ข่าววันนี้

ตำนาน องคมนตรี 5 รัชกาล สภาที่ปรึกษาพระมหากษัตริย์ไทย

ตำแหน่ง “องคมนตรี” มีบทบาทเป็น “ที่ปรึกษาส่วนพระองค์” ของพระมหากษัตริย์ไทยตลอดมา 5 รัชกาล ทรงมีพระราชดำรัสพระราชทานบทบาท-หน้าที่แก่องคมนตรีตลอดรัชสมัยบรมจักรีวงศ์

untitled

สำหรับปีที่ 1 ในรัชกาลปัจจุบัน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระราชดำรัสแก่ 1 ประธานองคมนตรีกับอีก 10 องคมนตรี ในการเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณ เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2559 ตอนหนึ่ง ว่า

“คณะองคมนตรีในยุคนี้ปัจจุบันนี้ จะได้รับการมอบภารกิจ ตลอดจนได้รับโอกาส หรือหน้าที่ที่จะให้คำแนะนำ ช่วยกันดำรงความมั่นคงของสถาบันและประเทศชาติ ได้ป๋ามาเป็นประธาน ก็อุ่นใจ ทุกคนก็เคยปฏิบัติหน้าที่ถวายในรัชกาลก่อน หลายคนก็เชื่อมือกัน และคิดจะทำให้ประเทศเรามีความสุข จะได้ตั้งใจทำงานได้ ขอบคุณ”

ปฐมบทแห่งที่ปรึกษาแก่พระมหากษัตริย์เกิดขึ้นครั้งแรกสมัย “พระบาทสมเด็จ

พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว” (ร.5) ทรงแต่งตั้งสภาขึ้น 2 สภา คือ 1.สภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน (Council of State) (รัฐมนตรีสภา) มีสมาชิกจำนวน 12 คน เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2417 ทำหน้าที่ในทางนิติบัญญัติ-ออกกฎหมาย

2.สภาที่ปฤกษาในพระองค์ (ที่ปรึกษาในพระองค์) หรือ ปรีวีเคาน์ซิล (Privy Council) มีสมาชิกจำนวน 49 คน เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2417 สมาชิกส่วนใหญ่เป็นพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาและดูแลบ้านเมือง-ราษฎรต่างพระเนตรพระกรรณ

ถือเป็นต้นกำเนิดของคณะบุคคลที่พระมหากษัตริย์ทรงไว้วางพระราชหฤทัยและเป็นที่ปรึกษาพระเจ้าแผ่นดิน ดั่งพระราชดำรัสตอนหนึ่งว่า

“การเคาน์ซิลมีคุณ 2 ประการ ประการที่หนึ่ง ยอมให้มีอำนาจที่จะหยุดหน่วงขัดขวางพระเจ้าแผ่นดินได้ การเคาน์ซิลก็ต้องมีอำนาจจะตรวจตรา ดูการข้อนั้นถ้าเหนขัดขวางไม่ถูกต้องไม่เปนคุณแก่แผ่นดิน ไม่เป็นคุณแก่พระเจ้าแผ่นดิน ไม่เปนคุณแก่ราษฎรทั่วไป ก็จะต้องคัดค้านว่ากล่าวได้เตมอำนาจทีเดียว ซึ่งว่ามานี้เปนอำนาจเคาน์ซิลทั้งสองประการ”

"Advertiser"

ในสมัย “พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว” (ร.6) ทรงแต่งตั้ง “สภากรรมการองคมนตรี” จำนวน 40 คน ทำหน้าที่พิจารณาร่างกฎหมาย ต่อมาได้ทรงแต่งตั้งองคมนตรีขึ้นใหม่ทุกปี ทุกวันที่ 4 เมษายน เนื่องในพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาทรงมีองคมนตรีมากถึง 233 คน

บทบาทขององคมนตรีในรัชสมัย ร.6 บัญญัติไว้ใน กฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ มาตรา 20 ของหมวดที่ 7 ว่าด้วยการแก้กฎมณเฑียรบาล ว่า

“ถ้าองคมนตรีมีจำนวนถึง 2 ส่วนใน 3 แห่งผู้ที่มาประชุมนั้นลงความเห็นว่าควรแก้ไขหรือเพิกถอนตามพระราชประสงค์แล้ว สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงค่อยมีพระบรมราชโองการให้แก้ไขหรือเพิกถอน แต่ถ้าแม้ว่าองคมนตรีที่มาประชุมนั้นมีผู้เห็นควรให้แก้ไขหรือเพิกถอนเปนจำนวนไม่ถึง 2 ใน 3 แล้ว ก็ขอให้สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระขันติระงับพระราชดำริที่จะทรงแก้ไขหรือเพิกถอนนั้นไว้เถิด”

ในสมัย “พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว” (ร.7) ท่ามกลางกระแสเรียกร้องเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบอบประชาธิปไตย ทรงแต่งตั้ง 3 คณะที่ปรึกษา

1.อภิรัฐมนตรีสภา ทำหน้าที่เป็นสภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2468 มีพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นผู้ใหญ่-รับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาทสมัย ร.5 จำนวน 5 พระองค์ เป็นรัฐมนตรีสภา 2.เสนาบดีสภา คือ เสนาบดีบริหารงานกระทรวง และ 3.สภากรรมการองคมนตรี เป็นที่ปรึกษาในพระองค์ร.7 ทรงมีพระราชดำรัสการแต่งตั้งอภิรัฐมนตรีสภา ตอนหนึ่ง ว่า “ยังมีราชการอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นการสำคัญอย่างยิ่ง เราจึงคิดว่าจะตั้งมนตรีขึ้นใหม่อีกคณะหนึ่ง เรียกว่า อภิรัฐมนตรีสภา ให้มีสมาชิกแต่น้อยสำหรับพระเจ้าแผ่นดินทรงปรึกษาราชการทั้งปวงเปนนิจ เพื่อจะได้เปนกำลังแก่การที่ทรงพระราชวินิจฉัยราชการทั้งปวง”

“ในการตั้งสภาอภิรัฐมนตรีนี้ ผู้ซึ่งสมควรจะเป็นสมาชิก จำต้องเป็นผู้ซึ่งมีความคุ้นเคยและชำนิชำนาญราชการมากมาแต่ก่อน และประกอบด้วยเกียรติคุณทั้งความปรีชาสามารถสมควรเป็นที่ทรงไว้วางพระราชหฤทัยของพระเจ้าแผ่นดิน ตลอดจนมหาชนทั้งหลาย”

การแต่งตั้ง “อภิรัฐมนตรี” ถูกกล่าวถึงอำนาจ-หน้าที่ ว่า มีอำนาจเหนือพระมหากษัตริย์หรือไม่ ดั่งพระราชดำรัสของในหลวงรัชกาลที่ 7 ตรัสไว้ในพระราชบันทึกเรื่อง “ปัญหาของสยาม” ตอนหนึ่ง ว่า

“ประชาชนถามว่าคณะอภิรัฐมนตรีเป็นสภาที่ปรึกษาหรือว่าเป็นสภาบริหาร บางคนคิดว่าสภามีอำนาจมากเกินไป ข้าพเจ้าอยากจะตอบว่าเป็นสภาที่ปรึกษาอย่างเดียวเพราะว่าไม่สามารถทำการบริหารได้ การตัดสินใจขั้นสุดท้ายแต่เพียงพระองค์เดียว แม้ว่าจะทรงมีพระราชอำนาจเด็ดขาด ก็ไม่มีพระราชประสงค์ที่จะใช้เลย”

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ กล่าวไว้ในบันทึกถวายแก่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวสนับสนุนการมีอภิรัฐมนตรี ว่า

“สิ่งที่สยามต้องการอย่างเร่งด่วนในขณะนี้คือการปรับปรุงแก้ไขสิ่งชั่วร้าย และการจัดการบริหารราชอาณาจักรอย่างมีประสิทธิภาพก่อนสิ่งอื่น ในข้อนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตราพระราชบัญญัติที่ยิ่งใหญ่ที่ไม่สรรเสริญไปได้มากกว่านี้อีกแล้ว ด้วยการจัดตั้งอภิรัฐมนตรี”

ช่วงรอยต่อการเปลี่ยนผ่านจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปเป็นระบอบประชาธิปไตยในเบื้องแรกอภิรัฐมนตรีมีบทบาทต่อการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญเป็นอย่างมาก หลังจากที่รัชกาลที่ 7 ทรงตราพระราชบัญญัติองคมนตรี พ.ศ. 2470 ขึ้น ดั่งการตรัสไว้ในที่ประชุมกรรมการองคมนตรีครั้งแรก เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2470 ของกรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ ตอนหนึ่ง ว่า

“สภากรรมการองคมนตรีเรานี้ ถึงไม่ใช่ปาเลียเมนต์ก็จริง และถึงเวลานี้เมืองเรา ยังไม่ควรมีปาเลียเมนต์ก็จริง แต่ระเบียบการประชุมและขนบธรรมเนียมที่จะตั้งขึ้นนั้นจะหนีแบบปาเลียเมนต์ไปคงไม่ได้”

บทบาทสุดท้ายอภิรัฐมนตรี คือ การให้คำปรึกษาในหลวงรัชกาลที่ 7 ก่อนตัดสินใจสละราชบัลลังก์ตามความต้องการของคณะราษฎร นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ในที่สุด

โดยคณะราษฎรได้ยกเลิก “อภิรัฐมนตรีสภา” และ พ.ร.บ.องคมนตรี พ.ศ. 2470 เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2475

15 ปีว่างเว้นไป “พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช” (ร.9) ได้แต่งตั้ง “อภิรัฐมนตรี” อีกครั้ง เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2490 ในรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2490 และเปลี่ยนชื่อเป็น “องคมนตรี” ตามรัฐธรรมนูญฉบับถาวร พ.ศ. 2492 และใช้มาจนถึงรัชกาลปัจจุบัน

ที่มา ประชาชาติธุรกิจ

Related Posts

ที่ปรึกษา รมช.เกษตรฯ ธีระชัย เปิดงาน “หม่อนไหมสัญจร ครั้งที่ 3”
คนทากันแดดหน้า แต่ไม่ค่อยทาตัว? 'HER HYNESS' เห็นช่องว่างตลาด ส่งครีมกันแดดผิวกาย เจาะตลาดมูลค่าหลายพันล้าน
NUTS, YES! อ่านว่า “นัทส์ เยส” แบรนด์นมถั่วน้องใหม่ ชื่อปั่น รู้ไหมทำไมต้องตั้งชื่อกำกวม
Tinder เผย 85% คนโสดไทยรู้สึกเหงา แต่ยังเปิดใจสร้างความสัมพันธ์ใหม่ๆ และเชื่อว่าจะได้เจอ “คนที่ใช่”
แบรนด์โยเกิร์ตเกิดใหม่เพียบ “Yoguruto” เลยมองหาตลาดใหม่ เปิดตัว “Nuts, Yes!” (นัทส์เยส) ขยายพอร์ตสู่เครื่องดื่มนมถั่ว
รู้จัก 7 สินค้าชุมชนไทย ของดีที่มีเรื่องราวของผู้คนซ่อนอยู่เบื้องหลัง