Video Content
ต.โพนงาม อ.กมลาไสย จ.กาฬสินธุ์ เกษตรกรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนาเป็นหลักมีการปลูกข้าวปีละ 2 ครั้ง (นาปี และ นาปรัง) และมีการปลูกพืชผักหลากหลายชนิด โดยเฉพาะเกษตรกรในพื้นที่บ้านธนบุรีที่มีการปลูกพืชผักตามภูมิปัญญาของท้องถิ่น จากที่ต่างคนต่างปลูกตามวิถีชีวิตดั้งเดิมเริ่มมีการรวมกลุ่มกันปลูกผักในแปลงรวมบนที่ดินราชพัสดุ พื้นที่ 6 ไร่ โดยได้รับการสนับสนุนให้ไปศึกษาดูงาน กลุ่มปลูกผักที่ประสบความสำเร็จในหลายพื้นที่ การเปิดรับข้อมูลจากการศึกษาดูงาน ความรู้ในการปลูกผักปลอดภัยจากหน่วยงานภาคีและการเชื่อมโยงตลาดเข้ามายังกลุ่มจากการสนับสนุนจากปิดทองหลังพระฯ ทำให้วันนี้ “วิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้ปลูกผักปลอดภัยบ้านธนบุรี” สามารถผลิตผักปลอดสารมากกว่า 25 ชนิด ที่ได้มาตรฐานจีเอพีภายใต้ชื่อ “ผักสดแก้มลิงหนองเลิงเปือย” ที่ส่งออกไปจำหน่ายได้ทั้ง แมคโคร บิ้กซี และโรงพยาบาลกมลาไสย การปลูกผักแปลงรวมที่ร่วมกันบริหารจัดการ นอกจากความรัก ความสามัคคีที่เกิดขึ้นในชุมชนยังทำให้กลุ่มมีประสบการณ์ เกิดการเรียนรู้เรื่องการปรับปรุงบำรุงดิน การเพาะกล้า ทำปุ๋ยและสารชีวภาพเพื่อกำจัดโรคและแมลงเอง เพื่อลดต้นทุน และด้วยกา
จากปัญหาการผลิตข้าวที่ไม่ได้คุณภาพ สู่การรวมกลุ่มผลิต ดันราคาข้าวได้ถึงตันละ 100,000 บาท
อำเภอปากท่อ เป็น 1 ใน 3 อำเภอ ของจังหวัดราชบุรี ที่ไม่มีระบบชลประทาน เมื่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ครั้งดำรงพระอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินอำเภอปากท่อ นับเป็นปีที่ชาวบ้าน ตำบลยางหัก ดีใจมาก ที่พระองค์มีพระราชดำริให้กรมชลประทานก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ 6 อ่าง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นการพลิกชีวิตชาวบ้านที่นี่ จากเมื่อก่อนทำการเกษตรกันช่วงฤดูฝน ขาดแคลนแหล่งน้ำ แต่หลังจากมีอ่างเก็บน้ำพระราชทาน ชาวบ้านที่นี่ก็มีรายได้ดีขึ้น
ผู้เลี้ยงโคบ้านหนองขาม ต.หนองขาม อ.คอนสวรรค์ จ.ชัยภูมิ รวมกลุ่มพัฒนการเลี้ยง “โคไล่ทุ่ง” สู่การเลี้ยง “โคขุน” ระบบมาตรฐานระดับสากล
“เกษตรพอเพียง ปลูกทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่เราปลูก มีกินมีใช้แน่นอน ผักนิด ผักหน่อย ก็ขายได้ ขายได้หมดเลยนะ ทำนิดเดียวยังขายได้เป็นเงินเป็นทอง พอค่ากับข้าว ทุกวันๆ มีออกทุกวัน แล้วได้ค่ากับข้าวทุกวัน ไม่ต้องชักเนื้อเลย” .
ปัญหาปัญหาน้ำท่วมในฤดูน้ำหลาก พื้นที่การเกษตรขาดน้ำในช่วงฤดูแล้ง คือปัญหาหลักที่ชาวบ้านวังกุ่ม ต.บางระกำ อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก ต้องเผชิญ แบบที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ พื้นที่เกือบ 3,300 ไร่ เป็นที่ลุ่มแอ่งเหมือนก้นกระทะ ตั้งติดใกล้กับแม่น้ำยมส่งผลให้ในช่วงฤดูฝน (น้ำหลาก) น้ำเกิดหนุนเข้าท่วมบ้านเรือนและพื้นที่การเกษตรเกือบทุกปี ความพยายามแก้ไขปัญหา เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ยังไม่สามารถช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรและชาวบ้านวังกุ่มได้ จนกระทั่งการสานพลังความร่วมมือ ของชาวบ้านและหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ โดยการน้อมนำยึดแนวเศรษฐกิจพอเพียงในการดำรงชีวิต ปัจจัยในการพัฒนาชุมชนเกิดความเข้มแข็ง จนสามารถยืนหยัดได้ด้วยตัวเอง เริ่มต้นจากการลดรายจ่ายในครัวเรือน สนับสนุนให้ปลูกผักและผลไม้ไว้บริโภค เหลือจึงนำไปจำหน่าย เป็นการสร้างรายได้เสริมที่เข้ามาช่วยสนับสนุนให้เกิดการออมเงิน นำมาพัฒนาความรู้ในด้านการประกอบอาชีพและรณรงค์ให้เกิดการทำปุ๋ยชีวภาพใช้ในชุมชนเอง ความสำเร็จที่เกิดขึ้น เกิดจากการรู้ปัญหาของคนในชุมชนอย่างแท้จริง ทำให้การแก้ไขปัญหาได้รวดเร็วและตรงจุด จนปัจจุบันบ้านวังกุ่มกลายเป็น “หม
