ภาพยนตร์แอนิเมชันภาคที่ 5 ของแฟรนไชส์ระดับตำนานจาก Disney/Pixar เรื่อง Toy Story 5 กำลังเป็นกระแสไปทั่วโลก ทั้งในแง่รายได้บ็อกซ์ออฟฟิศที่พุ่งแรงต่อเนื่อง และในแง่กระแสวิพากษ์วิจารณ์เรื่องเนื้อหาที่จี้ใจผู้ปกครองยุคปัจจุบันอย่างตรงจุด
รายได้ถล่มทลาย ใกล้แตะหลักพันล้านดอลลาร์
ข้อมูลล่าสุดระบุว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ทำรายได้รวมทั่วโลกทะลุ 800 ล้านดอลลาร์สหรัฐไปแล้ว โดยแบ่งเป็นรายได้ในอเมริกาเหนือราว 381 ล้านดอลลาร์ และรายได้จากตลาดต่างประเทศอีกราว 427 ล้านดอลลาร์ ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ก้าวขึ้นเป็นหนังของ Pixar ที่ทำเงินสูงสุดเป็นอันดับ 9 ตลอดกาล แซงหน้า Monsters University, Up และ The Incredibles ไปเรียบร้อยแล้ว
และหากคำนวณเป็นเงินบาทก็ใกล้เคียงกับตัวเลข 27,000 ล้านบาท
ที่น่าสนใจคือ ตัวเลขนี้ยังไม่นับรวมตลาดเยอรมนีที่ยังไม่เข้าฉาย (มีกำหนดฉาย 23 กรกฎาคม) และในตลาดต่างประเทศ เม็กซิโกถือเป็นตลาดที่ทำเงินสูงสุด ตามมาด้วยสหราชอาณาจักรและจีน ทำให้หลายฝ่ายมองว่า Toy Story 5 มีโอกาสไปแตะหลัก 1,000 ล้านดอลลาร์ได้ไม่ยาก เช่นเดียวกับภาคก่อนหน้าอีกสองภาคที่เคยทำได้
เมื่อของเล่นต้องแข่งกับหน้าจอ
สิ่งที่ทำให้ Toy Story 5 แตกต่างจากภาคก่อน ๆ คือการเปลี่ยนตัวร้ายจากของเล่นด้วยกันเอง มาเป็น “Lilypad” แท็บเล็ตรูปทรงกบสีเขียวที่พ่อแม่ของบอนนี่ซื้อให้ลูกสาววัย 8 ขวบ ด้วยความหวังดีที่อยากให้เธอมีเพื่อนมากขึ้น แต่กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้บอนนี่ค่อย ๆ ห่างเหินจากของเล่นที่เคยรักและผูกพันมาตลอดชีวิต
เรื่องราวเล่าผ่านมุมมองของเจสซี่ คาวเกิร์ลที่รับบทเป็นนายอำเภอของกองทัพของเล่นในห้องของบอนนี่ เมื่อเธอเริ่มสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของเด็กหญิงที่ตนรัก จึงพยายามทุกวิถีทางเพื่อดึงบอนนี่กลับมาสู่โลกแห่งจินตนาการอีกครั้ง ระหว่างทางเจสซี่ยังต้องเผชิญหน้ากับบาดแผลในอดีตของตัวเอง จากการถูกเจ้าของคนแรกอย่างเอมิลี่ทอดทิ้งไปนานหลายปี ซึ่งเชื่อมโยงกลับมาสู่ธีมหลักของเรื่องอย่างแนบเนียน
หนังเด็กที่พูดกับพ่อแม่มากกว่าที่พูดกับเด็ก
หลายบทวิจารณ์ตั้งข้อสังเกตตรงกันว่า แม้หน้าตาจะเป็นหนังการ์ตูนสำหรับครอบครัว แต่แก่นเรื่องกลับพุ่งเป้าไปที่ผู้ใหญ่โดยตรง โดยเฉพาะประเด็นที่ว่าเทคโนโลยีกำลังเข้ามาแทนที่ช่วงเวลาแห่งการเล่นและจินตนาการของเด็ก ๆ ทั้งที่พ่อแม่หลายคนมอบอุปกรณ์เหล่านี้ให้ลูกด้วยเหตุผลเรื่องความสะดวกสบายมากกว่าจะไตร่ตรองถึงผลกระทบระยะยาว นักแสดงอย่างโจน คูแซ็ก ผู้ให้เสียงเจสซี่ เคยให้สัมภาษณ์ว่าหนังเรื่องนี้พูดถึงความกังวลที่พ่อแม่ทุกคนมีต่อการเลี้ยงลูกในยุคเทคโนโลยี และยอมรับว่าตัวเองร้องไห้ทุกครั้งที่ดูฉากสำคัญของเรื่อง
ตอนจบของเรื่องไม่ได้สรุปง่าย ๆ ว่าของเล่นดีกว่าเทคโนโลยีเสมอไป แต่กลับเลือกทางสายกลาง โดยให้ Lilypad ค่อย ๆ ตระหนักถึงผลกระทบที่ตัวเองก่อขึ้น และช่วยให้บอนนี่หาสมดุลระหว่างโลกดิจิทัลกับโลกแห่งจินตนาการได้ในที่สุด ผ่านมิตรภาพใหม่กับเด็กหญิงชื่อเบลซ อย่างไรก็ตาม นักวิจารณ์หลายคนมองว่าข้อความที่ภาพยนตร์ทิ้งไว้นั้นค่อนข้างหนักหน่วง เพราะสะท้อนความจริงที่ว่าเด็กยุคนี้อาจกำลัง “โตเกินวัย” เร็วกว่าที่ควรจะเป็น จากการถูกดึงเข้าสู่โลกออนไลน์ตั้งแต่อายุยังน้อย
กระแสตอบรับ
Toy Story 5 ได้คะแนนวิจารณ์ในระดับ “Certified Fresh” บน Rotten Tomatoes ที่ราว 94% จากนักวิจารณ์ และคะแนนจากผู้ชมทั่วไปในระดับใกล้เคียงกัน สะท้อนว่าแม้แฟรนไชส์นี้จะเดินทางมาไกลกว่า 30 ปีแล้ว แต่ยังสามารถหาแง่มุมใหม่ ๆ มาเล่าได้อย่างมีพลัง โดยเฉพาะการหยิบประเด็นที่ใกล้ตัวพ่อแม่ยุคนี้มากที่สุดอย่างเรื่อง “จอกับของเล่น” มาเป็นแกนกลางของเรื่อง
ผู้กำกับแอนดรูว์ สแตนตัน เปิดเผยว่านี่อาจเป็นภาคสุดท้ายที่เขากำกับเอง แต่ก็ยังเปิดทางไว้สำหรับภาคต่อในอนาคต หากทีมงานคนอื่นต้องการสานต่อเรื่องราวของบอนนี่และเหล่าของเล่นที่ครองใจคนดูมาหลายชั่วอายุคน
