แฟรนไชส์
ประสบความสำเร็จอย่างมากสำหรับ สัมมนาลงทุน แฟรนไชส์คุมองThaiFranchise Meet Up จับคู่แฟรนไชส์ ครั้งที่ 7 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ 21 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา ณ ห้องราชดำริ ชั้น 12 โรงแรมอีสติน แกรนด์ สาทร (Eastin Grand Sathon) โดยมีผู้สนใจที่ต้องการลงทุนกับแฟรนไชส์คุมอง (Instructor) เดินทางมาจากหลายจังหวัดทั่วประเทศ เช่น อุดรธานี, ชลบุรี, สกลนคร, ร้อยเอ็ด, นครราชสีมา, ลำปาง เป็นต้น บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยสีสันและความสนุกสนานพร้อมการได้รับความรู้ในด้านการลงทุนแฟรนไชส์การศึกษา ซึ่งในงานนี้ได้รับเกียรติจาก คุณสิวพันธุ์ สุ่มสวัสดิ์ Assistant General Manager) มาพูดถึงรายละเอียดในทุกแง่มุมของการลงทุนกับคุมอง เช่น 9 ขั้นตอนสำคัญสู่การเป็นเจ้าของศูนย์คุมอง, สิทธิประโยชน์และการสนับสนุนที่จะได้รับจากแบรนด์ และอีกไฮไลต์ในงานคือการแชร์ประสบการณ์ตรงจากผู้ที่เป็น Instructor ของคุมอง เป็นเนื้อหาในการสัมมนาที่ทำให้ผู้เข้าร่วมได้เห็นข้อมูลที่เป็นจริง ภาพรวมของการลงทุนที่ชัดเจน และได้เรียนรู้แนวคิด วิธีการแก้ปัญหา และมองเห็นโอกาสในการลงทุนที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจได้มากขึ้น ช่วงท้ายของการสัมมนามีกิจกรรม
บทความโดย : อมร อำไพรุ่งเรือง กูรูแฟรนไชส์ ในโลกของภาพยนตร์ Thunder Express ไม่มีคำว่า “แฟรนไชส์” ปรากฏอยู่ในบท ไม่มีโลโก้ร้าน ไม่มีการเซ็นสัญญาสิทธิการใช้แบรนด์ แต่สิ่งที่ชัดเจนกลับเป็นภาพของคนตัวเล็กที่ต้องวิ่งให้ทันระบบใหญ่ คนที่อยู่ปลายทางของห่วงโซ่โลจิสติกส์ คนที่ถูกใช้เพื่อส่ง แต่ไม่แน่ใจว่าตัวเองคือ “ส่วนหนึ่งขององค์กร” หรือแค่ “ฟันเฟืองที่เปลี่ยนได้” และนั่นเองที่ทำให้ Thunder Express ไม่ได้สะท้อนโลกแฟรนไชส์ด้วยคำพูด แต่มันสะท้อนด้วย “โครงสร้าง” ที่บอกว่า ในอุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยความเร็ว การขยายสาขา และการกระจายบริการ คนตัวเล็กในระบบแฟรนไชส์ กำลังเผชิญกับคำถามเดียวกัน Flash Express เคยเป็นผู้สร้างแรงกระเพื่อม ตั้งแต่วันที่ให้ใครก็ได้เปิด “Flash Home” ด้วยเงินเริ่มต้นไม่ถึงหมื่น โมเดลที่เคยถูกมองว่าเปิดให้คนทั่วไปเข้าถึงระบบขนส่งได้อย่างเสมอภาค กลายเป็นทางลัดให้คนตัวเล็กเข้าร่วมกับแบรนด์ใหญ่ในระบบแฟรนไชส์ ไม่มีหน้าร้าน ไม่มีภาระมากมาย แค่เปิดจุดส่ง รับรายได้จากยอดพัสดุ แต่เมื่อเวลาผ่านไป เรากลับพบว่า โมเดลนั้นอาจจะดีเกินไปบนกระดาษ เพราะในโลกจริง ความไม่แน่นอนของยอดส่ง การขา
เคยเจ๊ง แต่โลกไม่แตก ตั้งหลักใหม่ จนได้ “แฟรนไชส์ไก่ทอด 120 สาขา” เจ้าของเรื่องราวครั้งนี้ เป็นหนุ่มวิศวะจุฬาฯ เคยทำงานในตำแหน่งผู้จัดการโรงงานใหญ่แห่งหนึ่ง ระหว่างนั้นเคยถูกส่งไปศึกษาต่อที่ไต้หวันและญี่ปุ่น ถึง 2 ปี ต่อมาแต่งงานมีครอบครัว เกิดความไม่สะดวกในการเดินทางไปทำงานประจำ เลยหันมาทำธุรกิจส่วนตัว ด้วยการเปิดร้านอาหารญี่ปุ่น แต่ผลลัพธ์ ไม่ดีอย่างที่หวัง “ด้วยความที่ว่าเราเปลี่ยนสายงาน ออกมาทำในสิ่งที่ไม่มีข้อมูล ไม่ได้ศึกษามาก่อน ไม่มีประสบการณ์ ตอนนั้นธุรกิจเลยไม่ค่อยเวิร์กเท่าไหร่” คุณณัฐวุฒิ เนื่องสิกขาเพียร เจ้าของกิจการ แฟรนไชส์โทริมารุ คาราอาเกะ เล่าเสียงเศร้าเล็กน้อย ก่อนเผยประสบการณ์ “ตอนล้ม” ให้ฟัง ด้วยแววตาหม่น “ตอนนั้นเฟลสุดๆ เงินไม่เข้าเลย แล้วก็ใช้เงินทุนลดไปเรื่อยๆ ผมอยู่ในสภาพเหมือนคิดไม่ตก ไปคิดวนอยู่แค่จุดเดียว แบบทำไมร้านขายไม่ดี พรุ่งนี้จะไม่มีเงิน เดี๋ยวจบเดือนแล้วจะติดลบเท่านั้น เท่านี้ ตอนนั้นคิดวนอย่างนั้นอยู่ในอ่าง เหมือนโลกจะแตก” แต่เมื่อตัดสินใจเดินหน้าลาออกจากงานประจำมาเป็นผู้ประกอบการเต็มตัวแล้ว เขาจึงไม่ยอมแพ้ เพราะได้กำลังใจของครอบครัว เพื่อน และคนรอ
บทความโดย : อมร อำไพรุ่งเรือง ผู้ทรงคุณวุฒิด้านแฟรนไชส์ โลกแฟรนไชส์ กำลังเปลี่ยนโฉมอย่างมีนัยสำคัญในยุคที่เทคโนโลยีไม่ได้เป็นเพียงแค่เครื่องมือช่วยเหลือเท่านั้น แต่กลายเป็นผู้ช่วยที่ฉลาดที่สุดในระบบธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI (Artificial Intelligence) ที่เริ่มเข้ามามีบทบาทในแทบทุกขั้นตอนของธุรกิจ ตั้งแต่หลังบ้านยันหน้าร้าน สำหรับแฟรนไชซอร์ หรือเจ้าของระบบแฟรนไชส์ การนำ AI มาใช้งานไม่ใช่แค่การตามเทรนด์ แต่เป็นการยกระดับระบบให้กระจายได้อย่างมีประสิทธิภาพและรักษามาตรฐานได้ทั่วถึง ในบริบทที่การแข่งขันรุนแรง การเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว และแรงงานมีข้อจำกัด AI จึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้แฟรนไชส์เติบโตได้อย่างมั่นคง AI ยังเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคโดยตรง ทำให้ลูกค้าคาดหวังความรวดเร็ว ความแม่นยำ และความเฉพาะตัวมากขึ้นเรื่อยๆ ผู้บริโภคยุคใหม่คุ้นเคยกับการสั่งสินค้าแบบอัตโนมัติ การได้รับคำแนะนำแบบเฉพาะบุคคล และการเปรียบเทียบราคาได้ทันทีผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ธุรกิจแฟรนไชส์ที่ยังไม่มีระบบรองรับหรือใช้วิธีบริหารจัดการแบบเดิมๆ จึงเสี่ยงที่จะถูกมองว่าล้าสมัย สำหรับแฟรนไชซอร์ การปรับตัวด
เปิดเทอมนี้ พ่อแม่ผู้ปกครองหลายคนมีค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้น บางคนต้องหารายได้เสริม เพิ่มช่องทางรับทรัพย์ใหม่ๆ วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ มีแฟรนไชส์น่าลงทุนประจำเดือนพฤษภาคมมาแนะนำกันทั้งหมด 6 ธุรกิจ โดยมีราคาตั้งแต่หลักพันไปจนถึงหลักแสน เหมาะสำหรับคนที่อยากมีอาชีพเสริมหลังเลิกงาน หรือพ่อแม่ ผู้ปกครองที่มีทำเลปังๆ แถวโรงเรียน มหาวิทยาลัย มีให้เลือกทั้งของคาว ของหวาน ที่สำคัญ ราคาเข้าถึงง่าย 1. ข้าวเหนียวหมูเด้ง แฟรนไชส์ข้าวเหนียวหมูเด้ง ที่มีเจ้าของเป็นดาราตลกชื่อดัง “เหลือเฟือ มกจ๊ก” โดยเขาได้เปิดตัวแฟรนไชส์นี้ขึ้น เพราะปัจจุบันงานในวงการเริ่มซบเซา จึงต้องหาธุรกิจใหม่ๆ เพื่อสร้างรายได้ ที่เลือกขายข้าวเหนียวหมู นั่นก็เพราะว่า เป็นเมนูที่ทานง่าย เข้าถึงได้ทุกเพศทุกวัย มีให้เลือกหลายเมนู ราคาเริ่มต้น 30 บาท แฟรนไชส์นี้เหมาะกับคนที่ต้องการหารายได้ หรือคนที่มีงบน้อย เพราะราคาเริ่มต้นเพียงหลักพัน ขั้นตอนการสมัครก็ไม่ยุ่งยาก สามารถสั่งสินค้าไปขายและจ่ายในงวดถัดไป ใช้บัตรประชาชนใบเดียว ส่งทำเลให้ตรวจสอบก็สามารถเปิดสาขาได้ทันที แนะทริกการขาย เวลาการขาย ‘ช่วงเช้า’ จะเหมาะกับเด็กนักเรี
แฟรนไชส์ข้าวเหนียวหมูเด้ง ที่มีเจ้าของเป็นดาราตลกชื่อดัง “เหลือเฟือ มกจ๊ก” โดยเขาได้เปิดตัวแฟรนไชส์นี้ขึ้น เพราะปัจจุบันงานในวงการเริ่มซบเซา จึงต้องหาธุรกิจใหม่ๆ เพื่อสร้างรายได้ ที่เลือกขายข้าวเหนียวหมู นั่นก็เพราะว่า เป็นเมนูที่ทานง่าย เข้าถึงได้ทุกเพศทุกวัย มีให้เลือกหลายเมนู ราคาเริ่มต้น 30 บาท แฟรนไชส์นี้เหมาะกับคนที่ต้องการหารายได้ หรือคนที่มีงบน้อย เพราะราคาเริ่มต้นเพียงหลักพัน ขั้นตอนการสมัครก็ไม่ยุ่งยาก สามารถสั่งสินค้าไปขายและจ่ายในงวดถัดไป ใช้บัตรประชาชนใบเดียว ส่งทำเลให้ตรวจสอบก็สามารถเปิดสาขาได้ทันที แนะทริกการขาย เวลาการขาย ‘ช่วงเช้า’ จะเหมาะกับเด็กนักเรียน วัยทำงาน หรือคนที่มาออกกำลังกายตอนเช้า ส่วน ‘ช่วงเที่ยงและช่วงเย็น’ จะขายได้ทุกช่วงวัย เพราะข้าวเหนียวหมูเป็นเมนูที่ทานง่าย แนะนำว่าควรขายในทำเลที่มีคนพลุกพล่าน เช่น บริเวณใกล้ที่พักอาศัย, โรงเรียน, มหาวิทยาลัย, สำนักงานออฟฟิศ, รถไฟฟ้า BTS หรือ MRT, ตลาดนัด เป็นต้น รูปแบบการลงทุน – ชำระค่ามัดจำอุปกรณ์ 3,000 บาท – เตรียมพื้นที่เปิดสาขา และจองคิวสำหรับเทรนนิง ใช้เวลา 1 ชั่วโมง รับอุปกร
เข้าสู่เดือนเมษาหน้าร้อนกันอีกครั้ง หลายคนเริ่มมองหาช่องทางสร้างรายได้เสริม หรือลงทุนเป็นธุรกิจเล็กๆ ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ โดยเฉพาะธุรกิจอาหาร-เครื่องดื่ม และบริการอัตโนมัติ ที่ไม่เพียงทำเงินได้เฉพาะหน้าร้อนเท่านั้น แต่ยังสามารถทำกำไรได้ตลอดทั้งปี วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ มี 6 แฟรนไชส์น่าลงทุนในเดือนเมษายนมาแนะนำ มีทั้งของกิน เครื่องดื่ม ไปจนถึงธุรกิจตู้อัตโนมัติ ที่เหมาะกับอากาศร้อนๆ แบบนี้ ลงทุนเริ่มต้นหลักพัน-หลักหมื่น ไม่ต้องมีประสบการณ์ก็ทำได้ Super Steak (ซูเปอร์สเต็กส์) แฟรนไชส์สเต๊ก ที่มาในคอนเซ็ปต์ More Steak More Delicious เป็นมากกว่าสเต๊ก มากกว่าความอร่อย เป็นความตั้งใจที่ทำแบรนด์นี้จากประสบการณ์กว่า 30 ปี เพื่อเป็นแบรนด์สเต๊กสตรีตฟู้ด ที่ใครๆ ก็สามารถทานได้ รสชาติมาตรฐานสากล ผสมผสานความเป็นไทยได้อย่างลงตัว ราคาเริ่มต้น 49 บาท รูปแบบการลงทุน รูปแบบที่ 1 : ราคา 9,000 บาท รูปแบบที่ 2 : ราคา 19,000 บาท รูปแบบที่ 3 : ราคา 29,000 บาท รูปแบบที่ 4 : ราคา 39,000 บาท ช่องทางการติดต่อ Facebook : ซูเปอร์สเต็กส์ Super Steak โทร. : 080-910-8199 ปังไม่สิ้น กลิ่นน้ำนม แฟรน
เรียกได้ว่ากระแสร้านชาในปัจจุบัน ได้รับความนิยมเป็นจำนวนมาก อีกทั้งหลายแบรนด์ยังมีการปรับรสชาติให้เข้ากับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่มากขึ้น อาทิ CHAGEE (ชาจี) แบรนด์ชานมเจ้าดังจากจีน ที่ขยายสาขาไปแล้วกว่า 6,440 แห่ง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเข้ามาบุกตลาดไทยสาขาแรก ‘เซ็นทรัลเวิลด์’ โดย บริษัท อีสบริดจ์ จำกัด และ บริษัท ที เนชั่น จำกัด จุดเริ่มต้น CHAGEE Zhang Junjie (จาง จุนเจี๋ย) ผู้ก่อตั้ง CHAGEE เคยทำงานเป็นลูกมือในร้านชานมไข่มุกมาก่อน ต่อมาเขาได้รับประสบการณ์ด้านการดูแลกิจการ ขณะทำงานที่บริษัทสตาร์ตอัปแห่งหนึ่งในเซี่ยงไฮ้ หลังจากนั้นจึงได้ก่อตั้งแบรนด์ CHAGEE ขึ้น CHAGEE (ชาจี) มีต้นกำเนิดจากมณฑลยูนนาน ประเทศจีน เปิดสาขาแรกเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2017 ซึ่งชื่อแบรนด์มาจากบทละครจีนเรื่อง “Farewell My Concubine” (霸王别姬) ที่เล่าเรื่องราวของกษัตริย์นักรบในสมัยจีนโบราณและการร่ำลาคนรักอย่างแสนโรแมนติก โลโก้ของบริษัทเป็นรูปของ “หฺวาตาน” (花旦) ซึ่งเป็นตัวละครหญิงสาวในงิ้วปักกิ่ง โดย Chagee แตกต่างจากแบรนด์ชานมไข่มุกอื่นๆ คือ จะเน้นชาพรีเมียมที่ทำจากน
รวม 5 แบรนด์เครื่องดื่มจากจีน บุกตลาดไทย เติบโตแซงหน้าแบรนด์ดัง ลงทุนน้อย สินค้าหลากหลาย ปัจจุบันกระแสความสนใจประเทศจีนเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ กระแสวัฒนธรรมของจีน กำลังแทรกซึมเข้ามาอยู่รวมกับคนไทยในหลายๆ ด้าน อย่างที่เห็นได้ชัดและมีมาตั้งแต่อดีต คือพิธีกรรมต่างๆ เทศกาลต่างๆ และในปัจจุบัน นอกจากเรื่องราวของพิธีกรรมแล้ว วงการภาพยนตร์ ซีรีส์ ก็ถูกนำเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการรับรู้ และที่ปฏิเสธไม่ได้เลย อาหารและเครื่องดื่ม ก็มีอิทธิพลอย่างมาก ทำให้คนสนใจหันมาเป็นเจ้าของธุรกิจกันมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่ม ต้องบอกว่ากำลังเป็นที่เติบโตและแพร่หลาย เหตุผลหลักๆ ที่คนหันมาทำธุรกิจ อาจจะเป็นเพราะความชอบส่วนตัว ที่เป็นคนชอบทำอาหารและเครื่องดื่มอยู่แล้ว นอกเหนือจากนั้นก็อาจจะเป็นเพราะมีตลาดที่ค่อนข้างใหญ่ เพราะอาหารเป็นปัจจัยพื้นฐานของมนุษย์ ซึ่งจะทำให้ธุรกิจมีความเติบโตสูง นอกจากมีตลาดที่ใหญ่แล้ว การลงทุนก็มีผลเช่นกัน ธุรกิจร้านอาหารอาจลงทุนน้อยกว่าธุรกิจอื่นๆ เพราะอาหารบางประเภทลงทุนไม่สูง เริ่มต้นได้ง่ายๆ และเหมาะสำหรับผู้ประกอบการใหม่ๆ ที่สำคัญไปกว่านั้นคือ เรา
KUMON (คุมอง) หนึ่งในสถาบันเสริมทักษะที่ได้รับการยอมรับด้านคุณภาพของหลักสูตรและผลลัพธ์การเรียน มีนักเรียนมากกว่า 4.2 ล้านคน กว่า 60 ประเทศทั่วโลก ปัจจุบันระบบการเรียนในไทย มีการสอนทั้งหมด 3 วิชา ได้แก่ วิชาคณิตศาสตร์, วิชาภาษาไทย และวิชาภาษาอังกฤษ แต่จะโดดเด่นในด้านคณิตศาสตร์ เพราะจะเน้นให้เด็กนักเรียนทำโจทย์ และแก้ปัญหาบ่อยๆ จนทำให้เริ่มชินกับรูปแบบโจทย์และทำโจทย์ได้เร็ว รูปแบบการเรียนของคุมองจะเป็นการให้เด็กนำการบ้านกลับไปทำทุกวัน และหากโจทย์ข้อไหนที่ทำผิด จะให้ทำการแก้ไขด้วยตนเองก่อน จึงทำให้กว่าจะผ่านแต่ละ Level อาจจะต้องใช้เวลาพอสมควร คุณสมบัติของผู้เปิดศูนย์คุมอง – สัญชาติไทย – สุภาพสตรี อายุระหว่าง 27–45 ปี – สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือสูงกว่า – สนใจในเรื่องการศึกษาของเด็ก – มีความรู้เบื้องต้นทางคณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ และภาษาไทย – ผ่านการคัดเลือกของบริษัท คุมอง (ไทยแลนด์) จำกัด – หลังผ่านขั้นตอนการคัดเลือก ผู้สมัครต้องสามารถบริหารงานศูนย์ได้เต็มเวลา ขั้นตอนสำหรับผู้สนใจเปิดศูนย์คุมอง 1. ส่งใบสมัคร – ทาง Website Kumo
