อาชีพทำเงิน
บนโลกใบนี้มีไอเดียการทำของเล่นมากมาย ที่สรรค์สร้างมาเพื่อสนองความสนุก ความชอบและสร้างความเพลินเพลิดให้กับคนเล่น บางคนก็ประดิษฐ์ของเล่นขึ้นมาด้วยตัวเองบ้าง หลายคนก็นำเอาไอเดียต่างๆ มาสร้างสรรค์ ต่อยอดเพิ่มเติม จนสามารถสร้างรายได้เพิ่ม กระทั่งทำเป็นอาชีพเสริมก็มี คุณจตุพล กันทอง หรือ คุณติม หนุ่มเจ้าของไอเดียปืนยาง วัย 32 ปี ซึ่งเป็นเจ้าของร้าน TG rubber gun คนนี้ก็เป็นหนึ่งตัวอย่างที่สามารถต่อยอดไอเดียของเล่นจากสิ่งประดิษฐ์ของตนเอง จนสร้างเป็นเงิน ทำรายได้ให้อย่างไม่น่าเชื่อ ปืนยาง ของเล่น อาชีพเสริม ทำเงิน คุณจตุพล เริ่มต้นเล่าให้ฟังถึงไอเดีย ปืนยางนี้ว่า “จากจุดเริ่มต้นที่เริ่มมีหัวคิดในด้านงานประดิษฐ์ จนกระทั่งพัฒนาต่อมาเป็นอาชีพเสริมแบบนี้ได้ เกิดมาจากทักษะตอนสมัยเด็กๆ บ้านมีฐานะค่อนข้างยากจน ไม่ค่อยมีเงินมาซื้อของเล่นเท่าไหร่นัก จึงได้ลองประดิษฐ์ของเล่น เล่นด้วยตนเองอยู่บ่อยๆ ทำเอง ประยุกต์เอาวัสดุนั่นนี่มาทดลอง จนสามารถประดิษฐ์ของเล่นขึ้นมาได้ โดยไอเดียที่มาทำปืนยางนี้ ได้ไอเดียจากการไปเห็นคนญี่ปุ่นผลิตปืนของเล่นในยูทูบ ในใจก็คิดอยากลองทำบ้าง เลยหาวัสดุมาลองประกอบดู วัสดุที่ได้เอา
คุณวรรณภา เหลืองธุวปราณีต บ้านอยู่ที่อ.บางเลน จ.นครปฐม มีอาชีพทางด้านเกษตรกรรมเป็นหลัก แต่สนใจใคร่รู้ต้องการหาอาชีพเสริมกระทั่งไปได้ความรู้การปลูกหม่อนและแหล่งพันธุ์ ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน จังหวัดนครปฐม คุณวรรณภา บอกว่า ต้องการปลูกพืชที่ไม่ต้องดูแลมาก และใช้ประโยชน์ได้เยอะ ก็เลยมาลงตัวที่ หม่อน หรือบางครั้ง จะเรียกกันเป็นภาษาอังกฤษว่ามัลเบอร์รี่ ซึ่งก็คือกลุ่มผลไม้ในตระกูลเบอร์รี่ ที่มีประโยชน์มาก นั่นเอง เริ่มต้น คุณวรรณภา ปลูกหม่อน ในพื้นี่ 1 ไร่ 2 งาน จำนวน 400 ต้น ระยะปลูกระหว่างต้น 4 เมตร และระหว่างแถว 2 เมตร หม่อนเป็นพืชชอบแล้ง แต่ต้องให้น้ำบ้าง หลังจากปลูก 6 เดือนก็เก็บผลได้ เมื่อเก็บผลแล้ว ก็ต้องตัดแต่งกิ่ง บำรุงต้น (ด้วยปุ๋ยคอกมูลสัตว์อัดเม็ด) เพื่อให้แตกใบ แตกยอด และออกผลอีกครั้ง ซึ่งระยะเวลานับแต่ตัดแต่งกิ่ง 40-45 วัน ก็เก็บได้อีกรอบ 1 ต้นจะเก็บได้ตั้งแต่ 2-5 กิโลกรัม ขึ้นกับอายุต้น และขายส่งได้ในราคา 150 บาทโดยมีแม่ค้ามารับซื้อถึงที่สวน ส่วนต้นพันธุ์ซื้อมาต้นละ 25 บาท ซึ่งเวลานี้ก็มีขายทั่วไป นอกจากขายผลสดแล้ว ยังนำไปแปรรูปได้อย่างหลากหลาย ตั้งแต่
อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าช่วงนี้ราคาข้าวของ เครื่องใช้ หรืออาหารการกินต่างๆ ก็ต้องปรับตัวเพื่อให้ธุรกิจอยู่รอดไปได้ในภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง รวมไปถึงกำลังซื้อของคนก็มีขึ้นลงตามรายได้ที่ได้รับในแต่ละเดือน ซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญมากสำหรับพ่อค้าแม่ขาย ข้าวมันไกร้านค้าบางราย ปรับตัวโดยการขยับราคาสินค้าเพิ่มขึ้นอีกนิด เพื่อให้ร้านอยู่รอดได้ ผิดกับมุมมองและแนวคิดเจ้าของร้าน “นก ข้าวมันไก่ เคาะโต๊ะ” ซึ่ง คุณชุตินิษฐ์ ชิตเจริญ หรือคุณนก เจ้าของร้านวัย 33 ปี กลับมองว่า “ไม่ได้ต้องการขายเอารวย แต่อยากขายเพื่อให้คนที่มีงบน้อย หรือนักเรียน นักศึกษา ให้เขาเหล่านี้มีข้าวกิน ท้องอิ่ม” ขายข้าวมันไก่10 บาท 10 ปี ราคาไม่เคยเปลี่ยน คุณนก ขยายความให้เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ฟังเพิ่มเติมว่า ก่อนจะมาทำข้าวมันไก่ขาย เคยเป็นพนักงานออฟฟิศคนหนึ่ง ทำงานประจำ มีเงินเดือนใช้ มีบัตรเครดิตใช้เหมือนสาวออฟฟิศทั่วๆ ไป เป็นสาวออฟฟิศอยู่เกือบ 4 ปีได้ ก่อนจะตัดสินใจลาออกมาค้าขาย ด้วยเหตุผลที่ว่า ทำงานไปเงินก็ไม่พอใช้ ทั้งยังติดหนี้บัตรเครดิตอีก จึงต้องหันกลับมาคิดใหม่ แต่ก่อนที่จะเกิดจุดเปลี่ยนและตัดสินใจลาออกจากงานประจำมาเป็นแ
เห็ด เป็นพืชชั้นต่ำจำพวกเชื้อรา เป็นอาหารประเภทผักที่ไม่มีไขมัน มีการเจริญเติบโตเป็นสายใย มีรูปร่างสวยงามแตกต่างกันไป และเห็ดก็เป็นแหล่งอาหารโปรตีนจากธรรมชาติ อุดมไปด้วยวิตามิน จึงให้คุณค่าทางโภชนาการ และมีสรรพคุณทางยา ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันในร่างกาย และช่วยลดอัตราความเสี่ยงจากโรคร้ายต่างๆ เช่น หลอดเลือดหัวใจอุดตัน และความดันโลหิตสูง เบาหวาน เป็นต้น ในปัจจุบันยังพบว่า เห็ด ให้คุณค่าทางเศรษฐกิจอย่างมากมาย มีผู้เพาะเห็ดขาย สร้างรายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำไปทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทยเลยทีเดียว คุณคมสันต์ แสนทวีสุข หนุ่มโสด ชาวไร่ วัย 30 ปีเศษๆ แห่งเมืองอุบลราชธานี เป็นอีกผู้หนึ่งที่หันมาเพาะเห็ดขาย จนมีรายได้อย่างน่าพอใจ ซึ่งเมื่อก่อนคุณคมสันต์ได้ผ่านการประกอบอาชีพต่างๆ มานับไม่ถ้วน ทั้งเป็นช่าง ทั้งทำนา ทำไร่มัน ค้าขาย ทำค่ายมวย แต่ก็ไม่รวยสักที จนกระทั่ง ต้นปี พ.ศ. 2558 ที่ผ่านมา จึงได้ศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับการเพาะเห็ดนางฟ้าและเห็ดขอน เพื่อเพาะเห็ดขาย รายได้จึงทะลักเข้ามาอย่างน่าพอใจ จากที่เคยตระเวนขายไปเรื่อยๆ ด้วยตัวเอง ก็เปลี่ยนมาเป็นนั่งขายอยู่ที่ฟาร์ม หรือบางทีมีลูกค้าสั่งเป็นจำนวนมา
คุณดอกรัก สุคนที อยู่ที่่ศูนย์เรียนรู้ด้านการประมง ตำบลบึงคำพร้อย อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี เป็นอีกหนึ่งเกษตรกรที่เลี้ยงปลาดุกบิ๊กอุย มามากกว่า 15 ปี ไม่ว่าจะเป็นยุคที่มีน้ำเพียงพอหรือช่วงวิกฤตแล้งเกิดขึ้น กลับไม่ส่งผลกระทบต่อการเลี้ยงปลาของเขามากนัก และที่สำคัญเขาได้นำปลาที่เลี้ยงเองทั้งหมดมาแปรรูปสร้างมูลค่า เป็นอีกหนึ่งวิธีการที่ช่วยทำเงินสร้างรายได้ให้กับเขาได้เป็นอย่างดี จากเดิมเป็นพ่อค้าปลา ผันชีวิตสู่เกษตรกรเลี้ยงเอง คุณดอกรัก เล่าให้ฟังว่า ก่อนที่จะมาจับอาชีพเลี้ยงปลา ได้ประกอบอาชีพเป็นพ่อค้าจำหน่ายอาหารปลามาก่อน มีทั้งเป็นแบบอาหารสดและอาหารเม็ด เมื่อทำมาเรื่อยๆ ยอดจำหน่ายยังไม่ดีเท่าที่ควร จากนั้นประมาณ ปี 2542 จึงเริ่มลงมือทดลองเลี้ยงปลาดุกด้วยตนเอง “สมัยก่อนนี่ผมขายของตามตลาดด้วย แล้วก็มีพวกซี่โครงไก่ ไส้ไก่ เพื่อส่งจำหน่ายให้เกษตรกรเอาไปบดเป็นอาหารปลาดุก คราวนี้เราส่งให้เขาเรื่อยๆ กำลังซื้อเขารับไม่ไหว เราก็เลยคิดว่าแบบนี้ต้องหาทางออก คือต้องเลี้ยงเอง ก็เลยเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ได้เริ่มเลี้ยงปลาดุก” คุณดอกรัก เล่าถึงความเป็นมา หลังจากที่ได้เลี้ยงปลาดุกอย่างที่ตั้งใจ คุณ
ฝรั่งให้ความสนใจมวยไทยกันมาก ไม่ได้เพิ่งมาสนใจ แต่สนใจมานานแล้ว วัดจากเวลามีนักท่องเที่ยวมาเมืองไทยก็จะถือโอกาสไปดูการชกมวยไทยที่เวทีราชดำเนินบ้าง ลุมพินีบ้าง ที่พัทยา เกาะสมุย ภูเก็ต และอีกหลายเมืองที่เป็นเมืองท่องเที่ยวจะต้องมีสนามมวย เพื่อให้นักมวยไทยขึ้นชกโชว์ศิลปะมวยไทยให้ฝรั่งชม เมื่อเร็วๆ นี้ผมมีโอกาสได้พบกับ คุณปัญญา ไกรทัศน์ ปรมาจารย์เรื่องมวยไทยคนหนึ่ง คุณปัญญาไม่ได้แค่เขียนตำราเกี่ยวกับศิลปะมวยไทยเท่านั้น ในช่วงชีวิตหนึ่งยังได้ไปเป็นครูสอนมวยให้ฝรั่ง ทั้งที่เยอรมนี ออสเตรเลีย ฝรั่งเศส เบลเยียม เนเธอร์แลนด์ และอีกหลายประเทศ ปัจจุบันก็ยังสอนมวยให้ต่างชาติอยู่เหมือนเดิม โดยบินไปสอนให้ผู้ที่สนใจมวยไทยถึงออสเตรเลีย ทั้งๆ ที่คุณปัญญามีงานหลักเป็นข้าราชการอยู่ที่กรมการท่องเที่ยว กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา แต่ก็สามารถแบ่งเวลาไปสอนมวยถึงต่างประเทศปีละหลายครั้ง โดยใช้วันหยุดยาวของเทศกาลต่างๆ เช่น ปีใหม่ สงกรานต์ และลาพักร้อน ซึ่งมีสิทธิลาพักร้อนปีละ 10 วัน ถึงแม้ใช้เวลาไปสอนเพียงครั้งละไม่กี่วัน แต่ก็ได้ค่าแรงคุ้มกับการต้องจ่ายค่าเดินทาง ค่าที่พักและอื่นๆ คุณปัญญาใช้เวลาเป็นครูสอนมวยให้
ย่างเข้าฤดูร้อน อาหารที่ดับกระหายคลายร้อนได้เป็นอย่างดี ก็คือ “เฉาก๊วย” ซึ่งนอกจากจะทำให้คนทานดับร้อนได้แล้ว “เฉาก๊วย” ยังเป็นเมนูที่ดับความจน สร้างเศรษฐีเงินล้านในเมืองไทยให้เกิดขึ้น อย่างเช่น เฉาก๊วย “ชากังราว” แรงบันดาลใจ จากสูตร “เฉาก๊วยดอนเมือง” สู่สูตรสำเร็จ “เฉาก๊วยชากังราว” ดร.เสริมวุฒิ สุวรรณโรจน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เฉาก๊วยชากังราว จำกัด ซึ่งเป็นผู้ปั้นแบรนด์เฉาก๊วย “ชากังราว” และผลิตเฉาก๊วยแปรรูปจนประสบความสำเร็จ เล่าถึงความเป็นมาของเฉาก๊วยชากังราว ด้วยน้ำเสียงแห่งความภาคภูมิใจว่า เฉาก๊วย “ชากังราว” ประสบความสำเร็จได้อย่างทุกวันนี้ ต้องขอบคุณเฉาก๊วย “ดอนเมือง” ที่ทำให้มีเฉาก๊วย “ชากังราว” เกิดขึ้น เพราะมีการพัฒนาสูตรเฉาก๊วยมาจากเฉาก๊วยดอนเมือง ในสมัยที่ลูกชายไปทำงานกับโรงงานเฉาก๊วยดอนเมือง เมื่อ 15 ปีที่แล้ว “เฉาก๊วยดอนเมือง เป็นสะพานให้เราได้เดิน ตอนนั้นผมทำงานอยู่ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน ลูกผมจบ ปวส. ใหม่ๆ ลูกผมได้มีโอกาสรู้จักกับเจ้าของ เขาก็มาชวนลูกผมไปทำงานที่โรงงาน ในสมัยนั้นเงินเดือนค่อนข้างเยอะ เมื่อ 15 ปีที่แล้ว ได้เดือนละ 5,000 บาท ก็บอกลูกว่า ขอให้ตั้งใจทำงาน
เมื่อเร็วๆ นี้ผมมีโอกาสได้ไปดูงานโรงไฟฟ้าถ่านหินและนิวเคลียร์ที่ประเทศเยอรมนีและฝรั่งเศส แน่นอนการเดินทางไปดูงานจะเป็นของราชการก็จริง แต่เพื่อความสะดวกจำเป็นต้องจ้างให้บริษัททัวร์พาไป เมื่อมีบริษัททัวร์ก็ต้องมีไกด์ สำหรับนำคณะไปดูงาน ผมต้องยอมรับว่า เท่าที่ผมได้ท่องเที่ยวกับทัวร์มาแล้วหลายประเทศ ไม่มีไกด์คนใดเก่งและมีความสามารถสูงเท่ากับ ไกด์ธนากร ชยางศุ ที่พาคณะของเราดูงานครั้งนี้ ผมมารู้ตอนหลังว่าเป็นไกด์คนเดียวของประเทศไทยที่แทบไม่มีวันว่างเลย เพราะจะถูกบริษัททัวร์จองตัวไว้ตั้งแต่ต้นปีถึงปลายปี กลับจากเป็นไกด์ให้ผมและคณะก็จะเดินทางเป็นไกด์พาลูกทัวร์ไปอังกฤษ คุณธนากร เป็นไกด์อิสระไม่สังกัดกับบริษัททัวร์แห่งใด เขายินดีเป็นไกด์ให้กับทุกบริษัท โดยคิดค่าตัววันละ 5,000 บาทขาดตัว “ทำวันละเพียง 2 ชั่วโมง ก็ 5,000 บาท หรือทำตลอดวันก็ 5,000 บาท” เขาบอกกับผม เนื่องจากเขาต้องทำงานเกือบทุกวันจึงแทบไม่มีเวลาได้ใช้เงิน เพราะเวลางานไม่ว่าจะค่ากิน ค่าที่พัก บริษัททัวร์เป็นคนจ่ายให้ไกด์ทั้งหมด เหตุที่ทำให้คุณธนากรเป็นไกด์ขายดีก็เพราะพูดได้ถึง 6 ภาษา คือ จีน อังกฤษ อินเดีย อิตาลี เยอรมนี และฝรั่งเศส
ผู้เขียน // อนัญญา สถานการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ อาจจะทำให้คนจากภายนอกไม่กล้าลงไปในพื้นที่ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะปิดกั้นโอกาสการนำสินค้าออกไปถึงมือลูกค้าให้ได้สัมผัส “ของดีภาคใต้” จากหลายๆ ผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นที่ออกมาให้คนต่างถิ่นได้ชื่นชมความงดงามและใช้สินค้า โดยหนึ่งในนั้นคือ “ผ้าบาติกย้อมเทียน” ฝีมือชาวบ้านกลุ่มหนึ่งในจังหวัดนราธิวาส ภายใต้ผลิตภัณฑ์ “บาติก เดอ นารา” (Batik de Nara) ซึ่งสวยงามถูกใจคนไทยด้วยกันเองและยังต้องตาต้องใจชาวต่างชาติอีกด้วย ขายมาขายไปกลายเป็นหน้าร้าน คุณรอวียะ หะยียามา เจ้าของร้านบาติก เดอ นารา ซึ่งพื้นเพเป็นคนปัตตานี เล่าจุดเริ่มต้นของธุรกิจว่า มาจากการ “ซื้อมาขายไป” โดยย้อนไปเมื่อ 20 กว่าปีก่อน ซึ่งยังทำงานประจำอยู่ในกรุงเทพฯ และทุกครั้งที่กลับมาเยี่ยมบ้านจะหอบหิ้วผ้าบาติก ซึ่งเป็นของในชุมชนติดไม้ติดมือเป็นของฝากให้เพื่อนๆ และเจ้านาย จนวันหนึ่งมองว่าน่าจะขายเป็นรายได้เสริม จึงจ้างชาวบ้านผลิตตามออร์เดอร์และนำไปฝากขายตามร้านขายของที่ระลึกต่างๆ ในกรุงเทพฯ ขายดิบขายดียอดสั่งซื้อเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จนปี 2531 เธอตัดสินใจออกจากงานประจำกลับบ้านเกิด เพ
เดี๋ยวนี้คนรุ่นใหม่ หันมาสนใจและประกอบอาชีพเกษตรกรรมมากขึ้น ทั้งยังชอบต้นไม้ โหยหาอาชีพอิสระที่ตอบโจทย์วิถีการดำเนินชีวิตอิสระ และต้องการเวลาใช้ชีวิตมากขึ้น หลายรายเริ่มสร้างเนื้อสร้างตัวจากสิ่งที่ชอบกันตั้งแต่ยังเรียนไม่จบมัธยมหรือมหาวิทยาลัยด้วยซ้ำ คุณปัญญา อาชาวงศ์ หรือ คุณเต้ย เจ้าของร้าน “กระบองpet-ร้าน3ต.” วัย 29 ปี เกษตรกรรุ่นใหม่อีกราย ที่มีความคิดไม่อยากเป็นลูกจ้างใคร และสร้างกิจการเล็กๆ เป็นของตัวเองจากสิ่งที่ชอบ กิจการจากความชอบ ทำเกษตร สร้างอาชีพ คุณเต้ย เจ้าของร้าน “กระบองpet-ร้าน3ต.” สละเวลาจากการขายของ ในเย็นวันอังคาร ที่ตลาดนัดจตุจักร เล่าให้ฟังว่า “เรียนจบคณะเทคโนฯ ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ตั้งใจไว้ตั้งแต่ก่อนจะเรียนจบแล้วว่า ไม่อยากเป็นลูกจ้างใคร เพราะไม่ชอบงานออฟฟิศเท่าไหร่ และอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง หลังจากเรียนจบได้มาทำธุรกิจอาหารเสริมเป็นธุรกิจแรกที่เริ่มต้นทำ ระหว่างที่ทำธุรกิจขายอาหารเสริมอยู่นั้น ก็มีความสนใจในการเลี้ยงกระบองเพชรด้วย เริ่มซื้อมาเลี้ยง ด้วยความรู้สึกว่ากระบองเพชรมีความเหมาะสมอะไรหลายๆ อย่าง กับสภาพอากาศของเมืองไทย เป็นไม้
