SMEs
การเดินทางบนเวทีระดับโลกอย่าง America’s Got Talent ของ เนเน่ รอยัล ได้สร้างความประทับใจและจารึกความทรงจำครั้งสำคัญให้กับแฟนๆ ชาวไทยและแฟนคลับทั่วโลกไปเป็นที่เรียบร้อย หลังจากที่เธอฝ่าฟันอุปสรรคและโชว์ศักยภาพอันโดดเด่นจนทะยานเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ (Final) ได้สำเร็จ โดยเนเน่ได้ออกมาแสดงเป็นคนที่ 7 ซึ่งก่อนจะเริ่มการแสดงมีการเปิดตัวด้วยคลิปสั้นๆ ย้อนถึงการเดินทางมาสู่รอบไฟนอล โดยเนเน่กล่าวว่า “ตอนนี้ AGT ได้เปลี่ยนชีวิตฉันไปแล้ว” พร้อมเริ่มโชว์สุดขนลุก ที่ทรงพลังเช่นเคย ในเพลง Seven Nation Army เป็นเพลงระดับตำนานของ The White Stripes เมื่อการแสดงจบลง ทำให้กรรมการอย่าง เมลบี ถึงกับเอ่ยปากว่า “รู้สึกตัดสินใจถูกมากที่กดปุ่มทองตอนนั้น เนเน่อยู่อันดับดีที่สุดของโลก โชว์มีความเป็นตัวของตัวเองสูง อายุแค่ 16 ถ้าเนเน่ไม่ชนะ จะเอาบ้านใหม่ฮาร์วีไปขาย” นอกจากนี้หลังจบการแสดง ฮาร์วีขึ้นไปกอดเนเน่กลางเวที หลังจบโชว์ พร้อมบอกว่า เธอสมควรได้รับ 1 ล้านเหรียญ การถ่ายทอดเสียงร้องและเสน่ห์เฉพาะตัวบนเวที AGT ไม่เพียงแต่มัดใจกรรมการ แต่ยังครองใจผู้ชมทางบ้านนับล้านคนที่คอยติดตามและส่งแรงใจเชียร์ตลอดการแข่งขัน การ
SILPIN (ซิลพิน) จัดงานเปิดตัวครั้งแรกในรอบ 9 ปี ภายใต้คอนเซ็ปต์ “From Local Legacy to Global Gastronomy” โดยนำนวัตกรรมเปลี่ยนวัตถุดิบเกษตรไทยเป็น Flavours ตอกย้ำวิสัยทัศน์ “Authentic Thai Flavours to the World” ขับเคลื่อน Agricultural Soft Power ของไทยสู่เวทีโลก แบรนด์ SILPIN (ซิลพิน) จัดงานเปิดตัวครั้งแรกในรอบ 9 ปีของการก่อตั้ง ภายใต้คอนเซ็ปต์ “From Local Legacy to Global Gastronomy” ณ เดอะแบมบู บาร์ โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ โดยนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาเปลี่ยนวัตถุดิบเกษตรไทยให้เป็น “Flavours” พร้อมเสิร์ฟประสบการณ์ Gastronomy ทั้งอาหารคาว ของหวาน เครื่องดื่ม และเมนู Masterpiece ที่ได้แรงบันดาลใจจากรัชกาลที่ 5 มีเหล่าเซเลบริตี้ร่วมงาน อาทิ นันท์ สิริวัฒนภักดี พีชานนท์, ศุลีรัตน์ ลีนุตพงษ์, นลินี ทวีสิน, ยูกิ ศรีกาญจนา, ลักขณา นะวิโรจน์ และ ม.ล.ภาสันต์ สวัสดิวัตน์ นายปิยะ บุญนำกิจสวัสดิ์ CEO บริษัท ซิลพิน เอเชีย จำกัด ผู้ก่อตั้งแบรนด์ เปิดเผยว่า ตลอด 9 ปีนับจากก่อตั้งในปี 2559 SILPIN น้อมนำแนวพระราชดำรัสของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาตีค
ลบภาพจำแบบเดิมๆ กับการทำธุรกิจที่ต้องใช้ประสบการณ์หลายปี แต่การทำธุรกิจในยุคนี้ไม่ใช่เรื่องยาก เพราะการเปิดร้านอย่างทุกวันนี้ไม่จำเป็นต้องมีหน้าร้านก็ขายได้ วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ จะพาไปพูดคุยกับ แทน-นพรุจ อังอติชาติ วัย 24 ปี ดีกรีเด็กอักษรฯ จุฬาฯ ที่เริ่มจากการเป็นอินฟลูเอนเซอร์สายติ๊กต็อก ที่มีผู้ติดตามหลักล้าน สู่บทบาทใหม่กับการเป็นเจ้าของธุรกิจร้านกาแฟ Ease Up Coffee ซึ่งเคยไปเปิดหน้าร้านในห้าง แต่ต้องปิดตัวลง เพราะห้างกำลังจะรีโนเวตใหม่ เขาจึงตัดสินใจยกเครื่องทำกาแฟ อุปกรณ์ต่างๆ มาเปิดร้านกาแฟหน้าบ้าน ขายเฉพาะในแอป ดีลิเวอรี หลังจากเปิดมาได้เพียง 3 อาทิตย์ ก็ทำยอดขายพุ่งไปกว่า 6 หลักเลยทีเดียว Chapter 1 : เริ่มจากเปิดหน้าร้าน แทนเล่าว่า สมัยก่อนคุณแม่เปิดร้านขนมชื่อว่า “Nom & Noey” โดยร้านนี้เปิดมากว่า 30 ปีแล้ว แต่ทว่าช่วงหลังร้านที่ขายอยู่ในห้างลูกค้าเริ่มลดลง บวกกับตอนนั้นเป็นช่วงที่เรียนจบพอดีและไม่อยากทำงานประจำ จึงขอแบ่งพื้นที่ร้านกับคุณแม่ครึ่งหนึ่ง มาเปิดร้านกาแฟชื่อว่า “Ease Up Coffee” “ตอนนั้นเราเน้นทำเกี่ยวกับงานอินฟลูฯ เป็นหลัก เพราะตั้งใจอยากจะเข้าไปใน
ในวันที่ธุรกิจอาหารไม่ได้แข่งขันกันเพียงเรื่องรสชาติ แต่ยังต้องสร้างความแตกต่างและประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้บริโภค “แม่หยกปากหม้อ” จึงเกิดขึ้นในฐานะร้านอาหารน้องใหม่ที่พัฒนาขึ้นจากทีมงานของ “หยกสด” แบรนด์ขนมไทยใบเตย โดยครั้งนี้เลือกต่อยอดจากความเชี่ยวชาญด้านอาหารไทย สู่เมนูของคาวที่มีเอกลักษณ์และหาทานได้ยากขึ้นในปัจจุบันอย่าง “ก๋วยเตี๋ยวปากหม้อ” “แม่หยกปากหม้อ” เป็นร้านที่ทีมงานหยกสดร่วมกันพัฒนา โดยตั้งใจนำเสนออาหารในรูปแบบที่เรียบง่าย เข้าถึงได้ และสามารถรับประทานได้เป็นประจำในชีวิตประจำวัน ภายใต้แนวคิด “อร่อย เรียบง่าย คุ้มค่า และได้กินผักหลายชนิด” โดยก๋วยเตี๋ยวปากหม้อของแม่หยก เสิร์ฟในราคาชามละ 60 บาท (ที่บูธ 85 บาท) พร้อมเครื่องและผักหลากหลายชนิด เพื่อให้เป็นมื้ออาหารที่ทั้งอิ่ม อร่อย และทานได้เรื่อยๆ อีกหนึ่งความตั้งใจสำคัญ คือการนำเมนูอาหารไทยที่กำลังหาทานได้ยากกลับมาอยู่ในชีวิตประจำวันอีกครั้ง เพราะ “ก๋วยเตี๋ยวปากหม้อ” ถือเป็นหนึ่งในอาหารไทยที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งวิธีการทำสดและการรับประทานที่แตกต่างจากก๋วยเตี๋ยวทั่วไป ขณะที่ปัจจุบันร้านที่นำเสนอเมนูดังกล่าวมีจำนวนไม่มากนัก การเ
เคยไหม…เวลาเลื่อนฟีดบนโซเชียลมีเดีย แล้วพบว่าเพื่อนรุ่นเดียวกันได้เลื่อนตำแหน่ง หรือประสบความสำเร็จครั้งใหญ่ในชีวิต แต่พอหันกลับมามองตัวเองที่ยังนั่งแก้ปัญหาหรือยังวุ่นวายกับเรื่องบางเรื่องอยู่ที่เดิม จนบางครั้งทำให้เกิดคำถามบั่นทอนจิตใจลอยเข้ามาในหัวทันทีว่า “ทำไมเรายังอยู่ที่เดิม” หรือจริงๆ แล้วเราไม่ได้เก่งพอ ความกดดันจากการเปรียบเทียบในสายอาชีพเป็นบาดแผลเงียบๆ ที่คนทำงานยุคนี้ต้องแบกรับโดยไม่รู้ตัว มันค่อยๆ บั่นทอนพลังใจ จนทำให้งานตรงหน้าที่เคยทำได้ดี กลายเป็นเรื่องน่าอึดอัดและไร้ความหมาย ทำไมเราถึงหยุดเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นไม่ได้? ทฤษฎีการเปรียบเทียบทางสังคมของ Leon Festinger อธิบายว่า มนุษย์เรามีแนวโน้มประเมินคุณค่า ความสำเร็จ และความก้าวหน้าของตัวเองโดยวัดจาก “คนรอบข้าง” ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมรุ่น มหาวิทยาลัยเดียวกัน หรือคนที่เริ่มทำงานพร้อมกัน เมื่อเราเห็นเพื่อนก้าวหน้า สมองจะตีความว่าเรากำลังตกอยู่ในสภาวะล้าหลัง หรือ Upward Social Comparison จนเกิดเป็นความกังวลและความกลัว สิ่งนี้ถูกกระตุ้นให้รุนแรงขึ้นในยุคดิจิทัล จากแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่เปรียบเสมือนพื้นที่จัดแสด
กรุงเทพฯ ยังมีที่พักเล็กๆ อีกหลายแห่งที่ไม่ได้มีดีแค่ราคาน่ารัก เพราะแต่ละที่ยังมีเรื่องราวและแนวคิดที่แตกต่างกันไป บางแห่งใส่ใจสิ่งแวดล้อม บางแห่งช่วยฟื้นชีวิตให้ชุมชน ขณะที่บางแห่งหยิบความทรงจำของครอบครัวมาต่อยอดเป็นที่พัก ชวนรู้จัก 5 โฮสเทลและโฮมเทลน่าพักในกรุงเทพฯ ที่น่าจะถูกใจใครหลายคน The Yard Hostel – ย่านอารีย์ เดอะยาร์ด โฮสเทล ที่พักย่านอารีย์เปิดมายาวนาน 11 ปี ความโดดเด่นของที่พักแห่งนี้คือการใส่ใจสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่การเลือกโครงสร้างนำตู้คอนเทนเนอร์เก่ามาปรับเป็นห้องพัก มีจุดแยกขยะ จุดเติมน้ำฟรีเพื่อลดการใช้ขวดพลาสติก และไม่เสิร์ฟอาหารเช้าแบบบุฟเฟ่ต์ แต่เสิร์ฟเป็นเซ็ต เพราะไม่อยากให้เกิด Food Waste ในเซ็ตเมนูประกอบด้วย โยเกิร์ต แยมทำเอง เพราะอยากลดการใช้ Single-use plastic ส่วนกาแฟใช้ของละเลียด คาเฟ่ในย่านเดียวกัน หากเป็น The Yard สาขาเชียงใหม่ จะใช้ของอาข่า อ่ามา (Akha Ama) เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการท้องถิ่นให้โตไปด้วยกัน พร้อมดูแลลูกค้าเป็นอย่างดี เหมือนมานอนบ้านเพื่อน บ้านญาติ มีพื้นที่กลางแจ้งให้ผ่อนคลาย และเดินทางสะดวกด้วยรถไฟฟ้า นอกจากนี้ทางโฮสเทลยังทำโ
เรื่องราวของ “หลิน – ชนิดา, ลิลลี่ – นิศารัตน์ และ กุ๊กกิ๊ก – เสาวลักษณ์ จึงเจริญชัยศักดิ์” สามพี่น้องผู้ก่อตั้ง “LUCK” แบรนด์ที่มองเห็น Pain Point ของ “ผ้าขนหนู” ของใช้ใกล้ตัวที่เราใช้กันทุกวัน แต่เมื่อใช้ซ้ำและปล่อยให้ชื้นนานๆ ก็อาจกลายเป็นแหล่งสะสมแบคทีเรียโดยไม่รู้ตัว จึงเกิดเป็นไอเดียสร้างแบรนด์ผ้าขนหนูที่ไม่ได้ขายแค่การซับน้ำหรือความนุ่ม แต่เติมนวัตกรรม “IntelliTime” ช่วยบอกอายุการใช้งานให้ผู้ใช้รู้ว่าควรเปลี่ยนผ้าขนหนูเมื่อไร กุ๊กกิ๊กให้สัมภาษณ์กับ “เส้นทางเศรษฐี” ถึงการสร้างแบรนด์สินค้าที่พยายามทำให้ “ของใช้ธรรมดา” มีคุณค่ามากกว่าเดิม จุดเริ่มต้นแบรนด์ LUCK ก่อนมาปั้นแบรนด์ LUCK สามพี่น้องแยกย้ายไปศึกษาต่อในด้านต่างๆ พี่สาวคนโตเรียนด้านการตลาด มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พี่คนกลางเรียนนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ และน้องสาวคนเล็กเรียน การเงิน วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล จากนั้นได้แยกย้ายกันไปหาประสบการณ์และเรียนรู้การทำงานร่วมกับผู้อื่น โดยพี่คนโตทำงานในบริษัทใหญ่ พี่คนกลางทำงานด้าน AE และคนเล็กทำงานธนาคาร การได้เห็นคุณพ่อคุณแม่ทำงานและสร้างธุรกิ
ผู้เขียน : คัคน ญานะวงศ์ษา หลายคนอาจมองว่า “ปลาดุก” เป็นแค่เมนูธรรมดา แต่สำหรับบางคนกลับมองเห็นโอกาสในการ “ต่อยอด” วัตถุดิบใกล้ตัว ให้กลายเป็นธุรกิจที่ “สร้างรายได้” และมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ มีโอกาสพูดคุยกับ “คุณฮิม” หรือ วิทวัส เสน่ห์จันทร์ วัย 36 ปี แม้เขาจะทำงานประจำอยู่ในสายงานครีเอทีฟและไดเรกเตอร์มานานกว่า 12 ปี แต่ยังหันมาสร้างธุรกิจส่วนตัวร่วมกับครอบครัว โดยหยิบปลาดุกมาเลาะก้างจนกลายเป็นธุรกิจในชื่อ “Dukdik ปลาดุกไร้ก้าง” ร้านย่านบางบัวทองที่กำลังเป็นไวรัล เพราะสามารถตอบโจทย์คนรุ่นใหม่และลูกค้าที่อยากกินปลาดุกแบบสะดวกมากขึ้น จนสามารถสร้างรายได้วันละ 20,000 บาท ชวนครอบครัวมาสร้างธุรกิจ “ปลาดุกไร้ก้าง” คุณฮิมได้ไอเดียปลาดุกไร้ก้างมาจากร้านอาหารสไตล์อิซากายะแนวอีสาน หลังได้ลองกินจนเกิดความประทับใจเพราะไม่มีก้างมาคอยกวนใจคนชอบกินปลาดุกอย่างเขา จึงได้เก็บไอเดียนี้มาพัฒนาเป็นโปรเจ็กต์ เขาใช้เวลาทดลองและพัฒนาสินค้าด้วยตัวเองมาตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา ทั้งการแร่ปลา การเอาก้างออก รวมถึงการพัฒนาวิธีทำให้เนื้อปลายังคงความสดและไม่มีกลิ่นคาว แม้ในต
เรื่องราวของ “เจคอบ แอนสัน” วัย 31 ปี เจ้าของร้านเบเกิล Brazen Bagels ที่เปิดขายในโชว์รูมรถ เมืองเดียร์บอร์น รัฐมิชิแกน จนสามารถสร้างรายได้ปีละ 200,000 ดอลลาร์ หรือประมาณ 6.4 ล้านบาท เจคอปเคยทำงานขายยางรถมือสองในบริษัทแห่งหนึ่ง เขารู้สึกหมดไฟในการทำงานจึงตัดสินใจลาออกในปี 2021 พร้อมกับมองหาอะไรใหม่ๆ ทำ จนได้เห็นวิดีโอร้านเบเกิลแห่งหนึ่งในนิวยอร์กที่มีคนต่อคิวยาว เขาจึงเริ่มทำเบเกิลสไตล์นิวยอร์กในครัวที่บ้าน ซึ่งใช้เวลาฝึกฝนและทดลองสูตรนานถึง 4 เดือน ขณะเดียวกันก็ทำงานเป็นไรเดอร์ส่งอาหารเพื่อหารายได้ประคองตัวไปด้วย “เป็นเวลาหลายเดือนที่ผมไม่ได้นั่งพักเลย ไม่ได้หยุดอบขนม ถ้าผมเหนื่อยหรือรู้สึกไม่ค่อยอยากทำ ผมก็จะโยนทุกอย่างลงในเครื่องผสมแล้วคิดว่า ผมจะไม่ทิ้งมันไปเปล่าๆ ลองทำซ้ำอีกครั้งดีกว่า” เจคอปเล่าเสริม หลังจากได้สูตรที่ลงตัว เจคอปเลือกเปิดร้าน Brazen Bagels ในโซเชียลมีเดียอย่างอินสตาแกรมและเฟซบุ๊กในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2022 พร้อมกับใช้บัตรเครดิตเต็มวงเงินมาเป็นเงินทุนในการซื้อเตาอบกับเครื่องผสมแป้ง เขาตัดสินใจนำเบเกิลที่เหลือไปแจกตามร้านค้าในละแวกนั้น หนึ่งในนั้นคือร้านเบอ
หากพูดถึงครีเอเตอร์ที่มีคาแรกเตอร์โดดเด่น หยิบเรื่องใกล้ตัวมาทำคอนเทนต์ได้อย่างน่าสนใจ และสะท้อนสังคม โดยการโรลเพลย์กับสถานการณ์จริงที่หลายคนเคยเจอ จนสามารถสร้างปรากฏการณ์ “คลิปล้านวิว” วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ชวนพูดคุยกับ ไบรท์-เอกรัตน์ คงสถิตย์ เจ้าของช่องไบรท์ไร้ไขมัน (brightekkarat) ที่เริ่มจากความฝันอยากเป็นพิธีกร สู่การเป็นครีเอทีฟเบื้องหลังรายการตลกชื่อดังระดับประเทศ และผันตัวเป็นครีเอเตอร์สายเล่าเรื่อง ผู้ติดตาม 1.7 ล้าน ที่มีผลงานไวรัลนับไม่ถ้วน จากฝันแรกของเด็กสายกิจกรรม ย้อนกลับไปในวัยเด็ก ความฝันแรกของไบรท์ไม่ใช่การเป็นคนเบื้องหลัง แต่เขาอยากเป็น “พิธีกร” ตั้งแต่สมัยเรียน เขาคือเด็กกิจกรรมตัวจริง ทั้งการเป็นพิธีกรกิจกรรมต่างๆ ประธานนักเรียน ไปจนถึงพิธีกรของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งทุกบทบาทล้วนหล่อหลอมให้เขาคุ้นเคยกับการยืนหน้ากล้อง และสื่อสารกับผู้คน กระทั่งได้มีโอกาสฝึกงานที่ A Time Media ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่ทำให้ค้นพบว่าตัวเองชื่นชอบงานด้านครีเอทีฟ เช่น การคิดมุก การเขียนบท และการเล่าเรื่อง จนเริ่มจับทางสายครีเอทีฟได้อย่างจริงจัง หลังจากนั้น ไบรท์ได้รั
