ทำไรรวย
ซื้อถึงที่ยังกิโลเป็นพัน! “ปลากุเลาตากใบ” เค็มเท่าไหร่ไม่ว่า ขอให้ชาตินี้ได้กิน “ปลากุเลาตากใบ” ของดีนราธิวาส ได้ชื่อว่าเป็นปลาเค็มที่แพงที่สุด ขนาดไปซื้อถึงที่ยังกิโลกรัมละ 1,000-1,500 บาท เนื้อปลากุเลาเค็มนั้นเนียน หอม ยิ่งทอดยิ่งหอม หนังกรอบ บีบมะนาว ซอยหอม ซอยพริก แค่นี้เอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอมแล้ว เรื่องโรคไตลืมไปก่อน สาเหตุที่ปลากุเลาเค็มตากใบแพงเหลือหลาย มาจาก 2 ประการ อย่างที่ 1 เป็นปลาธรรมชาติที่มีมากเฉพาะชายทะเลภาคใต้ นราธิวาส ปัตตานี สงขลา โดยเฉพาะปลากุเลาของนราธิวาส อำเภอตากใบ นั้น เป็นปลาที่มีของกินอุดมสมบูรณ์จากอาหารที่แม่น้ำหลายสายพาอาหารไหลมารวมกันในทะเลหน้าดิน ปลากุเลา เป็นปลาหาของกินหน้าดิน จึงอวบอ้วนสมบูรณ์ เนื้อมันหวาน จึงชุกชุม คนสมัยก่อนเลยจับมาทำปลาเค็มด้วยกรรมวิธีพิเศษ อันเป็นสาเหตุที่ทำให้แพง อย่างที่ 2 คือ ทำยาก ทำนาน เขาว่าเมื่อจับปลามาได้แล้ว ต้องรีบนำปลากุเลาสดมาทำปลาเค็มเลย ปล่อยไว้นานไม่ดีจะเหม็น แล้วต้องเอามาหมักเกลือเฉพาะของนราธิวาส ได้ชื่อว่า เกลือหวาน ที่กินแล้วยังไงก็เค็มแต่คงหวานกว่าเกลือที่อื่น หมักไว้ 2 คืน ก็นำไปแขวนตากแดด เอาหัวห้อยลงเป็นเอกลักษณ์
เงินเหลือวันละพัน อาจเป็นของแปลกของคนทั่วไป จบจุฬาฯ แต่มาขับแท็กซี่ เมื่อเร็วๆ นี้ ผมไปพบกับเพื่อนรักคนหนึ่งที่มีบ้านอยู่ซอยโชคชัย 4 ถนนลาดพร้าว ขากลับ ผมไม่อยากเดินออกจากบ้านเพื่อไปขึ้นรถแท็กซี่ให้เหนื่อย เพราะมีระยะทางยาวหลายร้อยเมตร ผมจึงใช้วิธีให้เพื่อนช่วยโทรศัพท์เรียกรถแท็กซี่ให้ ใช้เวลารอไม่นาน รถแท็กซี่ที่เพื่อนเรียกให้ก็มาจอดรออยู่หน้าบ้าน ผมขึ้นไปนั่งบนรถ จึงเพิ่งสังเกตเห็นว่า คนขับเป็นผู้หญิง เท่าที่ผมได้พบเห็น ในปัจจุบันมีผู้หญิงมีอาชีพขับแท็กซี่กันมากขึ้น เพราะสมัยนี้ ผู้หญิงสามารถทำอะไรต่ออะไรได้เหมือนกับผู้ชาย ผมนั่งรถแท็กซี่ระยะทางจากต้นทางถึงปลายทาง ต้องใช้เวลากว่าชั่วโมง เพราะบ้านผมอยู่สำโรงในเขตจังหวัดสมุทรปราการ ขณะนั่งอยู่บนรถ ผมถือโอกาสชวนคนขับแท็กซี่คุยไปเกือบตลอดทาง เพราะเธอกล้าเปิดเผยว่า เธอเรียนจบจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะอักษรศาสตร์ จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผมสนใจ สนใจว่า อุตส่าห์เรียนจบจุฬาฯ แล้ว ทำไมจึงมามีอาชีพขับแท็กซี่ เรื่องนี้ เธอเล่าให้ฟังสรุปได้ว่า เธอเรียนจบจากจุฬาฯ คณะอักษรศาสตร์ เอกการละคร เธอเรียนจบก็ได้ทำงานที่กองถ่ายละครหลายแห่ง ได้ผลตอบแทนค
ได้ 3 สูตรนี้ไป เปิดร้านขายได้เลย! “น้ำผัดหมี่โคราช-น้ำส้มตำไทย-น้ำส้มตำปูปลาร้า” อาหารประจำชาติของเรา “ส้มตำ” มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง คนอีสานทำตำส้ม คือ ตำของเปรี้ยว รวมไปถึงของฝาด ว่ากันว่าคนอีสานนั้นอยู่ที่ไหนก็ไม่อดตาย หาลูกไม้ ใบไม้มาทำอาหารกินได้เกือบทุกชนิด ขนาดกล้วยตานี ซึ่งมีเมล็ดเยอะแยะ คนภาคไหนก็กินไม่ได้ ใช้แต่ใบกล้วยตานีมาห่อของ กับวิ่งหนีผีตานี แต่คนอีสานเอากล้วยตานีดิบลูกเล็กๆ เม็ดยังไม่แข็งมาฝานทำตำกล้วยได้ และยังลูกอื่นๆ อีกมากมายทั้งรสฝาด รสขม รสเปรี้ยว ตำได้หมด จากส้มตำพื้นบ้าน คนทุกภาคร่วมโหมโรงใส่ของเข้าไปสารพัด ทั้งหมูกรอบ ไข่เค็ม กุ้งสด ปูม้าดอง หอยแครงดิบ มีอะไรในตู้กับข้าวผสมใส่ได้หมด ปูเค็ม ปลาร้า ขนมจีน ลูกมะกอก ลูกมะยม กลายเป็นตำมั่ว ไปโคราชต้องได้กินผัดหมี่โคราช คล้ายผัดไทย แต่ไม่มีเต้าหู้ กุ้งแห้ง ไม่ใส่ไข่ ใส่ใบกุยช่าย กับถั่วงอกได้ เอาไว้กินกับส้มตำแทนข้าวเหนียว หมี่โคราช เริ่มต้นมาสมัยไหนไม่รู้ เส้นหมี่โคราช ก็คือเส้นเล็กทำจากแป้งข้าวเจ้า ทีเด็ดอยู่ที่น้ำปรุงรสหมี่โคราช คล้ายน้ำปรุงผัดไทย คือ หอมสับ กระเทียมสับ น้ำปลา น้ำตาลปี๊บ น้ำมะขามเปียก มีเต้าเจี
เปิดสูตร น้ำจิ้มไก่ ส่วนผสมไม่ยุ่งยาก ทำเองง่าย ใช้จิ้มกับอะไรก็อร่อย! เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ เคยนำเสนอเรื่องราวของ อาจารย์ตุ๊ก หรือ ครูตุ๊ก ผู้วางประมวลกฎหมายแล้วหันมาเข้าครัวจับตะหลิว ถ่ายทอดวิชาและสูตรการทำอาหารให้กับคนที่อยากมีอาชีพ โดยเมนูที่ครูตุ๊กนำมาถ่ายทอดมีมากมาย ไม่ว่าจะอาหารคาว อาหารหวาน หรือกระทั่งเครื่องจิ้มต่างๆ อาจารย์ตุ๊ก หญิงผู้หันหลังให้ตำรากฎหมาย สู่เส้นทางการเป็นครูผู้ให้ ของคนอยากมีอาชีพ แจกสูตร น้ำซอสสับปะรด น้ำจิ้มกันตาย ใช้จิ้มได้กับอาหารทุกชนิด วันนี้ครูตุ๊กใจดี แจกสูตรการทำ น้ำจิ้มไก่ ที่สามารถทานได้กับทุกเมนู ไม่ว่าจะของทอดทอด หรือข้าวมันไก่ โดยส่วนผสมและวิธีทำ มีดังนี้ ส่วนผสม น้ำส้มสายชู 170 กรัม น้ำตาลทราย 500 กรัม พริกชี้ฟ้าแดง (ผ่าเมล็ดออก) 3 เม็ด กระเทียม 20 กรัม เกลือ 10 กรัม แบะแซ 60 กรัม วิธีทำ โขลกพริกแดง กระเทียม ให้ละเอียด นำน้ำส้มสายชู เกลือ และ พริก-กระเทียมที่โขลกจนละเอียดแล้วลงในหม้อ ตั้งไฟให้เดือด แล้วใส่น้ำตาลทรายลงไปละลาย เคี่ยวต่อ ประมาณ 10 นาที จึงใส่แบะแซตามลงไป รอให้เดือดอีกครั้งแล้วกรอกลงขวดแก้ว ปิดฝาให้สนิท เป็นอันเสร็จ หมายเหตุ
ขนมาเท่าไหร่ก็ขายหมด! น้อง ม.6 ช่วยแม่หาเงิน ขายน้ำลำไย สร้างรายได้หลักหมื่นต่อวัน! ช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา น้ำลำไย ถือเป็นเมนูคลายร้อนที่ได้รับความนิยมและยังฮอตฮิตไม่สร่าง กลายเป็นอาชีพ ขายน้ำลำไย ที่สร้างรายได้ได้ดีอาชีพหนึ่งเลยทีเดียว เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ได้พูดคุยกับ น้องปาล์มมี่-อภิสรา โกมลวัฒนะ สาวน้อยวัย 18 ปี จากโรงเรียนสาธิต “พิบูลบำเพ็ญ” มหาวิทยาลัยบูรพา ผู้ใช้เวลาว่างจากการเรียน มาขายน้ำลำไยในตลาดนัดกับครอบครัว ทำยอดขายต่อวันหลักหมื่น! น้องปาล์มมี่ เล่าว่า ปัจจุบันตนเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 สายวิทย์-คณิต ที่โรงเรียนสาธิต “พิบูลบำเพ็ญ” มหาวิทยาลัยบูรพา โดยตั้งใจจะสอบเข้าในคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ เพราะชอบวาดรูป นอกจากเรียน-ติวหนังสือ และซ้อมวอลเลย์บอลแล้ว เมื่อมีเวลาว่างก็ไปช่วยแม่ขายน้ำพริกไข่ปูที่ตลาดนัดเป็นปกติอยู่แล้ว กระทั่งช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมากระแสของ น้ำลำไย ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก น้องปาล์มมี่จึงนำไอเดียที่ได้เห็นไปพูดคุยกับคุณแม่และคนที่บ้าน “ปกติคุณแม่ขายน้ำพริกไข่ปูอยู่ที่ตลาดนัดอยู่แล้วค่ะ แล้วหนูเป็นคนชอบเล่นโซเชียล ก็ไปเห็
บ๊ะจ่าง ถ้าจะให้อร่อย ต้องพิถีพิถันตั้งแต่การเลือกวัตถุดิบและรู้จักใช้ไฟ เทศกาลไหว้บ๊ะจ่าง หรือ วันไหว้ขนมจ้าง หรือเทศกาลตวนอู่เจี๋ย หรือเทศกาลตวงโหงว เป็นเทศกาลที่สืบทอดกันมานับแต่โบราณของประเทศจีน ตรงกับวันที่ 5 เดือน 5 ตามปฏิทินทางจันทรคติ หรือ “โหงวเหว่ยโจ่ว” เป็นการระลึกถึงวันที่คุกง้วง หรือ ชวีหยวน หรือจูหยวน กวีเอกของจีน ขุนนางผู้รักชาติแห่งแคว้นฉู่ มีตำนานเล่าว่าเมื่อกว่า 2,000 ปี ในแคว้นฉู่ เมื่อถูกแคว้นฉินรุกราน เจ้าผู้ครองแคว้นเชื่อคำกราบทูลยุยงของขุนนางไม่ดี จึงพ่ายแพ้เสียเมืองสิ้นกษัตริย์ ชวีหยวนเสียใจมาก จึงเขียนกลอนแสดงความเศร้าสะเทือนใจแล้วไปกระโดดน้ำตาย เมื่อชาวบ้านรู้ข่าว จึงพายเรือออกตามหาชวีหยวน ระหว่างงมก็นำข้าวใส่กระบอกไม้ไผ่โยนลงน้ำเพื่อล่อปลามากินข้าว ไม่ให้ปลากินศพของชวีหยวน พอครบปีแรกที่ชวีหยวนเสียชีวิต ซึ่งตรงกับวันที่ 5 เดือน 5 ชาวบ้านจึงนำข้าวห่อใบไม้หรือใส่กระบอกไม้ไผ่โยนลงแม่น้ำเพื่อรำลึกถึงชวีหยวน ข้าวห่อใบไม้หรือข้าวในกระบอกไม้ไผ่ก็กลายเป็นบ๊ะจ่าง ตามตำนานนี้ บ๊ะจ่างจึงเป็นอาหารประจำเทศกาล การไหว้บ๊ะจ่าง ส่วนใหญ่เราจะไหว้ที่ตี่จู่เอี๊ยะหรือศาลเจ้าที
สวนดุสิต โฮมเบเกอรี่ ร้านขนมในรั้วมหาวิทยาลัย เจ้าของขนมชื่อดัง ทอฟฟี่เค้ก ในตำนาน ย้อนอดีตไปเมื่อราวพุทธศักราชสองพันห้าร้อยสามสิบต้นๆ “HOME Bakery-โฮม เบเกอรี่” ร้านขนมที่แอบอยู่มุมเล็กๆ ภายในรั้วสถาบันอุดมศึกษานาม “วิทยาลัยครูสวนดุสิต” ได้สร้างปรากฏการณ์ฮือฮาให้กับวงการเบเกอรี่ ด้วยการออกผลงาน ชิ้น “โบแดง” มียอดขายแซงทุกเมนูเค้กในท้องตลาดเวลานั้น ว่ากันว่า “ช่วงพีค-พีค” ถ้าใครอยากลองลิ้มรสชาติ “สินค้าตัวจี๊ด” ที่ชื่อว่า “ทอฟฟี่เค้ก” แล้วหล่ะก็ เป็นต้องไปยืนต่อรอคิวซื้อ แถวยาวเหยียดออกมานอกร้านกันเลยทีเดียว “โฮม เบเกอรี่ ก่อตั้งขึ้นในราวพ.ศ. 2529 โดยผศ. มณี ปานเจริญ หัวหน้าภาควิชาคหกรรมศาสตร์วิทยาลัยครูสวนดุสิต มีเป้าหมาย จัดตั้งเป็นสถานที่ฝึกงานของนักศึกษาภาควิชาคหกรรมฯ ซึ่งปัจจุบัน เปลี่ยนฐานะเป็นหน่วยงานอิสระภายใต้การบริหารงานของสำนักงานอธิการบดีมหาวิทยาลัยสวนดุสิต”อาจารย์จันทร์จนา ศิริพันธ์วัฒนา ผู้จัดการสวนดุสิตโฮมเบเกอรี่ เริ่มต้นให้ข้อมูล ก่อนย้อนประวัติความเป็นมาให้ฟังอีกว่า หลังจากโฮม เบเกอรี่ ดำเนินกิจกรรมได้ไม่นาน ทางบริษัท ลีเวอร์บราเธอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เห็นถึงค
อดีตสาวแบงก์ หันทำ “น้ำหอมจากดอกไม้ไทย” ขายดีจนโกอินเตอร์ หากพูดถึงน้ำหอม หลายคนคงนึกถึงน้ำหอมแบรนด์ต่างๆ ที่คุ้นชื่อคุ้นหูกันดี ซึ่งแบรนด์เหล่านั้น ล้วนแล้วแต่เป็นน้ำหอมที่ผลิตโดยชาวต่างชาติทั้งสิ้น ประเทศไทยเอง ก็มีน้ำหอมมาตั้งแต่โบร่ำโบราณแล้ว หลายคนอาจจะคิดถึง น้ำอบ แต่แท้ที่จริงแล้วน้ำหอมไทยมีชื่อเรียกว่า น้ำปรุง ต่างหาก โดยน้ำอบกับน้ำปรุง มีความแตกต่างกันที่ น้ำอบ จะมีส่วนผสมของน้ำกับแป้ง เรียกได้ว่าเป็นหางน้ำหอมอย่างหนึ่ง ส่วน น้ำปรุง เป็นน้ำหอมสกัดจากไม้หอมล้วนๆ ถือว่าเป็นหัวน้ำหอม มีความเข้มข้นกว่ากันมาก อาจพูดได้ว่า น้ำปรุงก็คือน้ำหอมไทย นั่นเอง “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” มีโอกาสสัมภาษณ์ คุณจ๊ะ-อณุพรรณ เครือมิ วัย 37 ปี เจ้าของ I Am Siam Thai Perfume แบรนด์น้ำหอมดอกไม้ไทย ที่กำลังได้รับความนิยมบนโซเชียลในขณะนี้ คุณจ๊ะ ให้สัมภาษณ์อย่างเป็นกันเอง โดยเธอเริ่มเล่าให้ฟังว่า เมื่อก่อนเธอเป็นเจ้าหน้าที่ดูแลเรื่องสินเชื่อธุรกิจของธนาคารแห่งหนึ่ง ทำได้ประมาณ 11 ปี ก็รู้สึกอิ่มตัว จึงตัดสินใจลาออก แต่ก็ยังไม่มีแผนชัดเจนว่าตนนั้นอยากจะทำอะไร ประกอบกับเธอแต่งงาน ต้องย้ายไปอยู่แถวท่าเรือไปห
ซูชิเบิร์น ในตลาดนัด อาชีพทำเงิน ของ อดีตกรุ๊ปเฮดโปรดักชั่น ทำขายสดๆ เฉลี่ย 600 คำต่อวัน ขายของตลาดนัด ถือเป็นหนึ่งในอาชีพยอดนิยมสำหรับคนขายมือใหม่ ที่งบยังมีไม่มากพอที่จะทำร้านเป็นของตัวเอง ซึ่งในตลาดก็ขายสินค้าหลากหลาย โดยเฉพาะของกิน ที่มองไปทางไหนก็อุดมสมบูรณ์เสียเหลือเกิน เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ มีโอกาสได้คุยกับ คุณตี๋-ฐกลพัชร์ ทยาภัทร วัย 39 ปี หนึ่งในเจ้าของร้าน ซูชิเบิร์นนน…มั๊ย อดีต Group Head Production ผู้ผันตัวเองมาเป็นพ่อค้าขายซูชิในตลาดนัด ซึ่งซูชิของเขาก็ไม่ใช่ซูชิแบบเดิมๆ ทั่วๆ ไป แต่เป็น ซูชิเบิร์นไฟ ที่สร้างความแปลกใหม่ตื่นตาตื่นใจให้กับลูกค้าไม่น้อย! คุณตี๋ เล่าว่า เดิมทีตนทำงานตำแหน่ง Group Head Production คุมงานทั้งหมด อีกทั้งทำหน้าที่เป็นทั้งดีไซเนอร์และครีเอทีฟ ในบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งมาเกือบ 8 ปี กระทั่งรู้สึกอิ่มตัวกับการทำงาน บวกกับอยากทำอะไรใหม่ๆ ตอบโจทย์ตัวเองให้มากกว่านี้ ซึ่งเดิมที คุณตี๋เป็นคนชอบทำอาหารอยู่เป็นทุน จึงเกิดความคิดที่ว่า ตัวเองน่าจะหันมาทำงานตามความชอบดีกว่า ผนวกกับเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 จึงเป็นจุดที่ทำให้ชายหนุ่มคิดว่า งั้นลาอ
“ยาหม่องฤาษีอุ้มนางพันธุรัตน์วิ่งข้ามเขา 3 ลูกไม่มีเหนื่อย” สินค้าโฮมเมดจากสมุนไพร แค่ชื่อก็กินขาด แถมใช้ดีจนคนยอมรอซื้อกันข้ามเดือน! ยาหม่อง ถือเป็นยาสามัญประจำบ้านของชาวไทย ที่ทำมาจากสมุนไพรและน้ำมันหอมระเหยชนิดต่างๆ ลักษณะเป็นขี้ผึ้งเนื้อเหลวอ่อน กลิ่นหอม สรรพคุณหลากหลาย ทั้งใช้ทา ถู นวด บรรเทาอาการแมลงสัตว์กัดต่อย หน้ามืดวิงเวียน คัดจมูกเนื่องจากหวัด หน้ามืดตาลาย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ฟกช้ำดำเขียว และอื่นๆ อีกมากมาย ในเมืองไทยมีผู้ผลิตสินค้าประเภทนี้หลากหลาย มีตั้งแต่ผู้ประกอบการรายใหญ่แบรนด์ดังคุ้นหูที่จำหน่ายทั่วประเทศ ไปจนถึงผู้ประกอบการรายเล็กรายย่อย ซึ่ง “ยาหม่องฤาษีอุ้มนางพันธุรัตน์วิ่งข้ามเขา 3 ลูกไม่มีเหนื่อย” ก็เป็นยาหม่องอีกแบรนด์ที่ คุณจิบ-สุภาวดี บัณฑิต วัย 54 ปี และ น้องดรีม-ชัสมา ไตรสุริยธรรมา วัย 22 ปี ได้ผลิตออกมาจำหน่าย ทั้งคู่ให้สัมภาษณ์กับเส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ถึงที่มาที่ไปของแบรนด์ยาหม่องชื่อเก๋นี้ว่า ก่อนที่สองป้าหลานจะมาทำธุรกิจยาหม่องร่วมกันนั้น ป้าจิบเป็นเพียงแม่บ้านธรรมดา ส่วนน้องดรีมที่เป็นลูกหลานก็กำลังเรียนอยู่ “ตอนนั้นป้าจิบเป
