แปรรูปสินค้าเกษตร
อะโวกาโด ผลไม้มากประโยชน์ นอกจากจะช่วยสร้างสุขภาพที่ดีแล้ว ในปัจจุบันยังมีการพัฒนานำนวัตกรรมต่างๆ มาสกัดทำเครื่องสำอางจากอะโวกาโด และได้รับความสนใจจากคนทั่วโลก เนื่องด้วยคุณสมบัติที่ซึมซาบสู่ผิวได้ดี เหมาะแก่การนำมาทำเครื่องประทินผิวเกือบทุกชนิด นับเป็นข่าวดีของเกษตรกรทั่วโลก และเป็นข่าวดีสำหรับเกษตรกรชาวไทย และผู้ประกอบการนักคิดนักพัฒนาทั้งหลาย ที่จะมีโอกาสสร้างช่องทางเพิ่มรายได้อีกทางหนึ่ง คุณยุทธนาศักดิ์ แก้วคำ (โจ้) เจ้าของไร่ยังคอยวัลเล่ย์ อยู่บ้านเลขที่ 32 หมู่ที่ 3 ตำบลแม่ฮี้ อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน เล่าว่า เรียนจบจากคณะสัตวศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยแม่โจ้ หลังจากเรียนจบออกมาไม่มีโอกาสได้ไปทำงานตามที่ใจรักเพราะคุณแม่ป่วยจึงต้องกลับบ้านมาดูแลท่าน ซึ่งในระหว่างที่ดูแลคุณแม่ก็ไม่รู้จะทำอะไรดี จึงเกิดความคิดที่จะพยายามสร้างรายได้ และบังเอิญที่บ้านมีต้นอะโวกาโดที่ปลูกไว้สมัยคุณตาตั้งแต่ปี 2522 ซึ่งอะโวกาโดที่คุณตาปลูกไว้มีความเป็นมามากมาย “ในปี 2552 ในหลวงรัชกาลที่ 9 ท่านเสด็จมาที่อำเภอกัลยาณิวัฒนา คุณตาเป็นชาวเขา และเป็นสมาชิกโครงการหลวงรุ่นแรกแถบบริเวณนั้น ครั้งที่ในหลวงรัชก
การถนอมอาหารเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่มีมานาน ชาวบ้านที่ปลูกผักก็จะดองผักเก็บไว้กินได้นานๆ เนื่องจากสมัยก่อนตู้เย็นไม่ได้มีประจำบ้านกันทุกบ้านเหมือนปัจจุบันนี้ ส่วนคนที่อยู่ใกล้แหล่งน้ำจืดก็จะมีการยกยอในหน้าฝนได้ปลามามากแจกจ่ายกันกินแล้วก็ไม่หมดจึงได้ทำปลาแห้ง หมักน้ำปลา ปลาร้าก็เป็นภูมิปัญญาของเรา ชาวประมงติดทะเลก็มีวิถีชีวิตของเขา การหมักกะปิ ทำน้ำปลา ปลาแห้ง ปลาเค็มก็เป็นวิถีชาวบ้านเช่นกัน สมัยนั้นได้แค่เก็บไว้กินให้ตลอดปีหรือไม่ก็แจกญาติพี่น้อง อาจพอได้แลกปัจจัยอย่างอื่นที่ตัวเองไม่มีก็พอได้ แต่ปัจจุบันอะไรๆ ก็ต้องซื้อหาแล้ว ชาวประมงพื้นบ้าน บ้านแหลมสัก ตำบลแหลมสัก อำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่ ทุกบ้านรู้จักการถนอมอาหารด้วยการทำปลาแห้ง ปลาเค็ม มาตั้งแต่ปู่ย่าตายายสืบทอดต่อมาจนถึงปัจจุบัน เนื่องจากเป็นวิถีพื้นบ้านของชุมชน ในฤดูที่ปลามีให้จับอุดมสมบูรณ์ก็ได้แปรรูปปลาสดให้เป็นของแห้งที่สามารถเก็บไว้กินได้นานวันโดยไม่เสียคุณค่าทางอาหาร ถ้าปลาแห้งที่ทำได้มีจำนวนมากในสมัยก่อนก็ใช้แลกกับอาหารและของใช้ที่จำเป็นอย่างอื่น ซึ่งเป็นที่พอใจของทั้งสองฝ่าย มีโอกาสได้ไปจัดหวัดกระบี่โดยไปเป็นกรรมการตัดสิ
ฉบับนี้ ผู้เขียนจะพาท่านผู้อ่านมาพบกับเกษตรกรที่มีความสุขที่สุด จนเกิดเป็นแรงบันดาลใจนำมาตั้งเป็นชื่อสวนซะเลย สวนนี้มีชื่อว่า สวนสองแสน ซึ่งไม่ได้หมายความว่าทำแล้วได้เงินมากมายเดือนละเป็นแสน ที่แสนที่ว่านี้ เมื่อแยกออกมาเป็นคำจะได้ 1. “สวน” หมายถึง พื้นที่อยู่อาศัยรวมไปถึงพื้นที่การทำเกษตรต่างๆ 2. “สอง” หมายถึง สองเรา เพราะเจ้าของสวนตั้งใจเริ่มต้นสร้างครอบครัวกับภรรยาสองคน 3. “แสน” คือ แสนสนุกและแสนสบาย ซึ่งเป็นพื้นฐานที่ทุกคนควรมี แต่ทำไมช่างหายากเหลือเกิน คุณสมพร เรืองเดช เกษตรกรรวยความสุข อยู่บ้านเลขที่ 41 หมู่ที่ 4 ตำบลทัพไทย อำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว เล่าว่า เมื่อก่อนทำงานเป็นพนักงานคุมเครื่องจักรอยู่ที่โรงงานชื่อดังแห่งหนึ่ง ซึ่งมองว่าการทำงานโรงงานสามารถเลี้ยงได้แค่ตนเอง ไม่สามารถเลี้ยงคนในครอบครัวได้ และหากมองไปในระยะยาว เมื่ออายุมากขึ้นก็ต้องถูกเลิกจ้างงานเป็นธรรมดา แล้วหลังจากนั้น ก็จะไม่เหลืออะไรเลย จึงเริ่มคิดและตัดสินใจลาออกจากงานก่อนที่ทุกอย่างจะสาย ตอนยังมีกำลังแข็งแรงอยู่จึงออกจากงานกลับบ้านเพื่อมาเป็นเกษตรกร เพราะมีความคิดที่ว่าอย่างน้อยอาชีพเกษตรอาจไม่ได้ทำให้ร่ำรวย
คุณวันชัย คงศักดิ์ศรีสกุล หรือ คุณเหยี่ยว ดีกรีปริญญาตรี คอมพิวเตอร์ธุรกิจ หากิจกรรมคลายเครียดจากการเฝ้าหน้าจอคอมพิวเตอร์ด้วยการแปลงดาดฟ้าชั้น 5 ของบ้านพักมาเป็นสวนผักอินทรีย์ไว้รับประทานเอง โดยไม่ได้หวังผลเพื่อขายทำกำไร แต่กลับปลูกผักได้ดีมีคุณภาพที่เกิดจากการผลิตปุ๋ยทุกชนิดจากธรรมชาติใช้เอง ทำให้มีผู้คนสนใจที่ติดตามทางเฟซบุ๊กแห่ไปซื้อมากขึ้น จนผลิตไม่ทัน จำเป็นต้องขยายพื้นที่ปลูก วางระบบให้มีมาตรฐานหวังเป็นแหล่งผลิตผักคุณภาพ ปลอดภัยย่านชานกรุง ในชื่อ “FARMSOOK STATION” พืชผักที่คุณเหยี่ยวปลูกมีทั้งผักสลัด ผักไทย พืชสมุนไพรสวนครัว หรือถั่วฝักยาว ถั่วพู มะเขือเทศ แตงกวา สลับผลัดเปลี่ยนหมุนเวียน ปลูกพืชกับดินมาตลอด เพียงปรับแนวทางไปตามความเหมาะสมของสภาพ ไม่ว่าจะปลูกในบล็อกซีเมนต์ ปลูกใส่กระถาง และการสร้างโครงเหล็กในช่วงเริ่มต้น จนมาสู่การปลูกด้วยโต๊ะ แม้การปลูกด้วยดินจะเสี่ยงกับการสะสมของเชื้อโรคและศัตรูทางธรรมชาติ แต่สามารถจัดการได้ด้วยแนวทางอินทรีย์ที่ปลอดภัยเป็นหลักก่อน คุณเหยี่ยว ชี้ว่า ในช่วงแรกการเผยแพร่ความรู้เรื่องเกษตรอินทรีย์สู่สาธารณะมีน้อยมาก แล้วมีในวงจำกัด จึงจำเป็นต้องอาศ
กลุ่มแม่บ้านไอร์กูเล็ง จังหวัดนราธิวาส ชูผลิตภัณฑ์เด่น “ข้าวเกรียบผลไม้”, “สะละอินโด” อาชีพเสริมสร้างความเข้มแข็งแก่ชุมชน หากได้ไปงานขายสินค้าโอท็อปที่จัดโดยหน่วยงานของรัฐตามภูมิภาคต่างๆ ย่อมจะเคยเห็นบู๊ธของกลุ่มแม่บ้านไอร์กูเล็ง ตำบลบูกิต อำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส ซึ่งมักจะร่วมออกบู๊ธด้วย โดยมีสินค้าที่น่าสนใจหลายอย่าง หลักๆ คือ ข้าวเกรียบผลไม้และสมุนไพร 6 ชนิด พร้อมข้าวเกรียบปลาที่มีทั้งแบบอบและแบบทอดให้เลือก บางช่วงจะมีสะละและผลิตผลทางการเกษตรมาขายด้วย นางแยนะ เจะวานิ อายุ 57 ปี ประธานกลุ่มแม่บ้านไอร์กูเล็ง เล่าว่า กลุ่มก่อตั้งเมื่อปี 2542 ตอนนี้มีสมาชิก 25 คน และแบ่งหน้าที่รับผิดชอบกัน มีการลงบัญชี รายรับ-รายจ่าย และจัดประชุมเดือนละ 1 ครั้ง สำหรับสินค้าเด่นๆ คือข้าวเกรียบสมุนไพร 6 ชนิด ใบเตย มะเขือเทศ ดอกอัญชัน มันเทศ ข้าวโพด และกระเจี๊ยบ รวมทั้งข้าวเกรียบปลา ซึ่งผลิตภัณฑ์ 7 อย่างนี้ ได้รับเครื่องหมาย อย. ทั้งหมด และในส่วนของข้าวเกรียบปลาก็ได้รับคัดเลือกเป็นโอท็อป 4 ดาวของจังหวัดนราธิวาส เมื่อปี 2557 จุดเด่นอีกอย่างของข้าวเกรียบสมุนไพรฝีมือกลุ่มแม่บ้านไอร์กูเล็ง ก็คือ ใช้ส่ว
บ้านท่าข้าม หมู่ 15 ต.พรหมพิราม อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ริมถนนสายพิษณุโลก-ดงประคำ กว่า 10 หลังคาเรือน รวมกลุ่มหาปลาในคลองน้ำบ้านท่าข้าม มาทำปลาเกลือตากแดดส่งขาย ในหลายจังหวัดภาคเหนือ สร้างได้ให้ครัวเรือนมานานกว่า 10 ปี นายสมากร เหมาะสิงห์ กล่าวว่า ครอบครัวตนและเพื่อนบ้านได้รวมกลุ่มหาปลา เพื่อนำมาแปรรูปตากแดดให้เป็นปลาเกลือ ส่งขายตามตลาดในจ.พิษณุโลก จ.ลำพูน จ.ลำปาง และอีกหลายจังหวัดทางภาคเหนือ มีรายได้เป็นอย่างดีให้กับครัวเรือน จากออเดอร์ในการสั่งจองขายตามต่างจังหวัดครั้งละ 300-500 กิโลกรัม ทำให้ต้องไปรับปลาจากจังหวัดใกล้เคียงโดยเฉพาะจ.กำแพงเพชร มาแปรรูปเป็นปลาเกลือตากแดดขายให้เพียงพอต่อความต้องการ จนเรียกว่าเป็นหมู่บ้านปลาเกลือตากแห้ง สำหรับปลาเกลือที่กำลังเป็นที่ต้องการของตลาดนั้น ส่วนใหญ่เป็นปลาช่อน ปลาตะเพียน ปลาสลิด ปลาหลด ปลาซิว เนื่องจากเป็นปลาที่นำมาแปรรูปเป็นปลาเกลือตากแดดแล้วนำไปประกอบอาหาร โดยเฉพาะทอดจะอร่อย หอมกรอบ เป็นอย่างมาก โดยราคานั้นก็ไม่แพงมากนัก คือ ปลาช่อนตากแดด ราคากิโลกรัมละ 200 บาท ปลาตะเพียน กิโลกรัมละ 100 บาท ปลาสลิด กิโลกรัมละ 250 บาท
จากการที่หม่อนผลสด (Mulberry Fruit) พันธุ์เชียงใหม่ ซึ่งได้รับการยืนยันว่ามีปริมาณสารแอนโทไซยานินสูงกว่าสายพันธุ์หม่อนอื่นในประเทศไทย และมีสารแอนโทไซยานินสูงเทียบเท่ากับผลไม้ตระกูลเบอร์รี่อื่นๆ จากต่างประเทศ อีกทั้งยังเป็นผลไม้ที่ไม่มีการใช้เคมีเกษตรในแปลงปลูกอีกด้วย แต่เนื่องจากผลหม่อนหลังการเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วจะเก็บรักษาได้เพียง 2 วันเท่านั้น จึงต้องนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ กรมหม่อนไหมจึงได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่วิจัยการนำผลหม่อนไปผ่านการอบแห้งด้วยตู้อบแบบสุญญากาศพบว่า สามารถทำให้ยังคงเหลือสารแอนโทไซยานินในผลหม่อนไหมได้ถึง 87.21 เปอร์เซ็นต์ของหม่อนผลสด แอนโทไซยานินผงที่ได้มีสารแอนโทไซยานินสูง 20.91 มิลลิกรัม ต่อกรัมแห้ง และจากการขยายกำลังผลิตดังกล่าวพบว่า หม่อนผลสดจำนวน 10 กิโลกรัม สามารถนำไปผลิตแอนโทไซยานินผงได้ 1 กิโลกรัม แอนโทไซยานินผงนี้สามารถนำไปบริโภคโดยตรง หรือใส่ลงไปในอาหารที่ไม่มีการผ่านความร้อน เช่น ไอศกรีม นมพร้อมดื่ม น้ำผลไม้พร้อมดื่ม เป็นต้น เนื่องจากความร้อนทำให้แอนโทไซยานินและความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระลดต่ำลง วิธีหนึ่งที่เหมาะสมคือการนำไปบรรจุในแคปซูล สำห
บนพื้นที่สาธารณประโยชน์ประเภทหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (นสล.) ติดชายทะเล ภายในสวนไม้เคี่ยมที่แสนร่มรื่น เนื้อที่ประมาณ 7 ไร่ ซึ่งขึ้นอยู่กับหมู่ที่ 1 ตำบลละแม อำเภอละแม จังหวัดชุมพร ชาวบ้านจาก 4 ตำบลของอำเภอละแม ประกอบด้วย ตำบลละแม ตำบลทุ่งคาวัด ตำบลทุ่งหลวง และตำบลสวนแตง ได้รวมกลุ่มกันจัดตั้งตลาดนัดชุมชน โดยใช้ชื่อว่า “ตลาดใต้เคี่ยม” ภายใต้การนำของ นรินทร์ พันธ์เจริญ กำนัน ตำบลละแม ประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้าน อำเภอละแม และประธานกรรมการบริหารตลาดใต้เคี่ยม กำนันนรินทร์ เปิดเผยว่า ย้อนหลังไป 4-5 ปี เกิดวิกฤตยางพาราและปาล์มน้ำมันมีราคาตกต่ำมาก ชาวบ้านจึงหารือกันว่าจะแก้ไขปัญหาอย่างไร จากนั้นจึงมีการตระเวนให้ความรู้ชาวบ้านเรื่องการประหยัด ลดรายจ่ายในครัวเรือน และปลูกพืชผักไว้กินเอง หากผลผลิตเพียงพอต่อการบริโภคแล้ว ก็หาทางรวมตัวกันนำผลผลิตออกมาวางจำหน่ายในรูปตลาดนัดชุมชน จนเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2559 จึงเห็นพ้องต้องกันว่าควรใช้พื้นที่สวนไม้เคี่ยมแห่งนี้จัดตั้งตลาดนัดชุมชนชื่อ “ตลาดใต้เคี่ยม” หรือ “หลาดใต้เคี่ยม” เปิดขายทุกๆ วันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น. ซึ่งขณะนี้ตลาดแห่งนี้ติดอันดับ
กว่าที่จะเป็น “ฮังแมว” ที่โด่งดังอยู่ในขณะนี้นั้น มันเป็นรังไข่ รังไก่ มาก่อน ก่อนที่จะพัฒนามาเป็นฮังแมวด้วยความบังเอิญที่เอามาตากแดดแล้วน้องแมวเหมียวเจ้ากรรมก็เข้าไปนอนหลับปุ๋ยอย่างสบายอุรา จึงเป็นที่มาของ “ฮังแมว” แต่ก่อนหน้าที่ ครูแป้ (ผู้สื่อข่าว) จะเอาเรื่องราวของฮังแมวไปเผยแพร่นั้น เราก็ต้องยอมรับว่ามีคนให้ความสนใจน้อย ผู้สูงอายุผู้พิการ ก๊อหลวงก๊อซาว ก็ทำขายกันเป็นใบเล็กบ้างใหญ่บ้างแล้วแต่ลูกค้าจะสั่งให้ทำก็พอขายได้ เมื่อออกสื่อ ก็กลายเป็นข่าวดังใหญ่โตไปทั่วประเทศ ถึงขนาดบางท่านนำไปเป็นของฝากให้กับเพื่อนที่อยู่ต่างประเทศ ซึ่งต้องขอบคุณครูแป้เป็นอย่างยิ่งที่มาจุดประกายให้ผลิตภัณฑ์ชุมชนก๊อหลวงก๊อซาว เป็นที่รู้จักและเป็นที่ต้องการอย่างแพร่หลาย ปฐมบทสำหรับ “ฮังแมว” แล้ว กลุ่มผู้สูงอายุผู้พิการ ก๊อหลวงก๊อซาว ได้แบบมาจาก พ่อบุญย้าย วังแปง ซึ่งอยู่บ้านก๊อหลวง หมู่ที่ 2 ตำบลทุ่งกล้วย อำเภอภูซาง จังหวัดพะเยา ซึ่งก็คือบิดาของ พระครูปุณณสถาพร รูปนี้ พ่อท่านเล่าว่า ได้พบฮังแมวนี้เป็นของพี่น้องชาวม้ง ซึ่งทิ้งไว้ที่กระท่อมทุ่งนา ซึ่งมันมีสภาพไม่สมบูรณ์เหมือนปัจจุบัน พ่อท่านเห็นว่าน่าสนใจจึงลอ
นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า “ปลานิล” เป็นปลาน้ำจืดที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยจากข้อมูลในปี 2559 มีปริมาณผลผลิตปลานิลจากการเพาะเลี้ยงถึง 176,463 ตัน มีการส่งออกปลานิลและผลิตภัณฑ์กว่า 7,975.4 ตัน คิดเป็นมูลค่า 598.5 ล้านบาท โดยส่งออกในรูปแบบของเนื้อปลานิลแปรรูปแช่แข็งและแช่เย็น ถึงร้อยละ 38.1 ซึ่งการแปรรูปดังกล่าวนี้ ทำให้เกิดเศษเหลือทิ้งจากหนัง เกล็ด ครีบ และก้างปลาปริมาณมากถึงร้อยละ 50-70 ของวัตถุดิบเริ่มต้นเลยทีเดียว กรมประมงจึงได้ศึกษาวิจัยเพื่อหาแนวทางในการนำเศษเหลือทิ้งเหล่านี้มาใช้ประโยชน์ โดยการผลิตเป็นคอลลาเจน ซึ่งเป็นทางเลือกใหม่ในการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า และเป็นการช่วยลดปัญหาขยะที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย นายปวเรศวร์ อินทุเศรษฐ นักวิชาการผลิตภัณฑ์อาหารชำนาญการพิเศษ กองวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีอุตสาหกรรมสัตว์น้ำ กรมประมง นักวิจัยผู้ศึกษาวิจัยเรื่อง “การสกัดคอลลาเจนที่ละลายในกรดจากหนังปลานิล” กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันเศษเหลือทิ้งจากการแปรรูปสัตว์น้ำส่วนใหญ่ถูกใช้ในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์และการทำปุ๋ย ซึ่งนับว่ามีมูลค่าค่อนข้างต่ำ จึงมีแนวคิดที่จะนำเ
