แบรนด์ไทย
เมื่อ “กลิ่นหอม” ไม่ได้มีไว้เพียงสร้างความหอมอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวตนและไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค ตลาดน้ำหอมไทยจึงกำลังเติบโตอย่างน่าจับตา ด้วยมูลค่าราว 12,900 ล้านบาท และแนวโน้มเติบโตเฉลี่ยประมาณ 5.86% ต่อปี สะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากน้ำหอมในฐานะสินค้าลักชัวรีที่เน้นความหรูหรา สู่การเป็น Identity-driven Product หรือผลิตภัณฑ์ที่ถูกออกแบบมาเพื่อเชื่อมโยงกับตัวตน อารมณ์ และไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคมากขึ้น Antidotes (แอนติโดทส์) คือหนึ่งในแบรนด์น้ำหอมไทยพรีเมียมยุคใหม่ที่สะท้อนโอกาสดังกล่าวได้อย่างชัดเจน จากแบรนด์เครื่องหอมที่มีอัตลักษณ์เฉพาะตัว สู่การพัฒนาเป็นแบรนด์พรีเมียมไลฟ์สไตล์ที่สร้างคุณค่าผ่านดีไซน์ที่แตกต่าง อัตลักษณ์ที่ชัดเจน การเล่าเรื่องที่เชื่อมโยง และประสบการณ์กับแบรนด์ที่มากกว่าตัวสินค้า จนสามารถสร้างยอดขายรวมทะลุหลักร้อยล้านบาท เมื่อกลิ่นหอมกลายเป็นเรื่องราว มากกว่าสินค้า Antidotes ก่อตั้งขึ้นในปี 2564 ที่สิงคโปร์ โดย คุณมิกค์-วุฒินันท์ ปฐมภควันต์ และ คุณฝน-กัญญารัตน์ อาจชน ผู้มีประสบการณ์จากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกในสิงคโปร์ ก่อนมาร่วมกับ คุณนู่-ทร
กลยุทธ์ Collaboration กลายเป็นอีกเครื่องมือสำคัญที่หลายแบรนด์เลือกใช้ หากเลือกจับมือกับแบรนด์ที่มีจุดแข็งต่างกัน ก็สามารถสร้างโอกาสทางธุรกิจและเข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่ได้เช่นกัน ล่าสุด BOYY แบรนด์ดีไซเนอร์สัญชาติไทยระดับโลก และ Rally Movement แบรนด์กระเป๋าที่ได้ที่สร้างปรากฏการณ์ Sold Out ภายใน 1 นาที ได้นำจุดแข็งของทั้งสองแบรนด์มาต่อยอดเป็นคอลเล็กชันลิมิเต็ด “Rally x BOYY Buckle Up! Tote” สะท้อนกลยุทธ์ Cross-segment Collaboration ที่กำลังได้รับความนิยมในวงการแฟชั่น คุณอภิพรรณ มงคลพาณิชยกิจ และ คุณนิธิศ วงศ์สวัสดิ์ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Rally Movement กล่าวร่วมกันว่า “การ Collaboration ครั้งนี้ โจทย์หลักของการทำงานคือความสนุกที่ลูกค้าจะได้เห็นแบรนด์ไทย 2 แบรนด์ ซึ่งแม้จะอยู่ใน Category เดียวกัน แต่ต่าง Segment กัน มาทำงานร่วมกันบน Shared Value เดียวกัน คือการให้ความสำคัญกับงานดีไซน์เป็นหลัก ซึ่งการออกแบบคอลเล็กชันนี้ได้ดึงอัตลักษณ์หลักของทั้งสองแบรนด์ออกมาและใส่ความสนุกในทุกดีเทล ตั้งแต่การดีไซน์สินค้า แพ็กเกจจิ้ง ไปจนถึงการถ่ายทอดสินค้าคอลเล็กชันนี้ออกมาผ่าน Photoshoot และ VDO ให้มีควา
แม้จะเป็นแบรนด์ไทย แต่รู้หรือไม่ว่า “HOUSE OF LITTLEBUNNY” คือกระเป๋าที่กลายเป็นไอเทมยอดฮิตในอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเมียนมา กลยุทธ์ “โตนอกบ้าน” ของ คุณมิ้ง-ลักษิกา กรรณสูตร CEO และผู้ก่อตั้งแบรนด์ที่เริ่มต้นจากความฝันและความตั้งใจในการทุ่มเทสร้างแบรนด์กระเป๋าให้คนสะสม จนเกิดกระแสบอกต่ออย่างทรงพลังในแบบที่ตัวเธอเองก็คาดไม่ถึง เส้นทางการเติบโตของ HOUSE OF LITTLEBUNNY เกิดขึ้นได้อย่างไร “เส้นทางเศรษฐี” จะพาไปพูดคุยกับซีอีโอของแบรนด์นี้ จากโพสต์ออร์แกนิกสู่ไอเทมฮิต คุณมิ้งคือซีอีโอผู้อยู่เบื้องหลังแบรนด์นี้มาตลอด 10 ปี เธอทุ่มเทสร้าง HOUSE OF LITTLEBUNNY ด้วยความตั้งใจและลุยงานด้วยตัวเองเพื่อให้แบรนด์นี้เติบโต สะท้อนความสำเร็จจากการเป็นแบรนด์แรกๆ ที่สามารถบุกตลาดการไลฟ์ผ่านทางเฟซบุ๊กและเป็นผู้สร้างคอนเทนต์วิดีโอการใช้งานกระเป๋าผ่านไลฟ์สไตล์ในแบบต่างๆ ทางโซเชียลมีเดีย ทำให้มีฐานลูกค้าชาวไทยในระดับหนึ่ง จนในที่สุดคอนเทนต์ที่เธอสร้างสรรค์ขึ้นอย่างต่อเนื่องและไม่ย่อท้อก็ถูกแชร์ต่อในกลุ่มลูกค้าชาวอินโดนีเซียจนเกิดเป็นกระแสไวรัล สามารถ “แจ้งเกิด” แบรนด์ในระดับนานาชาติได้สำเร็จ ซึ่งกระแส
จากยาดมที่หลายคนคุ้นเคยมานาน วันนี้ไม่ได้แข่งขันกันแค่เรื่องสรรพคุณอีกต่อไป แต่ยังต้องตอบโจทย์ทั้งดีไซน์ ฟังก์ชัน ให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่ ไม่ว่าจะพกไปออกกำลังกาย ไปคอนเสิร์ต หรือใช้ในชีวิตประจำวัน ท่ามกลางตลาด Red Ocean ที่มีผู้เล่นรายใหญ่ครองส่วนแบ่ง การสร้างแบรนด์ให้แตกต่างจึงเป็นโจทย์สำคัญ ของ “แทนใจ” หนึ่งในผู้เล่นหน้าใหม่ที่สามารถแจ้งเกิดได้อย่างรวดเร็ว “เส้นทางเศรษฐี” พาไปพูดคุยกับ คุณริน – ไพรินทร์ อัศวทวีโชค หนึ่งในกำลังสำคัญที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จ จุดเริ่มของ “แทนใจ” เธอเคยอยู่ในสายงานเอเจนซี ก่อนกลับมาช่วยงานครอบครัวสามีในด้านงานประชาสัมพันธ์ รวมถึงได้รับความไว้วางใจให้เข้าบริหารงานและสร้างแบรนด์อาหารทะเลแปรรูป ภายใต้ บริษัท ริน อินเตอร์ฟู้ด จำกัด แบบเต็มตัว ก่อนหันมาช่วยเดินหน้าธุรกิจยาดมแทนใจ ที่ครอบครัวร่วมทุนกับพาร์ตเนอร์อีก 4 คน โดยในช่วงแรกคุณรินรับหน้าที่ดูภาพรวมแบรนดิ้งตาม Concept ที่วางไว้กับลูกค้า รวมถึงช่องทางการจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ แทนใจ เปิดตัวเข้าสู่ตลาดครั้งแรกราวเดือนเมษายน 2568 แต่ผลตอบรับเรียกว่าดีเกินคาด มียอดการเติบโตสูงถึง 5
หลายคนอาจรู้จัก “คุณวิว – วรรณรท สนธิไชย” ในฐานะนักแสดงมากความสามารถ แต่ในอีกบทบาท เธอคือเจ้าของ “VBrand” (วีแบรนด์) แบรนด์เครื่องสำอางที่เติบโตมาตลอด 9 ปี เธอถ่ายทอดประสบการณ์บนเวที SME x Influencer ครั้งที่ 6 ภายใต้หัวข้อ “PROUD TO BE MINE, MY SME เพราะแบรนด์ที่เติบโตในยุคนี้ คือแบรนด์ที่กล้าเป็นตัวเอง” ให้ฟังอย่างน่าสนใจว่า เริ่มต้นจากความชอบ และ Pain Point ธุรกิจเครื่องสำอางเริ่มต้นจากแพสชันความชอบส่วนตัวเรื่องการแต่งหน้า เธอถ่ายคลิปแต่งหน้าลงช่องไปเรื่อยๆ จนเกิดความผูกพันกับกลุ่มคนดู ทำให้เกิดความเชื่อมั่นและมั่นใจว่าสามารถทำธุรกิจเกี่ยวกับเครื่องสำอางได้ จึงหยิบ Pain Point ในวัยเรียนที่เด็กๆ มักจะแอบทา “ติ๊นท์” (Tint) ด้านในริมฝีปาก มาพัฒนาเป็นสินค้าชิ้นแรกในชื่อ “VTint” เธอศึกษาตลาดอย่างจริงจัง ทั้งจำนวนแบรนด์ที่อยู่ในตลาด เปรียบเทียบความเหมือนและความแตกต่าง จนได้ติ๊นท์ที่ช่วยเรื่องของริมฝีปาก สีสวย และให้ความชุ่มชื่น เพราะคนเอเชียส่วนใหญ่มักมีผิวแห้งง่าย ก่อนวางขายครั้งแรกในเซเว่น อีเลฟเว่น ซึ่งได้รับการตอบรับดีมากด้วยแนวคิดง่ายๆ “สวยได้แบบไม
“เส้นทางเศรษฐี” ชวนพูดคุยกับ “คุณโอห์ม – ดิศรา อุดมเดช” CEO & Founder of Yell Worldwide เอเจนซีโฆษณาสัญชาติไทยที่เติบโตสู่ระดับ Network ในต่างประเทศ เป็นที่ยอมรับในเรื่องชั้นเชิงกลยุทธ์ เพื่อถอดมุมมองเกี่ยวกับ “การเจาะตลาดจีน” ในมุมของคุณโอห์ม จุดแข็งของสินค้าไทยยังคงเป็น “ความคิดสร้างสรรค์” ซึ่งเป็นเสน่ห์สำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคชาวจีนยังสนใจและเลือกซื้อสินค้าไทย ขณะเดียวกัน ท่ามกลางสังคมจีนที่เต็มไปด้วยการแข่งขันและความกดดัน สินค้าไทยหลายประเภทกลับตอบโจทย์การแสดงออกทางอารมณ์ จนเกิดเทรนด์อย่าง “หมีเนย” หรือการ “ห้อยตุ๊กตา” ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก แล้วผู้ประกอบการไทยควรปรับตัวอย่างไร หากอยากบุกตลาดจีนในวันนี้ มาฟังกลยุทธ์และมุมมองจากคุณโอห์มไปพร้อมกัน
จากร้านข้าวสารเป็นที่รู้จักเพียง 3 อำเภอในจังหวัดชลบุรี ธุรกิจที่พ่อแม่สร้างขึ้นด้วยความขยันและอดทนมาตั้งแต่ปี 2527 แม้จะบอกกับลูกว่าเป็นงานหนัก งานร้อน และไม่ได้สร้างกำไรมากนัก แต่สำหรับ ธีรินทร์ ธัญญวัฒนกุล หรือ “คุณกอล์ฟ” ทายาทรุ่นสองของ “ข้าวตราไก่แจ้” กลับมองเห็นโอกาสในธุรกิจที่ตัวเองคลุกคลีมาตั้งแต่วัยเด็ก เขาจึงเลือกกลับมาสานต่อธุรกิจนี้หลังเรียนจบจากอเมริกา พร้อมสร้างการเปลี่ยนแปลงจาก “ระบบเถ้าแก่” สู่ “การบริหารแบบมืออาชีพ” จนกลายเป็นแบรนด์ข้าวไทยที่ส่งออกไปกว่า 40 ประเทศทั่วโลก และมียอดขายเติบโตแตะ 2,500 ล้านบาท ในคอนเทนต์ชุด “โอกาส” ธุรกิจเกษตร พาไปพูดคุยกับ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สุนทรธัญทรัพย์ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายข้าวตราไก่แจ้ ถึงเส้นทางการเติบโต การเปลี่ยนแปลงท่ามกลางความท้ายทาย และการต่อยอดธุรกิจที่ไม่หยุดแค่การจำหน่ายข้าสาร ร้านข้าวของพ่อแม่ จุดเริ่มธุรกิจพันล้าน คุณกอล์ฟเติบโตมาในร้านข้าวสารของพ่อแม่ตั้งแต่วัยเด็ก ราวปี 2527 กิจการเล็กๆ นี้มี “สุนทร ธัญญวัฒนกุล และ นภา” ภรรยา เป็นผู้บุกเบิกในตำบลกุฎโง้ง อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี ภาพจำของคุณกอล์ฟ คือไป
ตลาดวัยเรียน กำลังกลายเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้บริโภคที่ทรงอิทธิพลที่สุดในยุคนี้ ทั้งในแง่กำลังซื้อ การสร้างเทรนด์ และอิทธิพลต่อการตัดสินใจภายในครอบครัว ท่ามกลางการเติบโตของอุตสาหกรรมความงามไทยที่มีมูลค่ามากกว่า 400,000 ล้านบาท และยังคงเติบโตต่อเนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ นั่นจึงเป็นโอกาสให้ Zadi & Jo (เซดี้ แอนด์ โจ) เป็นแบรนด์ความงามไทยรายแรกที่ถูกออกแบบมาสำหรับกลุ่มอายุ 10-20 ปีโดยเฉพาะ ครอบคลุมทั้งสกินแคร์ เมกอัพ และน้ำหอม ภายใต้แนวคิด Clean & Playful Beauty มีทั้งความอ่อนโยน ความสนุก และความมั่นใจไว้ด้วยกัน ทรงสมร ฮัทเท็ท ประธานฝ่ายพัฒนาธุรกิจ (Chief Growth Officer) บริษัท เจนเนอรัส ซีนิธ จำกัด กล่าวว่า เซดี้ แอนด์ โจ เกิดขึ้นจากความตั้งใจที่จะสร้างแบรนด์ความงามที่เข้าใจวัย 10-20 ปีอย่างแท้จริง ทั้งในด้านผิว ความรู้สึก และการค้นหาตัวตน “เราต้องการให้การดูแลตัวเองเป็นประสบการณ์ที่สนุก อ่อนโยน และช่วยสร้างความมั่นใจในแบบที่เหมาะสมกับวัย เพราะเราเชื่อว่าช่วงวัยนี้คือช่วงเวลาสำคัญที่สุดของการเรียนรู้ที่จะรักและดูแลตัวเองอย่างสมดุล” Teen Beauty กลายเป็นตลาดแห่งอนาคต
ท่ามกลางการแข่งขันในสมรภูมิอีคอมเมิร์ซ แบรนด์ไทยกำลังเผชิญโจทย์สำคัญในการสร้างความแตกต่างและก้าวข้ามสงครามราคา ลาซาด้า (Lazada) แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซชั้นนำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เผยความสำเร็จของโปรเจ็กต์ ‘Sanrio Characters: The Exclusive Collection at Lazada’ ช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 ซึ่งสร้างปรากฏการณ์ให้หลายคอลเล็กชันจากแบรนด์ไทยจำหน่ายหมดภายในเวลาไม่ถึง 1 นาที และผลักดันยอดขายรวมแตะหลักร้อยล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของ IP Economy (เศรษฐกิจทรัพย์สินทางปัญญา) ในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า ยกระดับแบรนด์ และขยายโอกาสทางธุรกิจของผู้ประกอบการไทยในยุคดิจิทัล ความร่วมมือในฐานะพันธมิตรเชิงกลยุทธ์กับซานริโอ้ (Sanrio) ในครั้งนี้ เป็นมากกว่าความร่วมมือด้านลิขสิทธิ์ IP ทั่วไป แต่เป็นการลงทุนครั้งสำคัญของลาซาด้าในการขับเคลื่อนความร่วมมือที่สร้างอิมแพกต์ เพื่อผลักดันให้แบรนด์แฟชั่นและไลฟ์สไตล์ไทยก้าวไปสู่การเติบโตอีกขั้น โดยเปิดโอกาสให้ 5 แบรนด์ไทยชั้นนำ ได้แก่ Endless Holiday, LOOKBOOKLOOKBOOK, HAPPY SUNDAY, Stylist Shop และ O&B นำคาแรกเตอร์ระดับโลกที่มีพลังในการเข้าถึง
ลูกค้ายังเต็มร้าน แต่สั่งของหวานน้อยลง โต๊ะยังแน่น แต่ใช้เวลานานขึ้นก่อนตัดสินใจ บางโต๊ะถามหาเซ็ตที่คุ้มกว่า บางโต๊ะเปิดมือถือเทียบราคา หรือเลือกใช้สิทธิประโยชน์จากบัตรเครดิตอย่างคุ้มค่า สิ่งที่เคยเป็น “การสั่งแบบไม่ต้องคิด” วันนี้กลายเป็น “การตัดสินใจที่ต้องคิดมากขึ้น” สำหรับคนทั่วไป เพราะคาดหวังว่าทุกบาทที่จ่าย ไม่ว่าจะผ่านเงินสดหรือบัตรเครดิค ต้อง “คุ้มจริง” นี่อาจเป็นเพียงพฤติกรรมเล็กๆ ระหว่างมื้ออาหาร แต่สำหรับผู้ประกอบการร้านอาหาร นี่คือสัญญาณเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริงทุกวันหน้าร้าน เพราะร้านอาหารคือหนึ่งในธุรกิจแรกๆ ที่มองเห็นกำลังซื้อผ่านบิลอาหาร คือมุมมองของ “คุณจีรภัทร ศรีทองคำ” ผู้ก่อตั้ง “พาสต้า อาม่า” จากอดีตสายงาน HR สู่ธุรกิจร้านอาหารหลายแบรนด์ ทั้ง พาสต้า อาม่า, ปูนแดง แกงร้อน และ KARAMIZU ที่เติบโตจนมีมูลค่ารวมเกือบ 400 ล้านบาท ภายในเวลาเพียง 5–6 ปี เบื้องหลังความสำเร็จนี้ไม่ได้เกิดจากแค่เมนูฮิต แต่เกิดจากการอ่านลูกค้าให้ทัน บริหารต้นทุนอย่างแม่นยำ สร้างทีมให้แข็งแรง และวาง “ระบบหลังบ้าน” ให้พร้อมรองรับการเติบโต รวมถึงการเลือกพาร์ทเนอร์ด้านการชำระเงินอย่างเคทีซี ที่ช่วยใ
