ทำไรรวย
เมื่อ AI กลายเป็นผู้ร่วมก่อตั้งธุรกิจที่มองไม่เห็น… ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา การก่อตั้งธุรกิจมักผูกติดอยู่กับการมีทีมงานและเงินทุน แต่ในช่วงปี 2025-2026 ภาพดังกล่าวเริ่มเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน เมื่อปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาทำหน้าที่แทนทีมงานทั้งฝ่ายพัฒนา การตลาด และบริการลูกค้าได้ในเวลาเดียวกัน งานที่เมื่อก่อนต้องใช้คน 4-5 คน วันนี้ทำคนเดียวได้จริง ปรากฏการณ์นี้ผลักดันให้เกิดผู้ประกอบการรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า “Solopreneur” หรือผู้ก่อตั้งและบริหารธุรกิจด้วยตนเองเพียงคนเดียว โดยอาศัย AI เป็นกำลังเสริมแทนการจ้างพนักงานประจำ ตัวเลขที่บ่งชี้การเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ สำนักงานสำมะโนประชากรสหรัฐฯ ระบุว่าปัจจุบันมีผู้ประกอบธุรกิจแบบไม่มีลูกจ้างในสหรัฐฯ ราว 29.8 ล้านราย สร้างรายได้รวมกว่า 1.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 6.8% ของ GDP ประเทศ ที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือผลประกอบการ ผลสำรวจ New Business Formation 2025 ของ Gusto พบว่าธุรกิจที่เปิดโดยเจ้าของคนเดียวมีกำไรตั้งแต่ปีแรกสูงถึง 77% ขณะที่ธุรกิจซึ่งมีลูกจ้างประจำมีกำไรปีแรกเพียง 54% และ Solopreneur ถึง 93% คาดว่าจะทำกำไรได้ในปี 2025 เทียบกับ
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ธุรกิจค้าปลีกแบบลดราคา (discount retail) ในประเทศจีนได้กลายเป็นหนึ่งในภาคธุรกิจที่มีการแข่งขันดุเดือดที่สุด และหนึ่งในผู้เล่นที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุดในอุตสาหกรรมนี้คือ HotMaxx แบรนด์ค้าปลีกสัญชาติจีนที่เติบโตจากร้านค้าเดียวในเซี่ยงไฮ้ สู่เครือข่ายร้านค้าเกือบพันสาขาภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่ปี จากวิกฤตสต๊อกสินค้าส่วนเกินสู่โมเดลธุรกิจพันล้าน HotMaxx ก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2020 โดยผู้ร่วมก่อตั้งสองคนคือ กู่ เสี่ยวเจี้ยน ผู้มีพื้นฐานด้านธุรกิจค้าส่ง และ ฟ่าน จื้อเฟิง ผู้เชี่ยวชาญด้านห่วงโซ่อุปทานอาหาร ทั้งคู่เผชิญปัญหาสต๊อกสินค้าส่วนเกินจำนวนมากในช่วงที่ห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกหยุดชะงักจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 เดิมทีทั้งสองตั้งใจเพียงเปิดร้านเคลียร์สต๊อกชั่วคราวเพื่อระบายสินค้าแล้วปิดกิจการ แต่กระแสตอบรับจากผู้บริโภคกลับดีเกินคาด จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ร้านสาขาแรกเปิดตัวในศูนย์การค้าระดับไฮเอนด์ของเซี่ยงไฮ้ โดยจำหน่ายขนมและเครื่องดื่มที่ใกล้หมดอายุในราคาลดพิเศษ ก่อนจะขยายกลุ่มสินค้าครอบคลุมทั้งสินค้าใกล้หมดอายุ สิน
ไม่กี่ปีที่ผ่านมา เครื่องพิมพ์สามมิติ (3D Printer) ยังถูกมองเป็นแค่ของเล่นสำหรับสายเทคหรืออุปกรณ์ในโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เท่านั้น แต่วันนี้เครื่องพิมพ์สามมิติราคาย่อมเยาที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานในบ้าน กำลังกลายเป็นเครื่องมือสร้างรายได้จริง รายงาน Wohlers Report 2026 ระบุว่ารายได้รวมของอุตสาหกรรมการพิมพ์สามมิติทั่วโลกในปี 2025 แตะระดับ 24,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 812,466 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโต 10.9% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่บริษัทวิจัยตลาดอย่าง Fortune Business Insights และ Grand View Research ต่างคาดการณ์ตรงกันว่ามูลค่าตลาดจะเติบโตต่อเนื่องด้วยอัตราเฉลี่ยปีละ 20% ขึ้นไป และอาจแตะหลักแสนล้านดอลลาร์ภายในปี 2033-2034 โดยภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกำลังเป็นตลาดที่เติบโตเร็วที่สุด ด้วยอัตราการเติบโตของรายได้เฉลี่ยเกือบ 20% ต่อปีในกลุ่มผู้ประกอบการ สิ่งที่น่าสนใจคือ การเติบโตนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่บริษัทยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมการบินหรือยานยนต์เท่านั้น แต่ยังกระจายไปถึงผู้ประกอบการรายย่อยที่ทำธุรกิจจากบ้านด้วยเครื่องพิมพ์เพียงหนึ่งหรือสองเครื่อง แพลตฟอร์มอย่าง Shopify ระบุว่าธุ
ในอดีตชานมไข่มุกอาจเป็นเครื่องดื่มรางวัลชีวิตหนึ่งเดียวที่คนพอจะนึกออก เมื่ออยากเติมความหวานให้ร่างกาย แต่การดื่มชานมมากเกินไปก็สร้างภาระให้ร่างกายไม่น้อย แต่พอมีเครื่องดื่มอย่างโยเกิร์ตสมูทตี้ที่ทั้งอร่อย และเติมหวานทดแทนกันได้ การมอบรางวัลชีวิตแบบรักสุขภาพก็เป็นทางเลือกใหม่ของผู้บริโภค หากจะเจาะลงไปในตลาดโยเกิร์ตสมูทตี้ทั่วโลก มีการประเมินว่ามีมูลค่ากว่า 51,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (อ้างอิงจากตัวเลขของ fortunebusiness) หรือราว 1.7 ล้านบาท การเติบโตของตลาดมาจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นสำหรับอาหารที่มีโปรไบโอติกสูง หาอาหารทดแทนมื้ออาหาร และเทรนด์รักสุขภาพ คาดว่าจะเติบโตเกิน 71,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2031 โดยที่อัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) จะอยู่ที่ 6-9% ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกยังคงครองส่วนแบ่งการตลาดมากที่สุด (มากกว่า 40%) ในขณะที่อเมริกาเหนือยังคงเป็นตลาดหลักสำหรับสมูทตี้โยเกิร์ต เนื่องจากผู้บริโภคส่วนใหญ่นิยมสูตรที่มีน้ำตาลต่ำและโปรตีนสูง YoPPa Yogurt แบรนด์โยเกิร์ตเพื่อสุขภาพสไตล์เกาหลี ของนักแสดงชื่อดัง “ญดา” นริลญา กุลมงคลเพชร คืออีกหนึ่งแบรนด์ที่มาปลุกกระแส
วันหนึ่งนั่งเบนซ์ไปโรงเรียน… อีกไม่กี่ปีต่อมา ครอบครัวโดนยึดทรัพย์จนไม่เหลืออะไรปี 2540 วิกฤตต้มยำกุ้งพัดพาธุรกิจของครอบครัวล้มทั้งยืน.จากลูกชายที่เลือกเรียนคณะวิศวกรรมเพราะเท่ กลายเป็นคนที่ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ทุกอย่างแต่สิ่งที่ไม่มีใครยึดไปได้ คือ “ความซื่อสัตย์ ขยัน และอดทน” ที่พ่อแม่สอนมาตั้งแต่เด็ก.วันนี้ คุณปรีชา กุลไพศาลธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท เปี่ยมสุข พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด จะมาเล่าให้ฟังว่า…จากจุดที่เจ็บที่สุดในชีวิต เขาพลิกกลับมากอบกู้ธุรกิจครอบครัวได้อย่างไร.ดูคลิปเต็มได้เลย | จุดเริ่มเจ็บ
“นิ้ง…หน่อง มิสทินมาแล้วค่ะ” ประโยคในตำนาน ที่เอ่ยขึ้นพร้อมกับสาวมิสทินที่ยืนรออยู่หน้าบ้าน หากใครเกิดทันก็คงอายุไม่ต่ำกว่า 30 แล้ว ใครเลยจะรู้ว่าธุรกิจขายตรงที่เริ่มจากพนักงานเพียง 4 คนในวันนั้น จะกลายมาเป็นแบรนด์ไทยยอดขายหมื่นล้านบาท และนี่คือเรื่องราวของ บริษัท เบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) จำกัด และแบรนด์ Mistine กรณีศึกษาที่น่าสนใจที่สุดของธุรกิจไทย สู้จากการขายเครื่องสำอางราคาร้อยบาท สู่แบรนด์ที่ได้รับการยอมรับระดับสากล เริ่มจาก Pain Point ของหญิงไทย เมื่อปี พ.ศ. 2531 ตลาดเครื่องสำอางในประเทศไทยยังเต็มไปด้วยสินค้านำเข้าราคาแพง ผู้หญิงจำนวนมากอยากสวย แต่ไม่สามารถเข้าถึงเครื่องสำอางคุณภาพดีได้ง่ายนัก นี่คือ Pain Point ที่ ดร.อมรเทพ ดีโรจนวงศ์ เจ้าของฉายา “ราชาขายตรงเมืองไทย” มองเห็น ดร.อมรเทพ ได้ก่อตั้ง บริษัท เบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ขึ้นด้วยแนวคิดง่ายๆ แต่ทรงพลังคือ สร้างชีวิตที่ดีขึ้นให้คนไทย สมกับชื่อ Better Way ในวันที่ธุรกิจขายตรงยังไม่เป็นที่รู้จักในไทย มิสทินได้เริ่มจากอาคารพาณิชย์เพียง 3 คูหา มีพนักงานเพียง 4 คน และสินค้าน้อยกว่า 100 รายการ แต่สิ่งที่แบรนด์มีมากกว่
“ผมแค่อยากพาครอบครัวไปทานอาหารแล้วไม่ต้องดูราคา ผมแค่อยากใช้ชีวิตสบายๆ แต่คำว่าสบายมันต้องใช้เงิน” ประโยคที่ฟังดูจริงใจ ไม่ปรุงแต่งนี้ คือคำพูดแรกของ คุณจี-จีรภัทร ศรีทองคำ ผู้ก่อตั้ง “พาสต้า อาม่า” เมื่อถูกขอให้เล่าถึงเส้นทางธุรกิจจากศูนย์ ก่อนจะกลายมาเป็นเจ้าของอาณาจักรร้านอาหาร 400 ล้านบาทในปีนี้ จากอดีตพนักงาน HR Business Development ที่บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง CP ประจำภาคเหนือ เริ่มต้นจากการเป็นพนักงานออฟฟิศที่มีความฝันว่าอยากจะรวย อยากสบาย กลายเป็นสิ่งผลักดันให้เขากล้าลอง กล้าเริ่ม กล้าล้ม คุณจีเริ่มเล่าว่า ตนเองเป็นนักศึกษาคณะจิตวิทยา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งคณะนี้สามารถแบ่งออกได้เป็นนักจิตวิทยาสายคลินิก กับคนที่มาสายองค์กรเพื่อพัฒนาสายธุรกิจ ตอนที่เป็นพนักงานประจำก็ขับมอเตอร์ไซค์ไปทำงานยังไม่มีรถยนต์ขับ ที่บ้านไม่ได้มีธุรกิจ พ่อเป็นข้าราชการ แม่ขายก๋วยเตี๋ยวและอาหารตามสั่ง หลังเรียนจบมาก็มาเป็นพนักงานประจำอยู่ในสาย HR ล้วน 7 ปี “ผมอยากรวยครับ อยากใช้ชีวิตแบบสบายๆ ซึ่งคำว่าสบายๆ นี้มันต้องพึ่งพาสิ่งที่เรียกว่ามันนี่ ถ้าไม่มีตัวนี้ก็ไม่สบาย” เมื่อตอนสิบปีที่แล้วนั้น เงินเดือน
จาก “Dubai Chocolate” ถึง “Dalgona Coffee” โลก TikTok ไม่เคยขาดของหวานไวรัล แต่ล่าสุดมีขนมชนิดหนึ่งที่กำลังยึดฟีดของคนทั้งอินเทอร์เน็ต นั่นคือ “Dot Cakes” เค้กถ้วยหน้าตาธรรมดา ที่ดูเผิน ๆ เหมือนเค้กโรยเกล็ดน้ำตาล แต่กลับกลายเป็นไวรัลระดับที่คนยอมต่อคิวตั้งแต่รุ่งสางเพื่อซื้อ ต้นกำเนิดของกระแสนี้มาจาก “The Dotcakes” ร้านเบเกอรี่ในเมือง Roslyn รัฐนิวยอร์ก ที่ก่อตั้งโดย Alex Posner และคุณแม่ Sondra Posner โดยจุดเริ่มต้นของธุรกิจนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2017 ตอนที่ Alex ยังเป็นนักเรียนมัธยมปลาย จากตั้งใจจะขายเพื่อนแต่ลูกค้ากลับมาจากทั่วสารทิศ เธอเริ่มทำเค้กขายแบบเล็ก ๆ ให้เพื่อนและคนรู้จัก เพราะคนชอบทั้งรสชาติและหน้าตาที่น่ารักจนอยากถ่ายรูป ก่อนที่มันจะค่อย ๆ โตขึ้นเรื่อย ๆ ลูกค้าไม่ใช่เพียงเพื่อน แต่เริ่มเป็นขาจรที่ตั้งใจขับมาซื้อ จนเธอเริ่มรู้ตัวว่าลูกค้าไม่ใช่แค่กลุ่มเล็ก ๆ อีกต่อไป จากที่เป็นเพียงโปรเจกต์ขายของของเด็กมัธยม ปี 2019 กลายเป็นร้านเบเกอรี่เต็มรูปแบบ และในปี 2026 ชื่อของ Dotcakes ก็ระเบิดบน TikTok แบบเต็มตัว Dot Cakes คือเค้กเสิร์ฟในถ้วยขนาด 8 ออนซ์ ด้านในเป็นชั้นเค้กนุ่มสลับกับ
จากชาวนาครอบครัวยากจน ผู้ไม่ท้อ สู่เจ้าของธุรกิจ น้ำพริกป้าแว่น สินค้าขายดีในเซเว่นฯ ทั่วประเทศ! แข่งเรือแข่งพายแข่งกันได้ แข่งบุญแข่งวาสนาแข่งไม่ได้ แต่ก็ไม่ใช่อุปสรรคที่จะทำให้ เจ้าของ น้ำพริกป้าแว่น หรือ คุณบังอร วันน้อย ย่อท้อต่อการลืมตาอ้าปากในอดีต จนปัจจุบัน น้ำพริกที่เป็นสินค้าของเธอได้กลายเป็นสินค้าขายดีในเซเว่นฯ ทั่วประเทศ! ป้าแว่น เล่าให้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ฟังว่า แต่เดิมเธอเป็นพี่คนโต ที่เกิดในครอบครัวชาวนายากจน และมีน้องหลายคนให้ต้องช่วยพ่อแม่ดูแล ป้าแว่นช่วยครอบครัวทำนาหาเลี้ยงชีพมาตั้งแต่ยังเด็ก แต่ก็ไม่พอเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง จึงปลูกผักไปขายหาเงินมาจุนเจือ “จริงๆ ป้าอยากเป็นครูนะ แต่บ้านจน จบแค่ ป.4 มาช่วยพ่อแม่ทำนา ผักเอย ข้าวเอย ป้าปลูกขายมาหมดแล้ว เรียกว่าเป็นเกษตรกรเต็มตัวเลยก็ว่าได้ พอทำนาเสร็จก็เก็บผักไปขาย แล้วก็มาเห็นว่า ผักบุ้ง เก็บไปขาย 1 กิโลกรัม ได้ 6 สลึงเองสมัยนั้น แต่ถ้าไปซื้อกิน ราคามันตั้ง 5 บาท มันก็แพงนะ แต่เราทำอะไรไม่ได้ ชีวิตวนเวียนอยู่อย่างนั้น แต่งงานมีลูกก็ปากกัดตีนถีบยิ่งกว่าเก่า ชีวิตมันมีจุดพลิกมากมาย จุดเปลี่ยนอีกจุดคือป้ามีลูก 3 คน แล้
เปิดร้านขาย “อาหารตามสั่ง” ให้ประสบความสำเร็จ ต้องทำยังไงบ้าง ร้านอาหารตามสั่ง มีหลักสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ เรียนรู้ ฝึกฝนการทำอาหารตามสั่งให้คล่อง ทำแล้วต้องอร่อยทุกจาน จัดร้าน ความสะอาด อนามัยของร้าน อาหาร รวมถึงหน้าตาของอาหารให้เหมาะสมกับสถานที่ขาย คิดเรื่องต้นทุน ราคาขายให้เหมาะสมกับคุณภาพอาหาร คำนึงถึงเรื่องการจัดซื้อวัตถุดิบ การจัดเก็บ ไม่ทิ้งขว้าง เพราะอาหารตามสั่งทั่วไปต้นทุนต้องไม่สูง ขายไม่แพง ส่วนสถานที่ของร้านที่ว่านี้ตั้งอยู่ในซอย มีที่จอดรถของอพาร์ตเมนต์ ข้างในร้านติดแอร์ นั่งสบาย มีกาแฟขายตามสมัยนิยม ลูกค้าประจำอาหารตามสั่งเป็นคนพักอพาร์ตเมนต์กับคนแถวนั้น มานั่งกินที่ร้านบ้าง หรือสั่งใส่กล่องส่งให้ถึงหน้าห้อง อาหารจึงต้องหน้าตาดูสะอาด ไม่รก มีความเป็นโมเดิร์นเล็กน้อย แต่ไม่ต้องถึงกับมาก อาหารจานหนึ่งประมาณ 49-69 บาท (ลงท้ายเลข 9 ดูไม่แพง) สำหรับคนที่ทำอาหารไม่ค่อยเป็นหรือไม่เป็นเลย อย่างแรก ต้องทำการกำหนด “เมนู” ก่อนครับ จะเอาอะไรบ้าง ไม่งั้นคิดเรื่อยเปื่อย ไอ้นั่นก็อยากขาย ไอ้นี่ก็อยากขาย เลยสับสนไปหมด เอาเฉพาะที่เราทำได้ ลูกค้าชอบก็พอแล้ว อย่างร้านนี้กำหนดเมนูง่ายๆ ตามท
