ไอศกรีม
ในยุคที่ธุรกิจอาหารและของหวานต้องลงสนามแข่งขันกันตลอดเวลา การทำของให้อร่อยอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป แต่การสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัว คือหัวใจสำคัญของการเติบโต เหมือนอย่าง Guss Damn Good (กัสส์แดมน์กู๊ด) แบรนด์คราฟต์ไอศกรีมของคนไทย ที่ใช้กลยุทธ์แปลงเรื่องราวและความรู้สึก ให้กลายมาเป็นรสชาติไอศกรีมที่แปลกใหม่และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว จนสามารถดึงดูดแบรนด์ยักษ์ใหญ่เข้ามาร่วมคอลแลบด้วยมากกว่า 200 แบรนด์ วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ชวนทุกคนไปพูดคุยกับ คุณระริน ธรรมวัฒนะ Co-founder / Chief Ice Cream Artist และ คุณนที จรัสสุริยงค์ ผู้ร่วมก่อตั้ง Guss Damn Good ถึงเบื้องหลังความสำเร็จ ปรัชญาการทำงาน และความจริงอันเจ็บปวดของการเป็นเจ้าของธุรกิจที่ไม่เคยมีคำว่าง่าย จุดเริ่มต้นจาก “บอสตัน” ย้อนกลับไปเมื่อ 11 ปีที่แล้ว ในวันที่ตลาดไอศกรีมเมืองไทยยังเน้นการใส่ท็อปปิ้งเยอะๆ เพื่อให้ถ่ายรูปสวย กระทั่งคุณระรินได้สัมผัสวัฒนธรรมการกินไอศกรีมคราฟต์ที่เมืองบอสตัน ที่มันไม่ต้องมีท็อปปิ้งเยอะแยะ ทำให้พวกเขาจุดประกายความคิดบางอย่าง “ทำไมคนเขาไปกินไอติมกันเยอะมากในโมเมนต์ต่างๆ อย่างเช่น หิมะตกก็ไปกินไอติมกัน เร
ในวัย 70 กว่าๆ ขณะที่ใครหลายคนกำลังนั่งหมดไฟ หรือพักผ่อนแบบปล่อยให้เวลาผ่านไปในแต่ละวัน แต่สำหรับ New Chapter อย่าง คุณลุงเคที (แทน เคียน ทัต) KT (Tan Kian Tat) ในวัย 77 และ คุณป้าย่าจู (Yazhu) วัย 73 ที่มอบเวลาวัยเกษียณให้กับร้านไอศกรีมเล็กๆ ที่ชื่อ Freshio Gelato ที่เป็นเสมือนเครื่องมือพิสูจน์ว่าไฟในการทำงานของคนเราไม่มีวันมอดดับตามอายุ จาก “ราชาเครย์ฟิช” สู่ชีวิตที่ว่างจนหายใจไม่ออก ย้อนกลับไปในยุคทอง คุณลุงเคที เขาเป็นนักธุรกิจระดับพรีเมียมในประเทศจีน ที่ถูกขนานนามว่าเป็น “ราชาเครย์ฟิช” ผู้กุมบังเหียนโรงงาน 8 แห่ง ส่งออกกุ้งแช่แข็งมูลค่านับพันล้านบาทไปทั่วโลก ส่วนคุณป้าย่าจู ก็ไม่ใช่แม่บ้านธรรมดา เธอคือนักบริหารร้านกาแฟฝีมือดีในเซี่ยงไฮ้ที่มีสาขากระจายไปทั่วเมือง แต่เมื่อถึงเวลาที่ต้อง “เกษียณ” จริงๆ ทั้งคู่ย้ายไปใช้ชีวิตสงบๆ ที่แคนาดา แต่ทว่าความเงียบเหงาหลังเกษียณนี้เองที่เป็นเสมือนศัตรูของพวกเขา “ผมเป็นพวกบ้างาน ชีวิตที่แคนาดาคือการขับรถไปนั่นมานี่อย่างไร้จุดหมาย มันว่างเกินไป และมันเป็นการใช้เงินไปวันๆ โดยไม่มีอะไรตอบแทนกลับมา” คุณลุงเล่าถึงความอึดอัดในใจ เปลี่ยนหยาดน้ำตาเป็นพล
แกร็บฟู้ด แอปสั่งอาหารอันดับหนึ่งในประเทศไทย เผยยอดสั่งไอศกรีมผ่านแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรีพุ่งกว่า 70% ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา (ระหว่างวันที่ 15-29 กรกฎาคม 2569) จากอานิสงส์ของกระแส Ultra Smooth Gelato Effect ที่มาปลุกตลาดไอศกรีมมูลค่า 25,000 ล้านบาทในประเทศไทยให้คึกคักแม้จะเป็นช่วงหน้าฝน ด้วยสัดส่วนของลูกค้าหน้าใหม่ซึ่งไม่เคยสั่งไอศกรีมมาก่อนถึง 40% โดย “ช็อกโกแลต” เป็นรสชาติขายดีที่สุดครองใจคนไทยด้วยส่วนแบ่งกว่า 70% ขณะที่ “พิสตาชิโอ” กลายเป็นรสชาติดาวรุ่งที่มาแรงที่สุด นอกจากนี้ ยังพบว่ามีผู้ใช้บริการค้นหาเมนู “เจลาโต้” (Gelato) บนแพลตฟอร์มเพิ่มขึ้นจากปกติถึง 6 เท่า นายจิรกิตติ์ กว้างสุขสถิตย์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานธุรกิจเดลิเวอรี แกร็บ ประเทศไทย เผยว่า “โดยปกติแล้วผลิตภัณฑ์ไอศกรีมมักจะได้รับความนิยมและมียอดขายเติบโตขึ้นในช่วงหน้าร้อน รวมถึงช่วงเทศกาลที่มีการเฉลิมฉลอง แต่ในปีนี้เทรนด์การบริโภคไอศกรีม ทั้งแบบตักทานที่ร้านและแบบบรรจุภัณฑ์ พุ่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในเดือนกรกฎาคมทั้งๆ ที่เป็นฤดูฝน อันเป็นผลมาจากกระแสไวรัล ‘เจลาโต้ระดับอัลตร้าสมูท’ ซึ่งสร้างแรงกระเพื่อมให้ทั้งอุตสา
5 ปีที่อิตาลี หรือจะสู้ 78 ปี ที่ซานฟรานซิสโก นี่ก็สมูทเหมือนกันนะ จากร้านไอศกรีมเล็กๆ ในซานฟรานซิสโก สู่ Swensen’s แบรนด์ที่คนทั้งโลกรัก เรื่องราวกว่า 78 ปีที่ไม่ได้หวานมาตลอด หากพูดถึงร้านไอศกรีมที่อยู่ในความทรงจำของคนไทย หลายคนคงนึกถึง Swensen’s เป็นชื่อแรกๆ ไม่ว่าจะเป็นการฉลองวันเกิด การพาครอบครัวไปทานของหวาน หรือเมนูซันเดย์ที่กลายเป็นภาพจำของหลายเจเนอเรชัน แต่หลายคนอาจไม่รู้ว่า จุดเริ่มต้นของแบรนด์นี้ไม่ได้มาจากนักธุรกิจผู้ยิ่งใหญ่ หากแต่เกิดจากอดีตทหารเรือคนหนึ่งที่เชื่อว่า “ไอศกรีมที่อร่อย” สามารถสร้างความสุขให้ผู้คนได้ เมื่ออดีตทหารเรือตกหลุมรักการทำไอศกรีม Swensen’s ก่อตั้งขึ้นในปี 1948 โดย Earle Swensen อดีตนักดับเพลิงที่ต้องไปเป็นทหารเรือกองทัพสหรัฐฯ ตอนช่วงรบสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งบนเรือรบที่เขาประจำการอยู่นั้น มีเครื่องทำไอศกรีมไว้แจกจ่ายทหาร เขาจึงได้เรียนรู้การทำไอศกรีมระหว่างปฏิบัติหน้าที่บนเรือนั้น หลังปลดประจำการ เขาจึงนำความชอบและความเชี่ยวชาญนี้มาเปิดร้านไอศกรีมร้านแรกที่ซานฟรานซิสโกในปี 1948 ด้วยเชื่อว่า หากใช้วัตถุดิบที่ดีที่สุด ทำไอศกรีมด้วยคว
หลายคนอาจมีความฝันในวัยเด็ก แต่สำหรับ Pooja Bavishi (ปูจา บาวิชี) เธออาจจะเริ่มต้นตามฝันช้ากว่าคนอื่นสักนิด เพราะการเริ่มต้นในวัย 30 กว่าๆ ของเธอกลับสร้างแรงสั่นสะเทือนให้วงการไอศกรีมในนิวยอร์กได้อย่างน่าทึ่ง ปัจจุบัน ปูจา อายุ 42 ปี เป็นเป็นผู้ก่อตั้งและซีอีโอของบริษัท Malai แบรนด์ไอศกรีมจากบรูคลิน ที่ก่อตั้งเมื่อปี 2015 ธุรกิจนี้มีร้านค้าปลีก 4 แห่งในนิวยอร์ก ฟิลาเดลเฟีย และวอชิงตัน ดี.ซี. รวมถึงธุรกิจค้าส่งและอีคอมเมิร์ซที่กำลังเติบโต โดยในปี 2025 ที่ผ่านมา Malai ทำยอดขายรวมกว่า 2.8 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 100 ล้านบาท) จุดเด่นของธุรกิจนี้ในตลาดที่มีการแข่งขันสูงคือรสชาติที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเครื่องเทศและเครื่องปรุงรส ที่เธอคุ้นเคยมาตั้งแต่เด็กจากครอบครัวชาวอินเดียที่อพยพมาอยู่ในสหรัฐฯ “Malai แตกต่างจากที่อื่นเพราะเราไม่ได้จำกัดแค่ช็อกโกแลตและวานิลลา เรามีการเพิ่มรสชาติอื่น อย่างเช่น กระวาน กุหลาบ หญ้าฝรั่น และจันทน์เทศ ซึ่งเป็นรสชาติที่คนทั่วโลกคุ้นเคย แต่เราต้องการทำให้มันกลายเป็นรสชาติหลักในอเมริกา” เธอกล่าว จุดเริ่มต้นไอศกรีมรสชาติอินเดีย ก่อนจะมาทำธุรกิจไอศกรีม ปูจา เรียนจบด
มินิมาร์ทเก่าที่เห็นมาตั้งแต่เด็ก วันนี้ถูกเนรมิตพื้นที่เป็น “ไทรสุก” ร้านขายไอศกรีมและกิจกรรมธรรมชาติบนเขาใหญ่ เมืองท่องเที่ยวที่ไม่เคยหลับใหล ร้านนี้เกิดจากการแชร์ความฝันร่วมกันของ คุณเต้ย-ปฤษฎิ์ เก่งสูงเนิน และ คุณแนน-วราภรณ์ มงคลแพทย์ ที่อยากทำร้านไอศกรีม และทำให้คนรู้จักธรรมชาติมากขึ้น ทั้งคู่จึงช่วยกันร่างโปรเจ็กต์นี้ขึ้นมา ทั้งที่ยังไม่มีเงินทุน “เริ่มต้นก็ได้ชื่อไทรสุกเลย ไทรสุกเป็นเหมือนศูนย์กลางของอาหาร แนนชอบถามผมว่า วันนี้ไปไหน อ๋อ ผมไปเฝ้าไทรสุก คือมันมีลูกไทรที่กำลังสุกแล้วมีสัตว์ป่าเข้าไปกิน เวลาผมไปถ่ายภาพนกเงือก ถ่ายภาพสัตว์ป่า ก็จะบอกว่าไปเฝ้าไทรสุก มันเป็นคำพูดติดปากแต่ไม่รู้ตัว พอแนนพูดชื่อนี้ ผมขนลุกเลย มันมีความหมายมาก ชื่อนี้ดี เอา แล้วโมเดลมันจะเป็นยังไง แต่ละที่ที่เราไปดู เราดูบริบทพื้นที่ ถ้าถามผม ผมจะทำสเกลเล็ก แต่แนนบอกว่า ทำเล็กทำใหญ่เหนื่อยเท่ากัน เพราะแนนทำบ้านหมากม่วงมาก่อน สู้ทำใหญ่ไปเลยดีกว่า การได้พื้นที่มาก็ปาฏิหาริย์มาก มีรุ่นพี่คนหนึ่งแนะนำมา เขาหุ้นกับลูกเจ้าของที่เปิดร้านกาแฟอยู่ ซึ่งเขามีที่ 40-50 ไร่ แล้วเปิดให้เช่าข้างหน้า ซึ่งเป็นมินิมา
“อย่าปล่อยชีวิตหรือลมหายใจของเราออกไปวันๆ หนึ่ง โดยไร้ประโยชน์” เชื่อว่าคนทุกคนไม่อยากที่จะเป็นลูกจ้างของใครไปทั้งชีวิต ต่างหาหนทางในการเป็นเจ้าของธุรกิจ ถึงแม้จะประสบความสำเร็จบ้าง ล้มเหลวบ้าง แต่สิ่งต่างๆ เหล่านั้นล้วนเป็นประสบการณ์ เป็นเสมือนรากฐานตั้งรับให้ตัวเองมีความเข้มแข็งมากขึ้น คุณพรเทพ สกลกาญจนพร วัย 78 ปี เจ้าของร้านกินติมโฮมเมด อดีตพนักงานบริษัทเอกชนที่ลาออกทิ้งเงินเดือนหลายหมื่น มาเปิดบริษัทเป็นของตนเองกับเพื่อน และสุดท้ายล้มเหลว กลายเป็นหนี้ จนสุดท้ายต้องกลับเข้ามาสู่วงโคจรของการเป็นลูกจ้างอีกหน เรื่องราวชีวิตหลังเกษียณ ต้องเผชิญกับปัญหาที่หลายหลากถาโถมเข้ามาไม่เว้นแต่ละวัน ไม่ว่าจะปัญหาทางการเงิน ปัญหาทางครอบครัว จนสุดท้ายจำต้องออกจากบ้านมา พร้อมเงินก้อนสุดท้ายในชีวิต เปิดบริษัทแล้วล้มเหลว เกือบหมดตัว ไอศกรีมชุบชีวิต อย่างที่ได้เล่าไปข้างต้นว่า เปิดบริษัทแล้วล้มเหลว หลังจากเกษียณจากงานมาก็ต้องมาเจอกับปัญหาต่างๆ จึงตัดสินใจออกจากบ้านมาพร้อมเงินที่เหลืออยู่ ในเงินก้อนนั้น เขาเองได้ตัดสินใจซื้อสิ่งที่จำเป็น คือระกระบะคันเก่าๆ ในราคา 50,000 บาท ที่พอจะพาเขาไปหาอ
หากเอ่ยถึงชื่อของ “เจปัง ไอติมย่างเนยโฮมเมด” ชื่อนี้สามารถเข้าไปอยู่ในใจลูกค้าได้อย่างน่าทึ่ง จากไอศกรีมทานคู่กับขนมปังเนื้อนุ่มผสานความอร่อยด้วยเนยสูตรลับของร้าน ทำให้เจปังกลายเป็นร้านโปรดของลูกค้าในย่านวังหลัง ก่อนเติบโตสู่ร้านไอศกรีมขึ้นห้าง และขยับขยายกว่า 25 สาขาในปัจจุบัน เริ่มแรก จากผลิตไอศกรีม คุณโดม-โฎม รัตนวชิรินทร์ ผู้บริหารรุ่นใหม่วัย 33 ปี เล่าให้ฟังว่า เจปัง ไอติมย่างเนยโฮมเมด ต่อยอดมาจากการเป็นผู้ผลิตไอศกรีมเปล่าขายที่ย่านวังหลังตั้งแต่ปี 2562 โดยผลิตจากน้ำตาลอ้อยออร์แกนิกของเกษตรกรไทย ซึ่งเริ่มต้นไอเดียมาจากคุณพ่อหลังได้เข้าร่วมโครงการ “ตั้งตัวด้วยอ้อยคั้นน้ำ” ซึ่งเป็นโครงการที่ให้ความรู้และสนับสนุนให้เกษตรกรไทยปลูกอ้อยออร์แกนิก 100% “ความจริงแล้วเกษตรกรไทยมีความรู้ มีประสบการณ์ เก่งๆ กันเยอะมาก แต่ฝั่งที่รับซื้อผลผลิตยังมีไม่แน่นอน จึงอยากอยากเป็นส่วนเล็กๆ ในการสนับสนุนเกษตรกรไทย ข้อดีของการสนับสนุนสินค้าออร์แกนิกไม่ใช่เฉพาะปลายน้ำอย่างผู้บริโภคที่ได้ประโยชน์ แต่ต้นน้ำที่เป็นคนปลูกก็ได้รับเต็มๆ เช่นกัน ทั้งเรื่องความปลอดภัย สุขภาพ และเรื่องรายได้”&nbs
ลาออกจากงานประจำ เปิดร้านไอศกรีมซอฟต์เสิร์ฟ ราคาย่อมเยาเพียง 19 บาท ขยายสาขากว่า 50 แห่งทั่วประเทศ และต่อยอดไปถึง สปป.ลาว! “มีทุนแค่ไหนเริ่มต้นแค่นั้นไปก่อน อย่าเพิ่งไปทำอะไรที่ลงทุนเยอะ เรายังไม่รู้เลยว่าเปิดแล้วมันจะขายดีเหมือนที่เราคาดหวังรึเปล่า ถ้าขายไม่ดีแล้วต้องย้ายที่ มันจะได้ไม่ต้องจมทุนเยอะ ถ้าเจ็บก็เจ็บไม่หนักมาก แต่ถ้าไปทำสวยหรู เวอร์วังอลังการ ลงทุนเป็นแสนเป็นล้าน เกิดขายไม่ดีจะทำยังไง มันก็จะเจ็บหนักนะ” เคยไหม? รู้สึกเบื่อหน่ายกับงานประจำ วนเวียนอยู่กับตารางชีวิตเดิมๆ ใฝ่ฝันอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเองแต่ไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง อีกทั้งในปัจจุบันการทำอาชีพเดียวมักจะไม่เพียงพอแล้ว หลายๆ คนเริ่มมองหาอาชีพเสริมสร้างรายได้ วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ มีแรงบันดาลใจดีๆ มาแบ่งปัน ผ่านเรื่องราวของ คุณมล-ศิริวิมล พุทธเบญจพจน์ และ คุณพงศ์ธร สุขุมาลพันธ์ เจ้าของธุรกิจ Soft & Sweet อดีตพนักงานออฟฟิศ ที่ตัดสินใจลาออกจากงานประจำ มาสู่เส้นทางสายหวาน เปิดร้านไอศกรีมซอฟต์เสิร์ฟ ไอศกรีมไขมันต่ำ หวานน้อย เนื้อไอศกรีมเนียน ไม่เป็นเกล็ดน้ำแข็ง และประสบความสำเร็จจนสามารถขยายสาขากว่า 50 แห่งทั่วป
เครียดจากงานประจำ เบนเข็ม ขายไอศกรีม 15 บาท สูตรลับจากรุ่นสู่รุ่น ขายดีพีกสุด 1,000 กิโลต่อเดือน จากงานประจำที่ทำมาตลอด 17 ปี และไม่คิดว่าจะเลิกทำอาชีพนี้ แต่เมื่อเจอมรสุมเรื่องงาน จนเกิดความเครียดสะสม ทำให้ “คุณแก้ว-พิกุล สีทา” ตัดสินใจลาออกมาตั้งต้นใหม่ ด้วยอาชีพที่ส่งต่อจากน้าคือ สูตรไอศกรีม ที่เริ่มต้นจากศูนย์ในวันแรก สู่ 3 ปี ของการเปิด “ร้านแก้วไอติมกะทิสด“ ขายราคาเริ่มต้น 15 บาท และสามารถขายได้พีกสุด 1,000 กิโลกรัมต่อเดือน จุดเริ่มต้น ขายไอศกรีม คุณแก้ว เล่าให้ฟังว่า ตั้งแต่เรียนจบปริญญาตรี อาชีพเดียวที่เธอยึดมาตลอด 17 ปี คืองานในกลุ่มธุรกิจท่องเที่ยว จนเติบโตในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายสำรองห้องพัก ของโรงแรมแห่งหนึ่ง กระทั่งปี 2021 ที่การท่องเที่ยวซบเซา จากโควิดระบาดมาก่อนหน้านั้น ถึงจะได้รับเงินเดือนตามปกติ แต่ก็มากไปด้วยความกดดัน จากการไม่มีนักท่องเที่ยวจองห้องพัก ทำให้ถูกเปลี่ยนหน้าที่การทำงานจนเกิดความเครียดสะสม ไม่สนุกกับงานเหมือนเมื่อก่อน จึงทำให้เธอตัดสินใจลาออก ทั้งๆ ที่ไม่มีแผนสำรองในชีวิต ไปสมัครงานในสายอาชีพอื่นก็ไม่มีใครเรียกสัมภาษณ์ จนว่างงานถึง 3
