว่า เธอไม่มีทุนเรียนต่อปริญญาตรี หลังจบ ปวส. ด้านอุตสาหกรรมการเกษตร ที่วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีเชียงใหม่ จึงหยุดเรียนเพื่อหาทุนศึกษาต่อ โดยเลือกทำงานประจำ เป็นบาริสต้า เปิดร้านกาแฟ และเป็นบาร์เทนเดอร์ ใช้ชีวิตเป็นมนุษย์เงินเดือนนาน 2 ปี
“ทองหล่อ” ในภาพของใครหลายๆ คน อาจนึกถึงพื้นที่ที่เป็นแหล่งทางธุรกิจสำคัญของกรุงเทพมหานคร เป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยบริษัท คอนโดหรู รวมไปถึงสถานบันเทิงอันเป็นแหล่งรวมตัวของเหล่านักเที่ยวไฮโซ แต่อาจจะน้อยคนนักที่ทราบว่า ในทองหล่อซอย 3 ยังมีพื้นที่ขนาด 250 ตารางวา ที่ถูกอุทิศให้เป็นสาธารณะประโยชน์ ที่แห่งนี้คือ “สวนครูองุ่น” โดยผู้ตั้งชื่อคือ คุณสมบัติ บุญงามอนงค์ เพื่อเป็นเกียรติและเฉลิมฉลองให้กับคุณครูองุ่น มาลิก ประหนึ่งว่าตัวท่านและเจตนารมณ์ในการทำประโยชน์เพื่อสังคมจะยังคงอยู่ ไม่หายไปไหน วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ขอพาทุกคนไปพูดคุยกับ คุณโซเฟีย-สิริพร สุขชูศรี ผู้จัดการสวนครูองุ่นและหัวหน้าโครงการสวนครูองุ่น โดยใช้เวลากว่า 3 ปีกว่าจะพิสูจน์ให้ชุมชนเห็นว่า พื้นที่สีเขียวที่ “ฟรี” และ “เข้าถึงง่าย” คือสิ่งที่คนเมืองโหยหาจริงๆ โมเดล “ธุรกิจเพื่อสังคม” ย้อนกลับไปจุดเริ่มต้น ที่ดินผืนนี้เป็นของ คุณครูองุ่น มาลิก ซึ่งก่อนเสียชีวิตในปี พ.ศ. 2533 ท่านได้เขียนพินัยกรรมและบันทึกประจำวันทิ้งไว้เพื่อแสดงความตั้งใจที่อยากให้ที่ดินผืนนี้เกิดประโยชน์ต่อสังคม จนกระทั่งเกิดความร่วมมือกันระหว่าง มูลนิธ
