เชฟ
จากวันที่ต้องตั้งหลักเพื่อเอาตัวรอด กลายเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางใหม่ ที่พาไปสู่การสร้างอาชีพและรายได้ให้ด้วยตัวเอง เรื่องราวของ นอต-กรณัฏฐ์ สุขปาน พนักงานประจำตำแหน่ง CDP หรือ Chef de Partie (เชฟประจำสถานีหรือหัวหน้าแผนกย่อยในครัว) ของร้านอาหารแห่งหนึ่งกลายเป็นคนว่างงานในชั่วข้ามคืน ทำให้เขาจำเป็นต้องหาทางรอด ก่อนต่อยอดสู่ร้านอาหารดีลิเวอรีแบบโฮมคุก ในชื่อ “อิ่มอร่อย” จากตกงานสู่ผู้ประกอบการ นอตเริ่มต้นร้านอิ่มอร่อยในครัวหลังบ้านย่านสาทร โดยเป็นร้านขายอาหารจานเดียวดีลิเวอรี ที่เขาได้ดึงเพื่อนร่วมงานที่ว่างงานพร้อมกันมาช่วยกันสร้างธุรกิจใหม่ “ผมเปิดร้านนี้มาประมาณ 5 ปี เป็นร้านสไตล์ Home Cook โดยก่อนหน้านั้นก็ทำงานโรงแรมและร้านอาหารมาโดยตลอด จนมาถึงตำแหน่งสุดท้ายคือ CDP หรือ Chef de Partie ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งย่านพระราม 9 แต่เพราะสถานการณ์โควิดทำให้เจ้าของต้องปิดกิจการแบบ Set Zero ตอนแรกผมก็พยายามหางาน แต่ตอนนั้นไม่มีที่ไหนรับคนเพิ่ม มีแต่จะเอาคนออก ผมว่างงานอยู่ประมาณ 6 เดือน ระหว่างนั้นก็ต้องใช้ชีวิตอย่างประหยัด พร้อมๆ กับศึกษาการขายอาหารแบบดีลิเวอรีว่าระบบเป็นอย่างไร เช
การเดินสายไฟในไซต์ก่อสร้างกับการทำขนมหวาน มีอะไรที่เหมือนกันบ้างหรือไม่? ถ้าคุณถาม เชฟ Richard Chew (ริชาร์ด ชิว) เขาจะบอกคุณว่าทั้งสองงานนี้ล้วนเกี่ยวข้องกัน เพราะต้องใช้ความแม่นยำ สมาธิ และการวางแผนที่รอบคอบแบบห้ามพลาดแม้แต่นิดเดียว ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 20 ปีก่อน เขาตัดสินใจว่าจะเรียนต่อเพื่อเป็นเชฟทำขนมหวาน และตัดสินใจลาออกจากงานช่างเดินสายไฟในอุตสาหกรรมการก่อสร้างปัจจุบันในวัย 39 ปี เชฟริชาร์ด ดำรงตำแหน่งหัวหน้าเชฟขนมหวาน (Executive Pastry Chef) ที่โรงแรม Conrad Singapore Marina Bay โดยเป็นผู้นำทีมดูแลร้านอาหาร งานเลี้ยง และโปรแกรมจิบชายามบ่ายของโรงแรม เปลี่ยนสายงาน…จากช่างไฟมาเป็นเชฟทำขนม ตอนที่ทำงานอยู่ย่านถนนออร์ชาร์ด ขณะที่กำลังทานขนมปังอยู่ เห็นคนเดินไปเดินมา ก็เริ่มถามตัวเองว่า ถ้ามีโอกาสเลือกอาชีพอีกครั้งอยากทำอะไร “ฉันนึกถึงการทำอาหารและขนม เพราะเป็นคนชอบทำอาหาร แถมคุณแม่ก็ยังเป็นช่างทำขนมอีกด้วย ตอน 6 ขวบก็เริ่มทำข้าวผัดเองที่บ้าน แล้วทำงานพาร์ตไทม์แรกตอนอยู่ ป.6 คือการทำงานในร้านเบเกอรี ทำหน้าที่ช่วยบรรจุวัตถุดิบลงบรรจุภัณฑ์” ก่อนจะเล่าต่อว่า ตอนนั้นไปเรียนทำขนมอยู
เพราะความรู้ในห้องเรียนเพียงอย่างเดียว อาจไม่เพียงพอในโลกการทำงานจริง การเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้ได้ลงมือทำจริง จึงกลายเป็นคำตอบสำคัญ วันนี้ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” ขอพาไปทำความรู้จักกับโมเดลการเรียนรู้แบบ Skill-based Learning ของ “วิทยาลัยดุสิตธานี” ที่ยกธุรกิจจริงมาไว้ในรั้ววิทยาลัย ให้นักศึกษาได้ฝึกทักษะการทำงานอย่างมืออาชีพในบรรยากาศไม่ต่างจากสถานประกอบการจริง หากเดินเข้าไปในวิทยาลัยดุสิตาธานี คุณอาจพบกับผู้คนมากหน้าหลายตา ไม่ใช่แค่นักศึกษา หรืออาจารย์ แต่ยังมีบุคคลภายนอกที่แวะเวียนเข้ามาใช้บริการในพื้นที่การเรียนรู้และฝึกปฏิบัติจริง ที่เรียกว่า F&B Concept โดยนักนักศึกษาทั้งหลักสูตรไทยและนานาชาติ ในสาขาศิลปะการประกอบอาหาร ทำหน้าที่เป็นผู้ปรุงอาหาร และนักศึกษาสาขาการจัดการโรงแรม ทำหน้าที่เป็นผู้ให้บริการ เริ่มต้นกันในโซนแรก D Corner เป็นเหมือนศูนย์อาหารหรือ Food Court ในห้างสรรพาสินค้าที่ยกเคาน์เตอร์จำหน่ายอาหารหลากหลายมารวมไว้ในที่เดียวกัน ทั้งอาหารไทย อาหารเอเชีย และอาหารนานาชาติ ปรุงกันแบบสดใหม่ ด้วยวัตถุดิบคุณภาพและมาตรฐาน ไม่แพ้ศูนย์อาหารใหญ่ๆ นอกจากนี้ยังมีเครื่องดื่ม
แม้ “คั่วไก่ ไอ้เครา” จะเปิดมานาน เข้าสู่ปีที่ 8 แต่ร้านเล็กๆ ในตึกพาณิชย์ ริมถนนวุฒากาศ 55 แห่งนี้ ยังคงสร้างรายได้และเติบโตมาจนถึงปัจจุบัน พร้อมคว้ารางวัลการันตีความอร่อย ทั้ง The Spoon ช้อนทองคำ และ เชลล์ชวนชิม แต่กว่าร้านนี้จะประสบความสำเร็จ ก็ไม่ได้ง่ายอย่างที่เห็น และการได้สัมผัสกับคำว่า “เป็นนายตัวเองครั้งแรก” ก็ไม่ได้ชิลอย่างที่คิดไว้ นี่คือเรื่องราวของ เชฟโอ๊ต-สุพรรษพงษ์ กุลชนะรมย์ ผู้ที่เรียกตัวเองอย่างภาคภูมิว่า “กูคือพ่อค้าคั่วไก่ธรรมดาคนหนึ่ง” กว่าจะเป็นเชฟใหญ่ เชฟโอ๊ต เริ่มต้นทำงานตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม งานแรกคือสจ๊วตหรือเด็กล้างจานในโรงแรมแห่งหนึ่ง ก่อนขยับไปทำงานในครัวเบเกอรี่ จากพนักงานกินเงินรายวัน ก็ได้บรรจุเป็นพนักงานประจำ ความฝันของเชฟโอ๊ตในตอนนั้น คือการเป็นเชฟใหญ่ Executive Chef เขาจึงเลือกออกจากครัวเบเกอรี่ ไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ใหม่ๆ จนมีโอกาสขยับไปทำงานในครัวร้อน ตำแหน่ง Cook Helper หรือผู้ช่วยกุ๊ก “เหมือนเด็กทุกคนที่มีความฝัน เราเห็นเชฟใหญ่ที่เป็นฝรั่งใส่ยูนิฟอร์มสีขาว มันเท่และสมาร์ทสำหรับเราตอนนั้น ตอนได้เป็นกุ๊กในโรงแรม เราใส่ชุดสีขาวกลับบ้าน หม่าม้าเ
ในยุคที่โลกเปลี่ยนแปลงรวดเร็วและผู้คนมองหาความสมดุลระหว่างชีวิตกับสุขภาพ “อาหาร” จึงไม่ใช่เพียงสิ่งที่เติมเต็มร่างกาย แต่เป็นสิ่งที่หล่อเลี้ยงจิตใจ และสะท้อนวัฒนธรรมของแต่ละชาติอย่างลึกซึ้ง ปี 2025 นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของวงการอาหารโลก จากยุคที่เน้น “ความหรูหราและภาพลักษณ์” สู่ยุคที่ผู้คนให้ความสำคัญกับ “ความเรียบง่ายและความหมาย” ในทุกมื้ออาหาร เทรนด์ “อาหารเพื่อใจและสุขภาพ” (Comfort Food) กำลังได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางทั่วโลก สะท้อนแนวโน้มผู้บริโภคยุคใหม่ที่หันมาใส่ใจทั้งโภชนาการ ความอบอุ่นใจ และความยั่งยืน มากกว่าการจัดจานเพื่อความสวยงาม สาขาศิลปะและเทคโนโลยีการประกอบอาหาร วิทยาลัยการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมการบริการ ม.รังสิต มุ่งมั่นจะเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ของเชฟรุ่นใหม่ ที่พร้อมใช้ความคิดสร้างสรรค์และพลังแห่งอาหารไทย ขับเคลื่อนความสุขและความยั่งยืนให้กับโลกใบนี้ ข้อมูลจากสถาบันวิจัยอาหารนานาชาติ (IFT) ชี้ว่า ผู้บริโภคกว่า 68% ทั่วโลกเลือกอาหารที่เชื่อมโยงกับวัฒนธรรม ความทรงจำ และสุขภาพจิต มากกว่าอาหารหรูหราราคาแพง ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นพร้อมกันในหลายภูมิภาคทั่วโลก เช่น สหรัฐอเม
ผ่านพ้นไปอย่างอิ่มอก อิ่มใจ และอิ่มท้อง อีกทั้งยังอิ่มบุญกับค่ำคืนดินเนอร์เพื่อการกุศล JOURNEY OF FLAVOR : A TWIST FOR THE BETTER TOGETHER ที่วิทยาลัยดุสิตธานี ร่วมกับ สมาคมศิษย์เก่าวิทยาลัยดุสิตธานี และ โรงแรมดุสิต ปริ๊นเซส ศรีนครินทร์ จัดขึ้น เมื่อคืนวันที่ 3 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา ณ ห้องอาหารสแควร์วัน โรงแรมดุสิต ปริ๊นเซส ศรีนครินทร์ ดินเนอร์สุดเอ็กซ์คลูซีฟครั้งนี้เป็นครั้งแรกของไทยที่ศิษย์เก่าวิทยาลัยดุสิตธานี ผู้เป็นเซเลบริตี้เชฟ 12 คน ได้แก่ เชฟอาร์-ธีรภัทร ตียาสุนทรานนท์ เชฟโต้ง-ยุทธจักร แสงศาสตรา เชฟปาร์ค-ภัทรวิทย์ จันทร์ไทย เชฟฝ้าย-ศิโรรัตน์ เถาว์โท เชฟกิ๊ก-กมล ชอบดีงาม เชฟบัส-ธวัชชัย อัครวงศ์วัฒนา เชฟเตย-พชรคุน กัลยาณมิตร เชฟภู-ภูรินท์ พัฒนวิริยะวาณิช เชฟปูน-ภูผา ชุณหรัศมิ์ เชฟบอย-ปิยะชาติ พุทธวงษ์ เชฟแอนนี่-อังคณา เอี่ยมสอาด และเชฟเอ็ม-ศิริพงศ์ ชุติธาดากุล มารวมตัวกันเพื่อรังสรรค์เมนูทั้งคาวและหวานในสไตล์ Modern Thai Twist เสมือนพาแขกผู้มีเกียรติเดินทางไปยังภาคต่างๆ ของไทยผ่านรสชาติอาหารไทยทั้ง 5 ภาค “ค่ำคืนนี้เป็นครั้งแรกที่สมาคมศิษย์เก่าวิทยาลัยดุสิตธานีได้รวบรวมเชฟผู้เป็น
“การทำผลิตภัณฑ์จากช็อกโกแลต มาจากความอยากอาหารของเด็กอ้วนคนหนึ่งเท่านั้นเองครับ” เชฟกันต์ อรุณประพันธ์ เจ้าของร้าน Lolé เริ่มต้นอย่างนั้น ก่อนหัวเราะร่วน “เพราะวันหนึ่งเคยกินช็อกโกแลตของเวียดนามยี่ห้อ Marou แล้วติดใจมาก แต่หาซื้อในเมืองไทยไม่ได้ เลยบินไปซื้อที่เวียดนามเลย ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นทำให้ได้เป็นเชฟในปัจจุบัน” เจ้าของเรื่องราว ว่ามาอย่างนั้น สำหรับร้าน Lolé ของเขานั้น เป็นร้านขนมสไตล์ตะวันตก ที่มีความโดดเด่นตรงที่นำช็อกโกแลตมาเป็นวัตถุดิบหลักของขนม นั่นเพราะเชฟกันต์ หรือที่เขาชอบเรียกตัวเองว่า “เชฟหนวด” มีความหลงใหลในช็อกโกแลตเป็นพิเศษมาตั้งแต่เยาว์วัย จนเกิดเป็นแรงบันดาลใจในการเปิดร้านแห่งนี้ในรูปแบบออนไลน์ มาตั้งแต่ปี 2563 จวบจนปัจจุบัน “เอาจริงๆ ไม่เคยฝันอยากจะเป็นเชฟเลยครับ จุดเริ่มต้นของผมมันเรียบง่ายมาก คือเป็นคนที่ชอบทานขนมอร่อยๆ โดยเฉพาะคุกกี้ช็อกโกแลต แต่ในสมัยก่อนนั้นตัวเลือกในบ้านเรายังมีไม่มากนัก ผมเลยเริ่มลงมือทำเองเพื่อตอบสนองความต้องการของตัวเองนี่แหละ ตอนนั้นคิดว่าเป็นเหตุผลที่เล็กมากๆ เลย แอบอายด้วยซ้ำเวลาใครถามถึงเหตุผลในการเป็นเชฟ” “แต่พอโตขึ้นได้เรียนรู้ว
วิทยาลัยดุสิตธานี สถาบันการศึกษาด้านธุรกิจบริการชั้นแนวหน้าในเครือโรงแรมดุสิตธานี นับเป็นต้นทางในการผลิตผู้เชี่ยวชาญทั้งทางด้านการโรงแรมและการประกอบอาหารเข้าสู่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและอาหารของไทยมายาวนานกว่า 3 ทศวรรษ จึงไม่น่าแปลกใจที่จะพบศิษย์เก่าของวิทยาลัยดุสิตธานีจำนวนมากที่มีชื่อเสียงและสร้างคุณประโยชน์ให้แก่วงการท่องเที่ยวและอาหารทั้งของไทยและในระดับสากล ด้วยเหตุนี้ สมาคมศิษย์เก่าวิทยาลัยดุสิตธานี จึงเกิดแนวคิดริเริ่ม ชักชวนศิษย์เก่าผู้มีชื่อเสียงในวงการ ประกอบด้วย 12 เซเลบริตี้เชฟและ 1 ซอมเมอลิเยร์ มารวมตัวกันทำกิจกรรมเพื่อสังคม โดยรายได้สุทธิจากการจัดงานครั้งนี้ จะนำไปสมทบทุนเพื่อการศึกษาสำหรับนักศึกษาวิทยาลัยดุสิตธานี และมอบให้แก่องค์กรสาธารณกุศล ซึ่งเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการจัดงาน คือส่งเสริมความมุ่งมั่นในสายงานอุตสาหกรรมการบริการ สร้างสายสัมพันธ์รุ่นพี่-รุ่นน้อง และช่วยแบ่งเบาภาระสังคม สำหรับการรังสรรค์ดินเนอร์สุดพิเศษ ในงาน JOURNEY OF FLAVOR “A TWIST FOR THE BETTER TOGETHER” ครั้งนี้ มาพร้อมกับแนวคิด 5 Regions with a Modern Thai Twist หรือ อาหารไทย 5 ภูมิภาคกับกลิ่นอายร
จัดเป็น “เชฟคนดัง” ระดับประเทศ ที่มีแฟนคลับอยู่ไม่น้อย สำหรับ เชฟอาร์-ธีรภัทร ตียาสุนทรานนท์ ซึ่งเคยเป็นแชมป์การแข่งขันทำอาหารมาหลากหลายเวที แต่ที่สร้างชื่อให้รู้จักกันทั่วบ้านทั่วเมืองเห็นจะเป็นตำแหน่ง The Next Iron Chef Season 2 “หลังเรียนจบปริญญาตรีจากวิทยาลัยดุสิตธานี ทำงานโรงแรมที่ไทย 6 เดือน ก่อนบินไปทำงานที่อเมริกา ทำอยู่ 4 ปี รู้สึกเหงา คิดถึงบ้านเลยขอกลับ ก่อนเอาทุนทรัพย์ที่ทำงานเก็บมา 4 ปี จากที่อเมริกา มาเปิดร้านอาหารที่บ้านเกิด” เชฟอาร์ เล่าความหลังเมื่อครั้งเขาอายุได้ 24 ปีกว่า ก่อนเล่าต่อ ร้านอาหาร ซึ่งเป็นธุรกิจแรกของเขา เป็นสไตล์อาหารตะวันตก พวก สเต๊ก สลัด และพาสต้า เปิดหน้าสวนสัตว์เชียงใหม่ ทางขึ้นดอยสุเทพ “ร้านแรกของผม เป็นตึกแถว 3 ชั้น มีทั้งหมด 80 ที่นั่ง ด้วยเด็กอายุ 24 ปีนะ คิดว่าทำได้ เพราะทำโรงแรมมาตลอด แต่หารู้ไม่ คือระบบการจัดการไม่มีเลย ผมทำเองหมด ตั้งแต่ซื้อของ เตรียมของ เปิดร้าน 10 โมง เก็บร้าน 4 ทุ่ม เก็บตังค์ กว่าจะได้นอนประมาณเที่ยงคืน ตี 1 บางวันตี 2 แล้วตี 5 ถึง 6 โมงเช้า ตี 5 เราก็ต้องตื่นแล้ว มีชีวิตวนลูปอยู่แบบนี้ตลอดเวลา 8-9 เดือน กับเด็ก 24 ปีที่ม
จัดเป็น “เชฟคนดัง” ระดับประเทศ ที่มีแฟนคลับอยู่ไม่น้อย สำหรับ เชฟอาร์-ธีรภัทร ตียาสุนทรานนท์ ซึ่งเคยเป็นแชมป์การแข่งขันทำอาหารมาหลากหลายเวที แต่ที่สร้างชื่อให้รู้จักกันทั่วบ้านทั่วเมืองเห็นจะเป็นตำแหน่ง The Next Iron Chef Season 2 ที่เขาคว้ามาได้อย่างสมภาคภูมิ วันก่อน เชฟอาร์ สละเวลามาพูดคุยกับ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” ด้วยอัธยาศัยเป็นกันเอง พูดคุยกันหลายต่อหลายประเด็น ไล่เรียงมาตั้งแต่ประวัติส่วนตัว ครอบครัว การศึกษา แต่มีตอนหนึ่งของบทสนทนา ที่น่าสนใจมาก จึงขอตัดตอนนำมาเสนอเป็นเรื่องราว “ออเดิร์ฟ” ก่อน “หลังเรียนจบปริญญาตรีจากวิทยาลัยดุสิตธานี ทำงานโรงแรมที่ไทย 6 เดือน ก่อนบินไปทำงานที่อเมริกา ทำอยู่ 4 ปี รู้สึกเหงา คิดถึงบ้านเลยขอกลับ ก่อนเอาทุนทรัพย์ที่ทำงานเก็บมา 4 ปี จากที่อเมริกา มาเปิดร้านอาหารที่บ้านเกิด” เชฟอาร์ เล่าความหลังเมื่อครั้งเขาอายุได้ 24 ปีกว่า ก่อนเล่าต่อ ร้านอาหาร ซึ่งเป็นธุรกิจแรกของเขา เป็นสไตล์อาหารตะวันตก พวก สเต๊ก สลัด และพาสต้า เปิดหน้าสวนสัตว์เชียงใหม่ ทางขึ้นดอยสุเทพ “ร้านแรกของผม เป็นตึกแถว 3 ชั้น มีทั้งหมด 80 ที่นั่ง ด้วยเด็กอายุ 24 นะ คิดว่าทำได้ เพราะทำโร
