ไม่หยุดแค่ส่งเป็ดย่าง “เอ็มเค” ต่อยอด “ดีลิเวอรี่ผักสด” ถึงบ้าน


https://www.facebook.com/mkrestaurants/posts/3128950947139056


https://www.facebook.com/mkrestaurants/posts/3128950947139056
ในอดีตชานมไข่มุกอาจเป็นเครื่องดื่มรางวัลชีวิตหนึ่งเดียวที่คนพอจะนึกออก เมื่ออยากเติมความหวานให้ร่างกาย แต่การดื่มชานมมากเกินไปก็สร้างภาระให้ร่างกายไม่น้อย แต่พอมีเครื่องดื่มอย่างโยเกิร์ตสมูทตี้ที่ทั้งอร่อย และเติมหวานทดแทนกันได้ การมอบรางวัลชีวิตแบบรักสุขภาพก็เป็นทางเลือกใหม่ของผู้บริโภค หากจะเจาะลงไปในตลาดโยเกิร์ตสมูทตี้ทั่วโลก มีการประเมินว่ามีมูลค่ากว่า 51,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (อ้างอิงจากตัวเลขของ fortunebusiness) หรือราว 1.7 ล้านบาท การเติบโตของตลาดมาจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นสำหรับอาหารที่มีโปรไบโอติกสูง หาอาหารทดแทนมื้ออาหาร และเทรนด์รักสุขภาพ คาดว่าจะเติบโตเกิน 71,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2031 โดยที่อัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) จะอยู่ที่ 6-9% ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกยังคงครองส่วนแบ่งการตลาดมากที่สุด (มากกว่า 40%) ในขณะที่อเมริกาเหนือยังคงเป็นตลาดหลักสำหรับสมูทตี้โยเกิร์ต เนื่องจากผู้บริโภคส่วนใหญ่นิยมสูตรที่มีน้ำตาลต่ำและโปรตีนสูง YoPPa Yogurt แบรนด์โยเกิร์ตเพื่อสุขภาพสไตล์เกาหลี ของนักแสดงชื่อดัง “ญดา” นริลญา กุลมงคลเพชร คืออีกหนึ่งแบรนด์ที่มาปลุกกระแ
เหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นต่อเนื่องในหลายพื้นที่ สะท้อนให้เห็นว่า “ภัยพิบัติไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป” แม้ประเทศไทยจะไม่ได้อยู่ในพื้นที่เสี่ยงรุนแรง แต่เมื่อเกิดเหตุ สิ่งที่ได้รับผลกระทบไม่ใช่เพียงอาคาร บ้านเรือน หรือระบบสาธารณูปโภค หากแต่รวมถึงระบบบริการสุขภาพที่อาจเข้าถึงได้ยากในช่วงเวลาวิกฤต ดร.ภญ.สุภาภรณ์ ปิติพร ประธานกรรมการบริหารมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวว่า การเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติในวันนี้ ไม่ได้หมายถึงการเตรียมเพียงอาหาร น้ำดื่ม หรือไฟฉาย แต่ต้องรวมถึง “การเตรียมความพร้อมด้านสุขภาพ” เพื่อให้ประชาชนสามารถดูแลตนเองและคนในครอบครัวได้ในช่วงเวลาที่ความช่วยเหลือยังเข้าไม่ถึง “เมื่อเกิดภัยพิบัติ โรงพยาบาลอาจมีผู้ป่วยจำนวนมาก ถนนอาจถูกตัดขาด ร้านขายยาอาจปิดชั่วคราว แต่สิ่งหนึ่งที่ยังอยู่กับเราเสมอ คือความรู้และทรัพยากรที่มีอยู่รอบตัว” ดร.สุภาภรณ์ กล่าว ดร.สุภาภรณ์ กล่าวว่า ประเทศไทยโชคดีที่มีสมุนไพรเป็น “เสบียงสุขภาพ” กระจายอยู่ในทุกชุมชน หลายชนิดปลูกอยู่ในรั้วบ้าน อยู่ในสวนครัว หรือหาได้จากตลาดใกล้บ้าน ไม่ว่าจะเป็น ขิง สำหรับบรรเทาอาการคลื่นไส้ อาเจียน และช่วย
“ตลาดคลองเตย” เป็นตลาดสดที่เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง เป็นแหล่งค้าส่งวัตถุดิบราคาประหยัดสำหรับพ่อค้าแม่ค้าและผู้บริโภค วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ จะพาทุกคนไปพูดคุยกับ เจ๊นิด คลองเตย หรือ เจ๊นิด-พนิดา ณ นคร เจ้าของช่อง TikTok เจ๊นิด คลองเตย แม่ค้าตลาดและอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง ไวรัลจากการทำคอนเทนต์จ่ายตลาดงบประหยัด “คนเรา รวยได้ก็จนได้ จนได้ก็รวยได้ ขอแค่ใจสู้และอยู่บนความจริง” นี่คือคติที่เจ๊นิดยึดถือมาตลอดเส้นทางชีวิตที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ โดยเจ๊นิดพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าการทำธุรกิจต้องกล้าที่จะก้าวออกจากแบบเดิมๆ พร้อมกับสร้างตัวตนบนโลกออนไลน์ ปัจจุบันได้ขยายไปแล้วกว่า 7 สาขา พร้อมกับการตั้งเป้าสร้าง “Jarin Mart (จรินมาร์ท)” มินิตลาดสด 24 ชั่วโมงที่จัดการสินค้าให้ลูกค้าได้อย่างแม่นยำ จุดเริ่มสร้างตัว “เจ๊นิด คลองเตย” แม้จะมีพื้นเพครอบครัวที่ฝั่งพ่อมีชื่อเสียงมียศมีศักดิ์ และฝั่งแม่อากงเป็นเจ้าสัวย่านเยาวราช แต่ชีวิตกลับพลิกผันจนถึงจุดที่ไม่มีเงิน “พวกเราทุกคนในบ้านจะไม่ก่อหนี้ เพราะเคยเห็นช่วงที่แย่ที่สุดของพ่อ ตอนที่ร้อนมากจนถึงขั้นต้องผ่อนพัดลม” เจ๊นิดเล่าถึงภาพจำวันที่ครอบครั
“Blendies” (เบลนดีส์) แบรนด์ไอศกรีมพรีเมียมเจลาโต้สัญชาติไทย เตรียมขยายแฟรนไชส์บุกตลาดฮ่องกง ร่วมกับ MasterBeef Group กลุ่มธุรกิจอาหารจากฮ่องกงที่จดทะเบียนใน Nasdaq Capital Market ตลาดหลักทรัพย์สหรัฐอเมริกา สะท้อนศักยภาพแบรนด์ไทยที่สามารถก้าวสู่การแข่งขันในตลาดพรีเมียมระดับสากลได้อย่างแข็งแกร่ง เชฟแบม ธนโชติ ธรรมพีร เชฟและผู้ก่อตั้ง Blendies กล่าวว่า “ความร่วมมือกับ MasterBeef Group ในครั้งนี้ เป็นการขยายแฟรนไซส์ไปต่างประเทศครั้งแรกของ Blendies ซึ่งสอดคล้องกับความตั้งใจของแบรนด์ภายใต้แนวคิด “Modern Gelato, More Than Gelato” ที่ต้องการให้เจลาโต้เป็นมากกว่าของหวาน ต้องเป็นเจลาโต้คุณภาพสูงที่ผลิตจากวัตถุดิบคุณภาพ รสชาติเข้มข้นไม่เหมือนใคร และมีความสร้างสรรค์ อีกทั้งยังมีการพัฒนาเทคนิคการผลิตที่เหมาะสมกับสภาพอากาศของเอเชีย ทำให้เจลาโต้ละลายช้าสามารถคงความอร่อยไว้ได้จนคำสุดท้าย ด้วยจุดแข็งทั้งหมดนี้ MasterBeef Group เล็งเห็นถึงศักยภาพจนเลือกให้เราเป็นแบรนด์เจลาโต้ฝีมือคนไทยไปเปิดที่ฮ่องกงในครั้งนี้” เบื้องหลังแนวคิดและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของ Blendies มาจากประสบการณ์อาหารกว่า 14 ปีของเชฟแบม ซึ่
ในอดีตชานมไข่มุกอาจเป็นเครื่องดื่มรางวัลชีวิตหนึ่งเดียวที่คนพอจะนึกออก เมื่ออยากเติมความหวานให้ร่างกาย แต่การดื่มชานมมากเกินไปก็สร้างภาระให้ร่างกายไม่น้อย แต่พอมีเครื่องดื่มอย่างโยเกิร์ตสมูทตี้ที่ทั้งอร่อย และเติมหวานทดแทนกันได้ การมอบรางวัลชีวิตแบบรักสุขภาพก็เป็นทางเลือกใหม่ของผู้บริโภค หากจะเจาะลงไปในตลาดโยเกิร์ตสมูทตี้ทั่วโลก มีการประเมินว่ามีมูลค่ากว่า 51,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (อ้างอิงจากตัวเลขของ fortunebusiness) หรือราว 1.7 ล้านบาท การเติบโตของตลาดมาจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นสำหรับอาหารที่มีโปรไบโอติกสูง หาอาหารทดแทนมื้ออาหาร และเทรนด์รักสุขภาพ คาดว่าจะเติบโตเกิน 71,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2031 โดยที่อัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) จะอยู่ที่ 6-9% ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกยังคงครองส่วนแบ่งการตลาดมากที่สุด (มากกว่า 40%) ในขณะที่อเมริกาเหนือยังคงเป็นตลาดหลักสำหรับสมูทตี้โยเกิร์ต เนื่องจากผู้บริโภคส่วนใหญ่นิยมสูตรที่มีน้ำตาลต่ำและโปรตีนสูง YoPPa Yogurt แบรนด์โยเกิร์ตเพื่อสุขภาพสไตล์เกาหลี ของนักแสดงชื่อดัง “ญดา” นริลญา กุลมงคลเพชร คืออีกหนึ่งแบรนด์ที่มาปลุกกระแ
ปัจจุบัน ตลาดอาร์ททอยเติบโตไปมากกว่าแค่กล่องสุ่ม ไม่ใช่แค่แฟชั่นที่มาไวไปไว แต่ได้ฝังตัวลงไปใน Art (Toy) Economy อย่างเต็มตัว มีความเป็นมืออาชีพ มีคอมมูนิตี้ที่แข็งแกร่ง และกลายเป็นอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่ผสมผสานระหว่าง ศิลปะ แฟชั่น และการลงทุน อย่างลงตัว คุณแก้ม-อักษร จันทรโรจน์วานิช ซีอีโอบริษัท Take Toys ได้กล่าวว่า คนวัยทำงานจะชอบซื้อตุ๊กตาหรือของสะสมที่เป็นการ์ตูนที่เขาเคยดูในสมัยเด็ก สะท้อนถึงการตลาดแบบ “Kidult Economy” หรือกลุ่มผู้ใหญ่ที่ยังมีความชื่นชอบของเล่นและตัวละครในวัยเด็ก โดยเฉพาะกลุ่มคนวัยทำงานที่เลือกซื้อสินค้าที่เชื่อมโยงกับความทรงจำในอดีต (Nostalgia) ทำให้สินค้าคาแรกเตอร์ไม่ได้เป็นเพียงของเล่นสำหรับเด็ก แต่กลายเป็นสินค้าที่สะท้อนตัวตน ไลฟ์สไตล์ และความรู้สึกของหัวใจน้อย ๆ ในวัยเด็กที่หายไป เมื่อหาข้อมูลเพิ่มเติมของตลาดอาร์ททอย (Art Toy) ในประเทศไทยปี 2026 ถือว่าอยู่ในยุคที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดและพัฒนาไปไกลกว่าแค่กระแสกล่องสุ่ม โดยประเทศไทยกำลังปักหมุดสู่การเป็นศูนย์กลางระดับภูมิภาค หรือ “Land of ART TOY” ของเอเชีย กลุ่มผู้ซื้อหลักไม่ใช่เด็ก แต่เป็นกลุ่ม Kidult (ผู้
“ตลาดคลองเตย” เป็นตลาดสดที่เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง เป็นแหล่งค้าส่งวัตถุดิบราคาประหยัดสำหรับพ่อค้าแม่ค้าและผู้บริโภค วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ จะพาทุกคนไปพูดคุยกับ เจ๊นิด คลองเตย หรือ เจ๊นิด-พนิดา ณ นคร เจ้าของช่อง TikTok เจ๊นิด คลองเตย แม่ค้าตลาดและอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง ไวรัลจากการทำคอนเทนต์จ่ายตลาดงบประหยัด “คนเรา รวยได้ก็จนได้ จนได้ก็รวยได้ ขอแค่ใจสู้และอยู่บนความจริง” นี่คือคติที่เจ๊นิดยึดถือมาตลอดเส้นทางชีวิตที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ โดยเจ๊นิดพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าการทำธุรกิจต้องกล้าที่จะก้าวออกจากแบบเดิมๆ พร้อมกับสร้างตัวตนบนโลกออนไลน์ ปัจจุบันได้ขยายไปแล้วกว่า 7 สาขา พร้อมกับการตั้งเป้าสร้าง “Jarin Mart (จรินมาร์ท)” มินิตลาดสด 24 ชั่วโมงที่จัดการสินค้าให้ลูกค้าได้อย่างแม่นยำ จุดเริ่มสร้างตัว “เจ๊นิด คลองเตย” แม้จะมีพื้นเพครอบครัวที่ฝั่งพ่อมีชื่อเสียงมียศมีศักดิ์ และฝั่งแม่อากงเป็นเจ้าสัวย่านเยาวราช แต่ชีวิตกลับพลิกผันจนถึงจุดที่ไม่มีเงิน “พวกเราทุกคนในบ้านจะไม่ก่อหนี้ เพราะเคยเห็นช่วงที่แย่ที่สุดของพ่อ ตอนที่ร้อนมากจนถึงขั้นต้องผ่อนพัดลม” เจ๊นิดเล่าถึงภาพจำวันที่ครอบครั
“คนซื้อไม่บ่น คนบ่นไม่ซื้อ” “ถ้าแพง แปลว่าเราไม่ใช่ target” การตัดจบด้วยประโยคเหล่านี้กำลังทำให้ร้านที่ราคา overpriced กลายเป็นเรื่องปกติ และคนที่ซื้อไม่ได้ถูกทิ้งให้ตกขบวน? คุณได้สังเกตหรือไม่ว่า มัตจะแก้วหนึ่งในมือตอนนี้ ราคาแก้วละ 3-4 ร้อยบาท กาแฟกับโดนัทที่ไว้ทานคู่มื้อเช้าอีกเกิน 2-3 ร้อย แต่ค่าแรงขั้นต่ำของคนไทยอยู่ที่ราว 350 บาท นั่นแปลว่าทำงานทั้งวันซื้อได้แค่มัตจะแก้วเดียว แล้วคนที่ไม่สามารถเข้าถึงสินค้าในกระแสตามราคานี้ได้ คือคนที่จะถูกมองว่าไม่อินเทรนด์ ล้าหลัง หรือแม้แต่ใครที่กล้าตั้งคำถามกับ ‘ราคา’ ก็จะถูกผลักให้เป็นคนชายขอบ ที่ไม่มีกำลังซื้อสินค้าระดับพรีเมียมเช่นนี้ Overpriced ในเชิงเศรษฐศาสตร์ คืออะไร ในทางเศรษฐศาสตร์ คำว่า “Overpriced” หมายถึง สินค้าที่ตั้งราคาสูงกว่ามูลค่าที่แท้จริงหรือสูงกว่าที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่เต็มใจจะจ่ายเมื่อเทียบกับประโยชน์ที่ได้รับ (Perceived Value และ Willingness to Pay) ซึ่งอาจเกิดจากอำนาจทางการตลาด การสร้างภาพลักษณ์ หรือการปั่นกระแสมากกว่าคุณค่าที่แท้จริงของสินค้าเอง เศรษฐศาสตร์ไม่ได้มีสูตรตายตัวว่าสินค้าชิ้นไหนแพงเกินจริง เพราะราคาสินค้าขึ
ในอุตสาหกรรมอาหารพร้อมทาน หรือ Ready-to-Eat (RTE) ที่แข่งขันสูงและเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ผู้ประกอบการที่ “คิดต่างและสร้างคุณค่าใหม่” มักเป็นผู้ที่สามารถขยายตลาดได้จริง หนึ่งในนั้นคือ ชณา วสุวัต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แวลู ซอร์สซิ่ง จำกัด (VSC) ผู้ก่อตั้งแบรนด์ รีโอส์ เดลิ (Reo’s Deli) จากเมนู ผักโขมอบชีสยอดนิยมในเซเว่น อีเลฟเว่น ที่เริ่มต้นจากครัวบ้านๆ และเติบโตสู่ยอดขายระดับร้อยล้าน ด้วย No-Bake Process นวัตกรรมที่ออกแบบเพื่อคุณภาพ–รสชาติ–ความสม่ำเสมอ พร้อมภาชนะถาดเยื่อพืชรักษ์โลก และการยกระดับผักโขมไทยทั้งระบบ ตั้งแต่ลูกค้า–คู่ค้า–เกษตรกร สู่ตลาด B2B และ Super Food ในอนาคต จากครัวบ้านๆ สู่แบรนด์ Reo’s Deli พร้อม Vision ชัดเจนตั้งแต่วันแรก แม้หลายคนยังลังเลกับเส้นทางชีวิต แต่ชณากลับเลือกสร้าง “ทางเดินของตัวเอง” อย่างชัดเจนตั้งแต่แรก เขาเติบโตมากับครอบครัวร้านอาหารฝรั่ง ทำให้คุ้นเคยกับอาหารยุโรปตั้งแต่วัยเด็ก แม้ศึกษาด้านนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่เขาตัดสินใจก้าวเข้าสู่วงการอาหารทันที หลังเรียนจบ เขาได้รับโอกาสบริหารงานด้าน Food & Beverage ในโรงแรม และต่อยอดด้าน Hote
จากคนที่มีความฝันอยากเป็นเจ้าของร้านอาหาร “คุณวิท – วริศ พรพงศา” ต้องผ่านบทเรียนจากธุรกิจแรกที่ล้มเหลว ก่อนนำความผิดพลาดมาเป็นบทเรียน สร้าง “ร้านช้อน” และต่อยอดสู่ “ซิงซิง หม่าล่า” ด้วยการเรียนรู้จากคู่แข่ง พัฒนาสูตรน้ำซุปและเมนูที่แตกต่าง พร้อมใช้โซเชียลมีเดียสร้างการจดจำแบรนด์ ควบคู่กับการรักษาคุณภาพและความคุ้มค่า จนทำให้แบรนด์เติบโตหลายสาขา บทเรียนจากความล้มเหลว ด้วยความชอบทำอาหาร คุณวิทจึงตั้งเป้าหมายกับตัวเองตั้งแต่ยังเรียนว่า สักวันหนึ่งจะต้องมี “ร้านอาหาร” เป็นของตัวเองให้ได้ ระหว่างเรียน เขาใช้เวลาไปช่วยรุ่นพี่และเพื่อนเปิดร้านอาหารอยู่บ้าง เพื่อหาประสบการณ์และรอเวลาลงมือสานฝันของตัวเอง หลังเรียนจบด้านสถิติเขาเปิดร้านหมูกรอบ เทรนด์อาหารยอดนิยมในขณะนั้น เพราะเป็นแนวสตรีตฟู้ด ทานง่าย ก่อนเปิดขายออนไลน์จนสามารถเก็บทุนได้จำนวนหนึ่งมาเปิดหน้าร้านแรก “ทำธุรกิจร้านอาหาร ไม่ใช่แค่ชอบทำอาหารแล้วจะประสบความสำเร็จได้” คุณวิทเล่าเสริม เขาเจอ “Pain Point” มากมาย ทั้ง Cashflow การจัดการต้นทุน การบริหารคน รวมถึงการเลือกพาร์ตเนอร์ ทำให้ธุรกิจแรกของเขาเดินทางสู่ “ความล้มเหลว” เขาจึงนำ “บทเรีย
