AI
Andon Market คือร้านบูติกค้าปลีกแห่งแรกของโลกที่บริหารโดย AI ซึ่งแสดงให้เห็นว่า AI เป็นหัวหน้างานที่ผ่อนปรนและใจดี อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีนี้ยังมีปัญหาเรื่องการขอบเขตการทำงาน และยังไม่สามารถทำกำไรได้เลย จากรายงานของ หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ พนักงานของร้าน Andon Market ในซานฟรานซิสโก ได้สัมผัสประสบการณ์การทำงานภายใต้การควบคุมของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ด้วยตนเองมานานถึงสี่เดือนแล้ว ร้านดังกล่าวได้รับการขนานนามว่าเป็นร้านบูติกค้าปลีกแห่งแรกของโลกที่บริหารงานด้วย AI โดยมี AI Agent ชื่อ “Luna” เป็นผู้จัดการและคอยสั่งการพนักงานที่เป็นมนุษย์ 3 คน Andon Labs สตาร์ทอัพผู้อยู่เบื้องหลังโครงการนี้พบว่า บอส AI นั้นใจดีและให้อภัยได้อย่างน่าประหลาดใจ ตัวอย่างเช่น มันมองข้ามการเข้างานสายซ้ำๆ ของพนักงานที่เป็นมนุษย์ แต่ในขณะเดียวกัน มันกลับไม่สนใจภารกิจหลักของงาน นั่นคือ การสร้างผลกำไรให้เกิดขึ้น จริง “เธออาจจะเป็นเจ้านายที่ใจดีที่สุดเท่าที่ฉันเคยเจอมาเลยค่ะ” ไคอา ริเวรา (Kaia Rivera) วัย 22 ปี ให้สัมภาษณ์กับ Times ถึง เกี่ยวกับลูน่า โดยเธอจะเป็นคนมาเปิดร้านทุกเช้า จัดเรียงสินค้าบนชั้นวาง
เมื่อ AI กลายเป็นผู้ร่วมก่อตั้งธุรกิจที่มองไม่เห็น… ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา การก่อตั้งธุรกิจมักผูกติดอยู่กับการมีทีมงานและเงินทุน แต่ในช่วงปี 2025-2026 ภาพดังกล่าวเริ่มเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน เมื่อปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาทำหน้าที่แทนทีมงานทั้งฝ่ายพัฒนา การตลาด และบริการลูกค้าได้ในเวลาเดียวกัน งานที่เมื่อก่อนต้องใช้คน 4-5 คน วันนี้ทำคนเดียวได้จริง ปรากฏการณ์นี้ผลักดันให้เกิดผู้ประกอบการรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า “Solopreneur” หรือผู้ก่อตั้งและบริหารธุรกิจด้วยตนเองเพียงคนเดียว โดยอาศัย AI เป็นกำลังเสริมแทนการจ้างพนักงานประจำ ตัวเลขที่บ่งชี้การเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ สำนักงานสำมะโนประชากรสหรัฐฯ ระบุว่าปัจจุบันมีผู้ประกอบธุรกิจแบบไม่มีลูกจ้างในสหรัฐฯ ราว 29.8 ล้านราย สร้างรายได้รวมกว่า 1.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 6.8% ของ GDP ประเทศ ที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือผลประกอบการ ผลสำรวจ New Business Formation 2025 ของ Gusto พบว่าธุรกิจที่เปิดโดยเจ้าของคนเดียวมีกำไรตั้งแต่ปีแรกสูงถึง 77% ขณะที่ธุรกิจซึ่งมีลูกจ้างประจำมีกำไรปีแรกเพียง 54% และ Solopreneur ถึง 93% คาดว่าจะทำกำไรได้ในปี 2025 เทียบกับ
ย้อนกลับไปในปี 2017 ตอนที่ วิกเตอร์ ริพาร์เบลลี (Victor Riparbelli) ร่วมก่อตั้ง Synthesia สตาร์ตอัปจากลอนดอน ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มสร้างวิดีโอ AI สำหรับองค์กร ช่วยให้พนักงานทำวิดีโอเทรนนิงหรือนำเสนองานได้ง่ายๆ ผ่าน AI Avatar และเครื่องมือเปลี่ยนข้อความเป็นวิดีโอ ในตอนนั้น ChatGPT ยังไม่เกิดขึ้นด้วยซ้ำ เพราะกว่า ChatGPT จะเปิดตัวก็อีกตั้ง 5 ปีให้หลัง แทบจะเรียกได้ว่า Synthesia มาก่อนกาลในยุค AI หรือปัญญาประดิษฐ์ วิกเตอร์ เล่าว่า ช่วงที่เขาออกไปเจอเหล่านักลงทุนเพื่อหาเงินทุนเข้าบริษัท แต่พอบอกว่า “AI จะปฏิวัติวงการวิดีโอ” นักลงทุนมากกว่า 100 รายกลับปฏิเสธ พร้อมมองว่ามันเป็นแค่ “ความคิดเพ้อเจ้อจากหนังไซไฟ” ตัดภาพมาที่ปัจจุบัน นักลงทุนต่างแย่งชิงกันลงเงินในบริษัท AI โดยสถิติปี 2025 ชี้ว่าวงการ AI กวาดเงินทุนเงินร่วมลงทุนไปมากถึง 61% ทั่วโลก แม้ว่ารายงานจาก McKinsey จะระบุว่ามีเพียง 39% ของบริษัทองค์กรเท่านั้นที่เห็นผลกำไรจาก AI ชัดเจน แต่เม็ดเงินที่ธุรกิจต่างๆ ทุ่มซื้อเครื่องมือ Generative AI ก็พุ่งสูงถึง 37,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2025 แม้วิกเตอร์จะไม่เปิดเผยรายได้ต่อปีของ Synthesia แต่ปัจจุ
เทคโนโลยี AI ไม่ใช่เรื่องของอนาคตอีกต่อไป แต่ได้กลายมาเป็น “เพื่อนสนิทที่รู้ใจ” ในชีวิตประจำวันไปเรียบร้อยแล้ว ล่าสุด Google ได้เผยรายงาน Gemini Report: Southeast Asia 2026 ซึ่งตอกย้ำว่า ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEA) เป็นภูมิภาคที่มีอัตราการเติบโตในการใช้งาน Gemini รวดเร็วกว่าแอปพลิเคชันอื่นๆ ของ Google โดยมียอดผู้ใช้งานที่พุ่งสูงขึ้นกว่าเท่าตัวภายในปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะคนไทย ที่หันมาใช้ Gemini กันอย่างล้นหลาม พูดภาษาท้องถิ่นชัดแจ๋ว ไม่ต้องแปลไทยเป็นไทย เคล็ดลับความปังของ Gemini คือ “ความเข้าใจในภาษาท้องถิ่นอย่างลึกซึ้ง” โดยเกือบ 70% ของคำสั่ง (Prompts) ถูกส่งด้วยภาษาท้องถิ่น ซึ่งประเทศที่เป็นผู้นำเทรนด์นี้ ได้แก่ อันดับ 1 เวียดนาม 89% อันดับ 2 ไทย 87% และอันดับ 3 อินโดนีเซีย 84% สถาบันวิจัย AI Singapore (AISG) ได้ประเมินผ่านกรอบ SEA-HELM และยกให้ Gemini เป็นโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) ที่ประสิทธิภาพดีที่สุดในภาษาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะเข้าใจบริบทวัฒนธรรม ไม่ใช่แค่การแปลคำต่อคำ ต่อมา กลุ่มผู้ใช้งานหลัก คือคนรุ่นใหม่ที่อายุต่ำกว่า 25 ปี คิดเป็น 40% ของประชากรในภูมิภาค โดยวัยรุ่นกล
วันที่ 29 มิถุนายน 2569 ผลสำรวจ UOB Business Outlook Study สำหรับครึ่งปีแรกของปี 2026 ในประเทศไทย ระบุว่า ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมของไทยกำลังปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจใหม่เพื่อรับมือกับต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยมีการนำ AI มาใช้ในอัตราที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาค เอสเอ็มอีไทยก้าวนำภูมิภาคด้านการนำเทคโนโลยีมาใช้ หนึ่งในสัญญาณสำคัญคือ เอสเอ็มอีไทยกว่า 7 ใน 10 ที่ตอบแบบสำรวจ ระบุว่ากำลังนำ AI มาใช้ในธุรกิจ ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาค ขณะที่กว่า 8 ใน 10 ได้นำโซลูชันดิจิทัลมาใช้แล้ว สะท้อนว่าเทคโนโลยีไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือเสริม แต่กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานในการดำเนินธุรกิจ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน เร่งการตัดสินใจ และเสริมความสามารถในการแข่งขัน โดยในกลุ่มธุรกิจที่นำ AI มาใช้ ร้อยละ 58 ระบุว่าสามารถลดต้นทุนการดำเนินงานได้ ขณะที่ ร้อยละ 44 รายงานว่าประสิทธิภาพการดำเนินงานเพิ่มขึ้น สะท้อนให้เห็นว่า AI กำลังสร้างคุณค่าทางธุรกิจที่สามารถวัดผลได้อย่างเป็นรูปธรรม แรงกดดันด้านต้นทุนยังคงเป็นข้อกังวลหลักของภาคธุรกิจ ต้นทุนการดำเนินงานที่ปรับ
ในยุคที่ AI ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือช่วยตอบคำถาม แต่สามารถ “ลงมือทำงาน” แทนมนุษย์ได้อย่างเป็นระบบ แนวคิดของ AI Agent จึงกลายเป็นกุญแจสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในองค์กรและธุรกิจยุคใหม่ วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ มีคอร์สเรียนออนไลน์ฟรีจากมหาวิทยาลัยมหิดลมาแนะนำกัน เป็นการยกระดับทักษะด้าน Data, AI และเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อสร้างความก้าวหน้าในอาชีพ เรียนรู้ ลงมือทำ และได้รับรองมาตรฐาน AI Agents in Action – “ให้ AI ทำงานแทน” หลักสูตร AI Agent in Action นี้ ออกแบบมาเพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจตั้งแต่พื้นฐานของ AI Agent ไปจนถึงการพัฒนาและใช้งานจริง โดยเน้นการเรียนรู้แบบลงมือทำ (Hands-on) ผ่าน Workshop และโปรเจกต์ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ทันที ผู้เรียนจะได้เรียนรู้การออกแบบ Workflow ของ AI Agent การใช้งานผ่าน CLI การสร้าง Content อัตโนมัติ การพัฒนา Web Application ที่เชื่อมต่อกับ AI รวมถึงการใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลและสรุป Insight อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อจบหลักสูตร ผู้เรียนจะสามารถสร้าง AI Agent ของตนเอง ที่ช่วยลดงานซ้ำซ้อน เพิ่มความรวดเร็วในการทำงาน และยกระดับศักยภาพในการทำงานในยุคดิจิทัลไ
ท่ามกลางกระแสความตื่นตัวของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่สามารถทำงานระดับเริ่มต้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ กลุ่มคน Gen Z (ผู้ที่เกิดระหว่างปี 1997–2012) กำลังเผชิญกับภาวะหวาดกลัว ต่ออนาคตในตลาดแรงงานอย่างเห็นได้ชัด Brian Moynihan (ไบรอัน มอยนิแฮน) CEO ของ Bank of America สะท้อนให้เห็นถึงความตึงเครียดนี้ว่า กลุ่มคนรุ่นใหม่ สามารถเปลี่ยนความวิตกกังวลให้กลายเป็นความได้เปรียบได้ หากเรียนรู้ที่จะใช้งาน AI อย่างชาญฉลาด สมรภูมิเด็กจบใหม่ Brian Moynihan เผยในรายการ Face the Nation ของสถานีโทรทัศน์ CBS ว่า ล่าสุด Bank of America มีผู้สมัครหลั่งไหลเข้ามาถึง 200,000 คน เพื่อแย่งชิงตำแหน่งงานระดับเริ่มต้นเพียง 2,000 ตำแหน่ง ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นถึงการแข่งขันที่ดุเดือดอย่างยิ่งในตลาดแรงงานมนุษย์เงินเดือน เมื่อเขาเอ่ยปากถามกับพนักงานใหม่ว่า พวกเขากลัว AI และอนาคตข้างหน้าหรือไม่ คำตอบที่ได้คือ พวกเขาต่างยอมรับว่ารู้สึก “กลัว” ต่ออนาคตและการเข้ามาของ AI ซึ่งไบรอันมองว่าเป็นปฏิกิริยาที่เข้าใจได้ เพราะ AI กำลังแสดงให้เห็นว่ามันสามารถทำงานพื้นฐานที่เคยเป็นหน้าที่ของพนักงานระดับจูเนียร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
จากอดีตที่คนทำงานจ่ายเงินให้ค่าอินเตอร์เน็ต ซอฟต์แวร์ และสมาร์ทโฟนเพื่อใช้ทำงาน วันนี้แรงงานยุคใหม่กำลังมี “ต้นทุนดิจิทัลก้อนใหม่” เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว นั่นคือ ค่าใช้จ่ายรายเดือนสำหรับ AI (Artificial Intelligence) หรือเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ สิ่งที่น่าสนใจคือ ค่าใช้จ่ายก้อนนี้ไม่ได้ถูกมองเป็น “ค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย” อีกต่อไป แต่กำลังถูกตีความใหม่ว่าเป็น “ต้นทุนเพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน” ของคนทำงานยุคดิจิทัล ในเวลาไม่ถึง 2 ปี AI เปลี่ยนสถานะจากของทดลองเล่นของคนสายเทค ไปสู่ “โครงสร้างพื้นฐาน” ของการทำงานยุคใหม่อย่างรวดเร็ว วันนี้คนทำงานจำนวนมากเริ่มต้นวันด้วย ChatGPT เปิดคู่กับ Google Docs ใช้ Claude ช่วยสรุปรายงาน เปิด Perplexity ค้นข้อมูล และปิดท้ายวันด้วยการสร้างภาพ พรีเซนเทชัน หรือวิดีโอผ่านแพลตฟอร์ม Generate AI อีกหลายตัว คำถามสำคัญของโลกการทำงานจึงไม่ใช่ “คุณใช้ AI หรือยัง” แต่กลายเป็น “คุณใช้ AI ได้เร็ว คุ้ม และปลอดภัยแค่ไหน” มากกว่า ปรากฏการณ์นี้กำลังสะท้อนการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลก งานวิจัยของ PWC (PricewaterhouseCoopers) ประเมินว่า AI อาจสร้างมูลค่าเพิ่มให้
“ผลไม้นอกใจ” กำลังบอกอะไรเรา? เมื่อ AI ทำให้คนคนเดียวสร้างจักรวาลคอนเทนต์และรายได้ได้ จากคลิป “แอปเปิลร้องไห้เพราะโดนนอกใจ” ไปจนถึง “กล้วยทะเลาะกับสตรอว์เบอร์รี” หรือแม้แต่อวัยวะในร่างกายที่พูดโต้ตอบกับมนุษย์ คอนเทนต์ลักษณะนี้กำลังกลายเป็นปรากฏการณ์ไวรัลใหม่บน TikTok และ Facebook Reels ที่ทำให้ผู้คนจำนวนมาก “หยุดดูไม่ได้” แม้หลายคนจะมองว่าเป็นเพียงมีมตลกหรือคอนเทนต์ไร้สาระบนโลกออนไลน์ แต่ในมุมของนักการตลาดกลับมองว่า สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอาจเป็น “จุดเปลี่ยน” สำคัญของอุตสาหกรรมคอนเทนต์ในยุค AI นายภูวนาท เช้าวรรณโณ นักสื่อสารมวลชนที่ผันตัวสู่วงการการตลาด และปัจจุบันเป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน AI รวมถึงผู้ก่อตั้งเว็บไซต์และเพจ The Marketine การตลาดนอกลู่ มองว่า กระแส “AI Fruit Drama” หรือ “ผลไม้นอกใจ” ไม่ใช่แค่เทรนด์ไวรัลชั่วคราว แต่คือสัญญาณของโลกสื่อยุคใหม่ ที่กำลังเปลี่ยนวิธีการสร้างคอนเทนต์และการหารายได้ของผู้คนอย่างรวดเร็ว “วันนี้คนไม่ได้แข่งขันกันแค่เรื่องข้อมูล แต่แข่งขันกันว่า ใครสามารถดึงความสนใจคนดูได้ในไม่กี่วินาทีแรก คอนเทนต์แบบนี้จึงถูกออกแบบมาเพื่อหยุดสายตาคนทันที” เขาอธิบายว่า หัวใจ
ปฏิเสธไม่ได้ว่าช่วงที่ผ่านมา “ละคร AI” กำลังเป็นไวรัลบนโลกโซเชียล สามารถกวาดยอดวิวได้มากถึงหลักล้าน โดยเฉพาะ TikTok และ Reels ที่มีละครแนวนี้ให้ดูเต็มไปหมด เริ่มตั้งแต่ละครแมว, ละครทุง ทุง ทุง ซะฮูร์, ละครผลไม้ และอีกมากมายที่วนขึ้นหน้าฟีดแทบทุกวัน เล่นเอาผู้ชมติดตามกันจนแทบไม่ได้นอน แม้บทจะไม่สมเหตุสมผลไปบ้าง แต่กลับทำให้ติดงอมแงม เรามาลองไล่เรียงกันดีกว่าว่ามีละคร AI อะไรบ้างที่ทำคนไทยไม่ได้หลับได้นอน “ละครแมว” ที่ขนกันมาเกือบทุกสายพันธุ์ ทั้งแมวส้ม แมวดำ แมวเปอร์เซีย กับบทนอกใจสุดเข้มข้น หรือละครสุนัขและแมวสวมบทบาทเป็นแม่ทัพและสาวจีนถูกครอบครัวบังคับให้แต่งงานกับผู้ชายที่ไม่ได้รัก และยังสวมบทบาทเป็น “อินฟลูเอนเซอร์สายกิน” ทำคอนเทนต์ทำอาหาร ตั้งแต่เลือกซื้อวัตถุดิบ เตรียมวัตถุดิบ ก่อนนำมาปรุงเมนูต่างๆ พร้อมกินโชว์ ตามด้วย “ละครทุง ทุง ทุง ซะฮูร์” เช่น เก็บโทรศัพท์เก่าที่ถูกทิ้งมาทำความสะอาดแล้วขายใหม่ คนแห่มาซื้อเพียบจนรวย แต่ลูกค้าใช้แล้วระเบิดคาหูเลยโดนเอาคืน หรือย้อมสีสวนน้ำเก่าที่ถูกทิ้งร้างแล้วเปิดให้คนเข้ามาเที่ยวจนรวย สุดท้ายเครื่องเล่นพัง ลูกค้าได้รับบาดเจ็บ เลยโทร.แจ้
