จีน
วงการไลฟ์สดไทยว่าคึกคักแล้ว ลองมาดูพี่จีนที่ล้ำหน้าไปอีกขั้น เมื่อมีการนำ AI Avatar หรือร่างเสมือนจริงมาไลฟ์ขายของแทนคนจริงๆ และสามารถสร้างยอดขายได้อย่างถล่มทลาย ในเวลากว่า 6 ชั่วโมง การใช้ AI Avatar เริ่มต้นมาจาก Luo Yonghao (ลั่ว หยงเฮ่า) ผู้ก่อตั้งบริษัทสมาร์ทโฟน Smartisan ที่หันมาเป็นนักไลฟ์ขายของบนแพลตฟอร์ม Douyin หรือ TikTok เวอร์ชันจีน เมื่อปี 2020 หลังจากบริษัทประสบปัญหาด้านการเงิน จึงต้องหาทางสร้างรายได้เพื่อหาเงินมาใช้หนี้ และนั่นทำให้เขากลายเป็นนักไลฟ์ที่โด่งดังในประเทศจีน จากการมีผู้ติดตามบัญชี Be Friends บน Douyin เกือบ 24.7 ล้านคน โดยเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ลั่ว หยงเฮ่า ได้ไลฟ์สดร่วมกับคู่หู Xiao Mu (เสี่ยว มู่) ซึ่งแตกต่างจากทุกครั้ง เพราะมีการนำ AI Avatar หรือ จำลองร่างเสมือนจริงของตัวเอง มาไลฟ์ขายของบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ Youxuan ของ Baidu ซึ่งร่างเสมือนจริงนี้ สามารถพูดคุยกับผู้ชมได้แบบเรียลไทม์ เป็นเวลานานกว่า 6 ชั่วโมง และสามารถสร้างยอดขายได้ถึง 55 ล้านหยวน หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 250 ล้านบาท โดย Wu Jialu หัวหน้าฝ่ายวิจัยของบริษัท Be Friends Holding ของ ลั่ว หยง
“ชาไทย” กลับมาสร้างกระแสในตลาดเครื่องดื่มจีนอีกครั้งในช่วงฤดูร้อนปีนี้ โดยมีแบรนด์ทั้งในและต่างประเทศนำเสนอผลิตภัณฑ์ชาไทยรูปแบบใหม่ๆ เช่น ชาไทยชีส ที่ทำยอดขายสูงถึง 200,000 แก้วภายใน 3 สัปดาห์ในจีน และเมนูนี้ยังได้รับความนิยมบนแอปพลิเคชัน RedNote โดยมียอดวิวเนื้อหาเกี่ยวกับชาไทยมากกว่า 260 ล้านครั้ง และมียอดคลิปวิดีโอสั้นผ่านแอปพลิเคชัน TikTok สูงถึง 750 ล้านครั้ง ด้วยเป็นเครื่องดื่มที่ถูกปากผู้บริโภคเป็นอย่างมาก เนื่องจากรสชาติที่หอมหวาน และสามารถทำเมนูได้หลากหลาย เมื่อวิเคราะห์สถานการณ์ที่ชาไทยกลับมาเป็นกระแสในจีนอีกครั้ง พบว่า ชาไทย มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งรสชาติหอมหวาน เข้มข้น สีสันสวยสะดุดตา ทำให้กลายเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมในหมู่ผู้บริโภคจีน ที่สำคัญ ยังสามารถปรับสูตรให้เข้ากับความนิยมและพฤติกรรมผู้บริโภคแต่ละพื้นที่ได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็น การผสมกับวัตถุดิบท้องถิ่นอย่างกาแฟ น้ำมะพร้าว หรือน้ำผลไม้ เลยไม่แปลกที่ชาไทยจะกลายเป็นกระแสใหม่ที่ร้านเครื่องดื่มต่างๆ ให้ความสนใจ และสามารถนำไปต่อยอดสร้างเมนูใหม่ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง เช่น เต้าฮวยนมสดชาไทย ชาไทยไอศกรีมโฟลท และชาไทยชีสห
เมื่อพูดถึง “ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ” หรือที่หลายคนเรียกว่า “การค้าขายออนไลน์” นอกจากตลาดในประเทศไทยที่เติบโตอย่างรวดเร็วแล้ว “ตลาดจีน” ก็ขยายตัวและเติบโตไม่แพ้กัน รวมถึงยังเต็มไปด้วยโอกาสมากมายสำหรับผู้ประกอบการไทยที่อยากเริ่มต้นคว้าเงินหยวน แต่การจะพาสินค้าไทยไปสู่มือผู้บริโภคชาวจีน ไม่ใช่แค่เรื่องการส่งออก หรือการเลือกใช้แพลตฟอร์มให้ถูกทางเท่านั้น สิ่งสำคัญอีกอย่างคือ การเข้าใจ “เทรนด์สินค้า” ที่กำลังได้รับความนิยมในกลุ่มลูกค้าชาวจีน เพราะรู้ก่อน ปรับก่อน ก็มีโอกาสขายได้ก่อน เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ จะพาไปอัปเดตเทรนด์สินค้า กับ คุณเปรมวดี อมราภรณ์พิสุทธิ์ หรือ บีบี เจ้าของช่อง Chinbebe และผู้ประกอบการที่สามารถเจาะตลาดจีนได้ด้วย ‘ไลฟ์สด’ คุณบีบี เผยว่า จากประสบการณ์ขายสินค้าไทยที่เริ่มต้นตั้งแต่สมัยยังเป็นนักศึกษา เทรนด์สินค้าในช่วงนั้น เริ่มต้นจาก สกินแคร์ เครื่องสำอาง หรือ สินค้ากลุ่มสมุนไพรไทย ส่วนเทรนด์สินค้าในปัจจุบัน แทบจะไม่เปลี่ยนจากหลายปีก่อน ยังเป็นสินค้า กลุ่มสุขภาพ ความงาม อาหาร ผลไม้ ขนม และเพิ่มเติม กลุ่มสินค้าแฟชั่นไทย เช่น ผ้าฝ้าย ผ้าไหม รวมถึง สินค้าสายมู ที
การบุกตลาดจีน เป็นหนึ่งในทางเลือกที่ผู้ประกอบการหลายๆ คนคาดหวังอยากที่จะไปให้ได้ ด้วยโอกาสที่มากมาย ทั้งเรื่องของขนาดประชากรและมีกำลังซื้อที่มหาศาล โอกาสในการสร้างผลกำไรและการเติบโตของธุรกิจ แต่หนทางหรือวิธีการอะไรที่จะทำให้ผู้ประกอบการไทยก้าวข้ามไปยังเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้ได้ วันนี้ ผู้เขียนจะพาทุกท่านได้รู้จักกับ ดร.ปณิชา ประทีปะวณิช หนึ่งในผู้เชี่ยวชาญด้านกลยุทธ์การตลาดและโซเชียลมีเดียในจีนที่มีชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับในวงการธุรกิจระหว่างประเทศ เรียกได้ว่าเป็นกูรูตัวจริงในสายการตลาดจีนอีกท่านหนึ่งที่มีทั้งความรู้และประสบการณ์มากมาย ดร.ปณิชา หรือ คุณเฟิร์น เป็นผู้ร่วมก่อตั้ง Mango China Group ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่ง Chief Marketing Officer หรือ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด เป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์การตลาดในจีน ที่จะช่วยเหลือผู้ประกอบการไทยในการบุกตลาดจีนผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล เธอยังเป็นที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์โซเชียลมีเดียที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องของพฤติกรรมผู้บริโภคของจีน ทั้งความหลากหลายด้านวัฒนธรรมและความชอบ โดยจะให้คำปรึกษาไปยังผู้ประกอบการและบริษัทขนาดใหญ่ในการเลือกใช้แพลต
เมื่อไม่นานนี้ จารุวรรณ อุดมทรัพย์ หรือ เฉินมู่อวิ๋น บล็อกเกอร์ชาวไทย ได้เยี่ยมเยือนโลกแห่งดอกไม้หลากสีสันหลายชนิดพันธุ์ที่ตลาดดอกไม้โต่วหนานในเมืองคุนหมิง มณฑลอวิ๋นหนาน (ยูนนาน) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ที่ซึ่งเป็นตลาดค้าขายดอกไม้ตัดสดขนาดใหญ่ที่สุดอันดับ 2 ของโลกและอันดับ 1 ของเอเชีย ตลาดดอกไม้โต่วหนานมีกุหลาบดอกละไม่ถึง 1 หยวน (ราว 4.5 บาท) หรือดอกเดซี่ 3 กำ 10 หยวน (ราว 45 บาท) ซึ่งทำให้เธอตื่นตาตื่นใจไม่น้อยเพราะราคาถูกกว่าที่ไทย 2-3 เท่า รวมถึงสารพันไม้อวบน้ำที่ชวนให้ยกกล้องขึ้นมาบันทึกภาพ โดยจารุวรรณ เปรยว่า แฟนพันธุ์แท้ไม้อวบน้ำในไทยคงกวาดซื้อกันอย่างคึกคักถ้าได้มาเห็น จารุวรรณ ยังเยือนศูนย์ประมูลไม้ดอกนานาชาติคุนหมิง ซึ่งมีการประมูลดอกไม้สดมากกว่า 7 ล้านดอกต่อวัน ที่นี่มีห้องประมูลพร้อมหน้าจออิเล็กทรอนิกส์ขนาดใหญ่ยักษ์ที่แสดงราคากุหลาบ ลิลลี่ ไลเซนทัส และดอกไม้อีกกว่า 40 ประเภท 1,500 สายพันธุ์แบบเรียลไทม์ โดยผู้ประมูลนับร้อยทำการประมูลผ่านจอสัมผัสตรงหน้ากันอย่างเร้าใจ วังหยาง รองผู้จัดการศูนย์ประมูลฯ กล่าวว่า การประมูลแต่ละครั้งใช้เวลาเฉลี่ยไม่ถึง 4 วินาที ซึ่งกลไกการประมูลแบบ
ต่างชาติเที่ยวไทยปี 2568 คาดแตะ 37.5 ล้านคน สร้างรายได้ 1.78 ล้านล้านบาท ‘จีน’ ยังมาเป็นอันดับ 1 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ปี 2568 ตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยยังเติบโตต่อเนื่อง จากมาตรการวีซ่าฟรีที่เอื้อให้การเดินทางมีความสะดวก การแข่งขันในธุกิจการบินที่ทำให้ราคาตั๋วโดยสารเครื่องบินมีแนวโน้มทรงตัว หลังจากในปี 2567 สายการบินต้นทุนต่ำมีการขยายเส้นทางมาไทย ซึ่งช่วยให้การเดินทางถูกลง รวมถึงการทำตลาดกระตุ้นการท่องเที่ยวของภาครัฐและเอกชน จากข้อมูลของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พบว่า ระหว่างวันที่ 1-12 ม.ค. 2568 นักท่องเที่ยวต่างชาติมีจำนวน 1.32 ล้านคน เติบโต 19.9% (YoY) ทั้งปี 2568 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวอาจอยู่ที่ 37.5 ล้านคน แต่เมื่อเทียบกับฐานที่สูงในปีก่อน อัตราการเติบโตของตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติจะชะลอลงมาที่ 5.6% จากที่เติบโต 26.3% ในปี 2567 จาก 4 ปัจจัยสำคัญ ดังนี้ 1. ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลกและปัญหาภูมิศาสตร์การเมือง ซึ่งมีผลต่อกำลังซื้อและการตัดสินใจเดินทางของนักท่องเที่ยว ทิศทางการเติบโตของเศรษฐกิจโลกยังมีปัจจัยเสี่ยงจากนโยบายเศรษฐกิจและกา
ปีที่แล้วแค่ลูกแรก ปีนี้มาแบบสึนามิ! ส่องธุรกิจอาหาร ปี 68 แบรนด์ ‘จีน’ ไม่ได้มาเล่นๆ บุกไทยหนักด้วยกลยุทธ์ราคาและบริการ เข้าสู่ปี 2568 กันมาได้เกือบ 1 เดือน หลายคนเฝ้าจับตาสถานการณ์เศรษฐกิจ รวมทั้งธุรกิจของตัวเองว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป ในส่วนของภาคธุรกิจอาหาร ‘เส้นทางเศรษฐีออนไลน์’ ได้พูดคุยกับ คุณต่อ-ธนพงศ์ วงศ์ชินศรี เจ้าของเพจ Torpenguin เกี่ยวกับเทรนด์ธุรกิจอาหารในปีนี้ เพื่อเป็นแนวทางให้ผู้ประกอบการในการดำเนินธุรกิจ คุณต่อ กล่าวว่า ในปี 2568 แบรนด์ระดับโลกจะเข้ามาบุกไทยจำนวนมากอย่างแน่นอน เพราะในต่างประเทศเจอสถานการณ์เศรษฐกิจไม่ต่างกัน จึงถูกบังคับให้ต้องขยายธุรกิจ อย่างประเทศจีน เมื่อกำลังซื้อในประเทศน้อยลง เศรษฐกิจหดตัว เกิดฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ แต่แบรนด์ยังต้องขยายต่อ จึงได้เห็นการเข้ามาของแบรนด์จีนในประเทศที่มีการซึมซับวัฒนธรรมได้ง่าย ไม่มีความเป็นแบรนด์ลอยัลตี้ นั่นคือ ประเทศไทย “ไทยเป็นประเทศที่เปิดรับทุกอย่าง แล้วเราก็เปิดรับจีน ทำให้เห็นหลายๆ แบรนด์เข้ามาตีตลาด แล้วปีนี้จะเป็นปีที่แบรนด์จีนเข้ามาตีตลาดในประเทศไทยมากที่สุด สึนามิคลื่นลูกใหญ่กำลังมาในอีกไม่นาน ปีที่แล้วเป
รู้จัก “Lao Gan Ma” ธุรกิจน้ำมันพริกของอดีตแม่ค้าบะหมี่ข้างทาง สู่มหาเศรษฐียอดขายโตหลักหมื่นล้านต่อปี อาชีพแม่ค้าขายน้ำมันพริก อาจจะมองดูเป็นอาชีพเล็กๆ แต่ก็มีโอกาสที่จะสร้างรายได้ที่ดีจนประสบความสำเร็จได้ ด้วยเหตุผลหลายประการ อาทิ น้ำมันพริกเป็นอาหารยอดนิยมในไทย มีความต้องการทางตลาดสูง มีต้นทุนและวัตถุดิบที่ไม่สูงมาก ทำให้มีโอกาสในการสร้างผลกำไรได้ดี แต่ทว่า เหตุผลดังกล่าวอาจจะไม่สามารถประสบความสำเร็จได้ หากผู้ประกอบการไม่มีปัจจัยที่จะส่งผล เช่น รสชาติอร่อยและเป็นเอกลักษณ์ วัตถุดิบมีคุณภาพ เน้นเรื่องของความสะอาดและปลอดภัย ตลอดจนการสร้างแบรนด์ให้แข็งแรงเพื่อสู้กับคู่แข่งได้ วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ จะพาไปทำความรู้จักกับแบรนด์ Lao Gan Ma (เหล่ากานมา) ธุรกิจน้ำมันพริกของ Tao Huabi อดีตแม่ค้าบะหมี่ริมถนน ที่ปัจจุบันธุรกิจน้ำมันพริกของเธอเติบโตจนมีรายได้ถึงหลักหมื่นล้านต่อปีเลยทีเดียว จุดเริ่มต้นของการทำน้ำพริก Tao Huabi ผู้ประกอบการหญิงชาวจีน วัย 77 ปี ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Lao Gan Ma เกิดที่มณฑลกุ้ยโจว ในวัยเด็กครอบครัวค่อนข้างยากจน ด้วยความลำบากจึงต้องมีความอดทน มานะทำงานอย่างตั้งใจ จน
“โกโก้ไอ้ต้น” แฟรนไชส์สัญชาติไทยบุกจีน เปิด 160 สาขา ตกวัยรุ่นจีนด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัว “โกโก้ไอ้ต้น” ร้านเครื่องดื่มโกโก้แบรนด์ไทย ที่เป็นไวรัลหลังจากเปิดตัวครั้งแรกที่ย่านตลาดพลู โดย คุณต้น-ประชานารถ โพธิสาราช อดีตนักดนตรีผู้ได้รับผลกระทบจากโควิดเมื่อหลายปีก่อน จึงต้องผันตัวมาเปิดร้านกาแฟท้ายรถบิ๊กไบก์ และต่อยอดเมนูขายดีอย่างโกโก้ สู่แบรนด์โกโก้ไอ้ต้นที่เติบโตมีหลายสาขาในไทย ล่าสุด กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า โกโก้ไอ้ต้น แฟรนไชส์สัญชาติไทย ได้บุกตลาดจีนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โกโก้ไอ้ต้น เข้าสู่ประเทศจีนเมื่อปี 2023 โดยเปิดร้านแรกเมื่อเดือนเมษายน ในเมืองสิบสองปันนา ด้วยรูปแบบการเปิดร้านประจำหรือป๊อปอัปสโตร์ ตามสถานที่หรือศูนย์การค้าที่มีผู้คนพลุกพล่าน แตกต่างจากในไทยที่เน้นการขายแบบสตรีตฟู้ด เพื่อเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคที่กว้างขึ้น ปัจจุบันโกโก้ไอ้ต้นขยายสาขาไปแล้วหลายมณฑล ไม่ว่าจะเป็น มณฑลยูนนาน มณฑลเหอเป่ย มณฑลกว่างซี มณฑลกวางตุ้ง มหานครฉงชิ่ง มหานครเซี่ยงไฮ้ มณฑลเจียงซู มณฑลเจ้อเจียง มณฑลฝูเจี้ยน ฯลฯ รวมกว่า 160 แห่ง โดยยังใช้วัตถุดิบนำเข้าจากป
ไทยส่งออกอาหารสัตว์เป็นอันดับ 4 ของโลก และเป็นอันดับ 3 ในตลาดจีน ส่วนแบ่งในตลาดจีนมีโอกาสการค้าสูง นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อํานวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค. ได้ติดตามสถานการณ์การค้าและแนวโน้มของสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงซึ่งไทยเป็นประเทศผู้นำด้านการส่งออกสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงของโลก โดยในปี 2566 ไทยเป็นผู้ส่งออกอันดับที่ 4 ของโลก มีส่วนแบ่ง 8.39% ของมูลค่าการส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงโลก รองจากเยอรมนี 13.07% สหรัฐอเมริกา 9.81% และฝรั่งเศส 9.77% ทั้งนี้ อาหารสัตว์เลี้ยงในจีนเป็นตลาดศักยภาพที่ไทยน่าจะมีโอกาสขยายส่วนแบ่งตลาดเพิ่มเติม โดยในปี 2566 จีนนำเข้าสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงจากไทย เป็นอันดับที่ 3 ส่วนแบ่ง 8.02% รองจากสหรัฐอเมริกา ที่มีส่วนแบ่งสูงถึง 65.66% และนิวซีแลนด์ 13.34% สนค. ได้ศึกษาข้อมูลของกระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา (USDA) ที่เผยแพร่รายงาน เรื่อง ตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีน ระบุว่า ในปี 2566 สุนัขและแมวในเขตเมืองทั่วประเทศจีน มีจำนวนมากกว่า 120 ล้านตัว เพิ่มขึ้น 4% จากปี 2565 โดยแมวมีถึง 70 ล้านตัว เพิ่มขึ้น 7% สุนัข
