พืชทำเงิน
พูดถึงผลไม้ ชื่อต้นๆ ที่ผมนึกถึงคือ ฝรั่ง มะละกอ กล้วย เพราะเป็นไม้ผลที่ใช้เวลาปลูกไม่นาน เพียงไม่ถึงปีก็ได้ผลผลิต ตลาดให้การตอบรับที่ดี ผู้บริโภครู้จักและได้ผลผลิตต่อเนื่อง ปลูกครั้งเดียวดูแลดีๆ ก็ให้ผลผลิตได้นาน มีมูลค่าการตลาดที่เพิ่มขึ้นเสมอ ผมเองก็เคยนำเสนอสวนของเพื่อนๆ มาให้ได้รู้จักกันหลายสวน แต่ละสวนก็มีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกัน ผลผลิตหลากหลายสายพันธุ์ การจัดการแต่ละสวนก็มีทั้งเหมือนและต่างกัน ปัจจุบัน สวนเหล่านั้นก็ยังคงเดินหน้าผลิตผลและกิ่งพันธุ์จำหน่ายอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังช่วยเป็นที่ปรึกษาให้มือใหม่ได้หัดปลูก จนประสบผลสำเร็จกันมากมาย เริ่มปลูก ผมรู้จักน้องอีกคน พยายามทบทวนว่ามาเจอกันในสายนี้ได้อย่างไร วันหนึ่งผมตามหาท่อนไม้หลุมพอ เพื่อนำมาเป็นตัวอย่างให้คนอื่นๆ ได้เห็นในการชวนคนปลูกต้นไม้ให้กลายเป็นป่า เพราะไม้หลุมพอส่วนมากจะเจอทางใต้เท่านั้น ชำจนรากเต็มแบบนี้ และก็ไปเจอคนนี้ คุณจิรศักดิ์ โคจีจุล หรือนามเรียกขานในแวดวงเกษตรว่า เชน เบอร์โทร. (081) 397-3513 หนุ่มราชภัฏ สาขาวิชาเครื่องกล จบมาแล้วก็มาเดินหน้าในงานที่พ่อสร้างไว้นั่นคือขายไม้แปรรูปต่างๆ ประกอบกับมีพื้นที่ว่างอยู่
เดิมทีการเรียนรู้เรื่องของพืชพรรณ อาจจะช้าแต่ก็สนุกสนาน ยกตัวอย่างก่อนหน้านี้มี “ชมรมรักษ์กล้วย” จุดกำเนิดมาจาก คุณสมรรถชัย ฉัตราคม อดีตข้าราชการกรมส่งเสริมการเกษตร ปัจจุบันเกษียณจากราชการแล้ว สมาชิกมีการพบปะกัน แลกเปลี่ยนข้อมูลไปจนถึงต้นพันธุ์ ถึงแม้สมาชิกชมรมจะแยกย้าย แต่ก็ได้ให้สิ่งดีๆ ไว้กับวงการมากมาย โดยเฉพาะพันธุ์กล้วย พบว่ามีมากกว่า 200 พันธุ์ ในยุคดิจิตอล การเรียนรู้เรื่องของพืชพรรณทำได้เร็ว มีการตั้งกลุ่มในรูปแบบของเพจ เฟซบุ๊ก และไลน์ แยกเป็นพืชแต่ละตัวชัดเจน เช่น กลุ่มอนุรักษ์ทุเรียน กลุ่มไม้โตเร็ว กลุ่มเกษตรพอเพียง กลุ่มผู้ผลิตมะม่วง นอกจากข้อมูลข่าวสารแล้ว พันธุ์พืชกระจายตัวเร็วมาก เพราะระบบการขนส่งทั่วถึง อย่างเกษตรกรที่เชียงใหม่ อยากได้ยอดมะม่วงจากนนทบุรีไปเปลี่ยนพันธุ์ เพียง 2 วันก็ทำได้แล้ว การซื้อการขายก็สะดวกกว่าเก่าก่อนมากๆ กลุ่ม Western bamboo park ก่อตั้งขึ้นมา โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่จังหวัดกาญจนบุรี สาเหตุที่ใช้จังหวัดนี้เป็นศูนย์กลางนั้น จังหวัดกาญจนบุรี มีชื่อเสียงเรื่องไผ่มานาน ที่นี่มีการตัดลำไผ่มาอบส่งต่างประเทศ ชนิดและพันธุ์ไผ่หายากก็มีไม่น้อย ยกตัวอย่าง ไผ่ม
“เดิมนั้นทำงานรับจ้างอยู่กรุงเทพฯ ตั้งแต่ปี 2531 จนถึงปี 2552 ช่วงที่อยู่กรุงเทพฯ จะใช้เวลาว่างในช่วงวันหยุดไปอบรมความรู้เรื่องการเกษตร ไปทั่วทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด อย่าง อยุธยา อ่างทอง ลพบุรี ไปหมด เพราะเรามีใจรักและมีความฝันว่า วันหนึ่งต้องกลับบ้านเกิด สร้างรายได้ด้วยการทำเกษตร” นางผ่องพรรณ พินิตปวงชน อยู่บ้านเลขที่ 53 หมู่ที่ 10 ตำบลน้ำเลา อำเภอร้องกวาง จังหวัดแพร่ โทรศัพท์ 087-108-3482 เป็นหนึ่งในเกษตรกรของอำเภอร้องกวาง จังหวัดแพร่ ที่ได้รับเอกสารสิทธิจากสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม หรือ ส.ป.ก. ในเนื้อที่ 30 ไร่ กล่าวถึงสิ่งที่เป็นความฝันของชีวิตเมื่อครั้งอดีต “พอปี 2553 ได้ตัดสินใจกลับบ้านเกิด แม้อยู่กรุงเทพฯ จะมีเงินเดือนเข้ามาให้เราใช้ทุกเดือน แต่ตอนนั้นรู้สึกว่า ที่นี่ไม่ใช่ที่ของเรา กลับบ้านดีกว่า ปล่อยให้สามีอยู่กรุงเทพฯ คนเดียว เรากลับบ้านมาก็ใช้พื้นที่เท่าที่มีอยู่ในบ้านทำเกษตรเล็กๆ น้อยๆ อย่างทำนา ปลูกไผ่ ปลูกผักขาย ให้มีรายได้พอเลี้ยงตัวได้ และจุดที่ทำให้ชีวิตเปลี่ยนเลย คือ พ.ศ. 2555 ส.ป.ก. ได้คัดเลือกให้รับเอกสารสิทธิจากทางที่ดินทำกิน จำนวน 7 แปล
คุณสนธิยา ละอองกุล เดิมเป็นคนจังหวัดนครศรีธรรมราช คุณพ่อเป็นครู เนื่องจากคุณพ่อจบมาทางด้านการเกษตรจึงทำการเกษตรควบคู่กับการเป็นครู เมื่อตอนเด็ก ๆ คุณสนธิยาชอบช่วยคุณพ่อทำสวนผลไม้ จึงคุ้นเคยและซึมซับเรื่องการทำสวนผลไม้ตั้งแต่ยังเป็นนักเรียน แต่คุณพ่อส่งคุณสนธิยาเข้าไปศึกษาที่กรุงเทพฯ จนจบปริญญาตรีคณะบัญชี และได้ทำงานที่ธนาคารกรุงเทพ ชีวิตผกผันมาเป็นเกษตรกร คุณสนธิยา ได้สมรสกับ ร.ต.อ.มนัส ละอองกุล และย้ายติดตามสามีมารับราชการที่จังหวัดสงขลา จึงย้ายติดตามสามีมาอยู่ที่ จ.สงขลา และได้มาทำงานที่ธนาคารกรุงเทพ สาขาห้าแยกสะพานติณสูลานนท์ เมื่อมีเวลาว่างจากงานก็กลับไปดูแลสวนที่ จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นมรดกตกทอดของเธอ และมีความสุขเมื่อเห็นผลผลิต คุณสนธิยา มีความฝันมาแต่เด็กแล้วว่า ถ้ามีโอกาสจะหาซื้อที่ดินที่ จ.สงขลา ทำการเกษตร ในปี 2558 คุณสนธิยา เริ่มมองหาที่ดินที่จะเริ่มปูทางไปประกอบอาชีพการเกษตรตามที่หวังไว้ แต่ยังทำงานอยู่ที่ธนาคารกรุงเทพ จ.สงขลา เธอซื้อที่ดินที่เป็นที่นาจำนวน 9 ไร่ 2 งาน ที่ ต.ม่วงงาม อ.สิงหนคร จ.สงขลา เนื่องจากที่ดินที่ซื้อมาเป็นที่นา จึงทดลองปลูกข้าวไปก่อน เนื่องจากไม่มีปร
ประชาชนชาวจังหวัดพะเยาต่างได้รับผลกระทบจากโรคโควิด-19 จนไม่สามารถประกอบกิจการและทำงานอะไรนอกพื้นที่บ้านได้ ทำให้ชาวบ้านหันมาทำการเกษตร แบบเศรษฐกิจพอเพียง พออยู่ พอกิน พอขาย สร้างรายได้ให้กับครอบครัว แทนการออกไปทำงานนอกบ้าน โดยทำสวน สร้างงาน สร้างเงิน แบบพอเพียง ไร้ปัญหาเรื่องผลกระทบการว่างงานจากโรคโควิด-19 ด้วย โดย คุณสราวุฒิ พิกุล อายุ 46 ปี บ้านเลขที่ 12 หมู่ที่ 14 บ้านสันขะเจ๊าะ ตำบลท่าวังทอง อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา เป็นผู้ใหญ่บ้าน บ้านสันขะเจ๊าะ ได้ทำการเกษตรพอเพียงแบบผสมผสานโดยการใช้พื้นที่ของตนเองจำนวน 3 ไร่ ทำเป็นสวนพิกุล ปลูกบ้านหลังเล็กๆ ไว้อาศัยพักผ่อน และทำการเกษตรพอเพียงแบบผสมผสาน ปลูกกล้วยตามริมรั้ว มะละกอ ปลูกผักสวนครัว เลี้ยงเป็ด ห่าน ไก่งวง ไก่พันธุ์พื้นเมือง และทำปุ๋ยน้ำหมักไว้ใช้เอง ทำบัญชีครัวเรือน ควบคุมรายรับ-รายจ่ายทุกๆ เดือน อยู่อย่างมีความสุขบนพื้นฐานความพอเพียง โดยจะนำผลผลิตทั้งผักทั้งไข่ไปขายในตลาดชุมชนของหมู่บ้านทั้งตอนเช้าและตอนเย็น สร้างรายได้ให้กับครอบครัวทุกวัน วันละ 300-400 บาท คุณสราวุฒิ กล่าวว่า ตนเองเป็นผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 14 บ้านสันขะเจ๊าะ ตำบลท่าวังท
“กล้วยไข่ต้นเตี้ย” พัฒนาจาก กล้วยไข่ GI กำแพงเพชร ผลทดลองสำเร็จ โดย วว. “ดร. กุศล เอี่ยมทรัพย์” ตัดปัญหากวนใจ กล้วยไข่หักล้ม จากลมพายุ บนโลกใบนี้ไม่มีอะไรแน่นอน โดยเฉพาะภัยที่เกิดจากธรรมชาติ ทั้งทางตรงและทางอ้อมที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้ ไม่ว่าจะเป็นภัยจากลมพายุ หรือภัยเกิดจากอุทกภัย ล้วนสร้างความเสียหายอย่างหนักหนาให้กับเกษตรกรผู้ปลูกกล้วยไข่ในพื้นที่จังหวัดกำแพงเพชร ย้อนไป ในปี 2554 เกษตรกรผู้ปลูกกล้วยไข่ในหลายพื้นที่ของจังหวัดกำแพงเพชร ได้รับผลกระทบจากลมพายุหลายลูก และอุทกภัย น้ำท่วมในห้วงเวลาเดียวกัน สร้างความเสียหายอย่างสาหัสสากรรจ์ ครั้งนั้นผู้เขียนได้ออกพื้นที่สำรวจไปพร้อมๆ กับท่านเกษตรอำเภอเมืองกำแพงเพชร คุณคำปริว จันทร์ประทักษ์ (ปัจจุบัน เกษียณอายุราชการแล้ว) สิ่งที่พบเห็นกล้วยไข่ของเกษตรกรล้มระเนระนาดราบเป็นหน้ากลอง ให้รู้สึกหดหู่ใจ ในหลายพื้นที่ของจังหวัดกำแพงเพชร ไม่ว่าจะเป็นในเขตอำเภอเมือง โกสัมพีนคร คลองขลุง คลองลาน เป็นต้น ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการปลูกกล้วยไข่มากที่สุดของจังหวัด ปัญหาที่เกิดจากลมพายุดังกล่าว ทำให้เกษตรกรผู้ปลูกกล้วยไข่ของจังหวัดกำแพงเพชรเกิดความท้อแท้ และล
การทำเกษตรแบบผสมผสาน หรือไร่นาสวนผสม ไม่มีคำจำกัดความ ไม่มีกติกาหรือกฎตายตัว ว่าต้องเป็นพืชชนิดใด เลี้ยงสัตว์ชนิดใด ทั้งนี้ เพราะแต่ละพื้นที่และท้องถิ่นมีสภาพทางธรรมชาติที่แตกต่างกัน เพียงแต่การผสมผสานนี้ขอให้ยึดหลัก สร้างความร่มรื่น แล้วให้พืชหลายชนิดที่ปลูกอยู่ในพื้นที่เดียวกันมีการเกื้อกูลกันทางธรรมชาติให้มากที่สุด และสำคัญที่สุดคือผู้ปลูกต้องได้ประโยชน์มากที่สุด แล้วยังสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนด้วยเช่นกัน คุณจินดา ฟั่นคำอ้าย อยู่บ้านเลขที่ 43 หมู่ที่ 2 ตำบลผาปัง อำเภอแม่พริก จังหวัดลำปาง อดีตศึกษานิเทศก์ จังหวัดลำปาง เป็นอีกท่านหนึ่งที่สนใจการทำเกษตรผสมผสาน แล้วตั้งใจเดินตามแนวทางนี้ในบั้นปลายชีวิต จึงวางแผนล่วงหน้าก่อนจะเกษียณอายุราชการเมื่อปี 2558 ที่ผ่านมา อดีตศึกษานิเทศก์ท่านนี้ให้เหตุผลที่เลือกแนวทางการทำเกษตรกรรมแบบผสมผสาน เนื่องจากสมัยที่รับราชการได้มีโอกาสเดินทางไปดูงาน ตลอดจนศึกษาหาความรู้ด้านการทำเกษตรหลายแห่ง หลายด้าน ล้วนพบว่าการทำเกษตรกรรมแบบปลูกพืชเชิงเดี่ยวจะเกิดความเสี่ยงต่อความเสียหายมาก เพราะรายได้ของการมีชีวิตแบบชาวไร่ ชาวนา ส่วนใหญ่เกิดจากการทำเกษตรกรรม แ
ฟักแม้ว หรือ ชาโยเต้ (Chayote) เป็นไม้มีลักษณะเถาเลื้อย สามารถเจริญเติบโตข้ามปีได้ ซึ่งลักษณะของลำต้น ใบ ยอด และมือจับ คล้ายแตงกวาผสมฟักเขียว ระบบรากเป็นระบบที่สมบูรณ์ขนาดใหญ่ ลำต้นเป็นเหลี่ยม เจริญเติบโตเป็นเถายาว 15-30 ฟุต โดยใบมีขอบลักษณะเป็นเหลี่ยม 3-5 เหลี่ยม ยาว 8-15 เซนติเมตร ดอกของฟักแม้วมีสีขาวปนเขียว ดอกเกิดที่บริเวณข้อระหว่างต้นกับก้านใบ เป็นลักษณะดอกช่อ (Inflorescence) ดอกของไม้ชนิดนี้เป็นดอกที่ไม่สมบูรณ์เพศ คือ ดอกเพศผู้และเพศเมียอยู่คนละดอกกัน แต่อยู่ในต้นเดียวกัน เมื่อเจริญเติบโตจนให้ผลแล้วจะมีลักษณะเป็นผลเดี่ยว ลักษณะทรงกลมยาวสีเขียวอ่อน รูปร่างคล้ายลูกแพร์ มีขนาดยาว 7-20 เซนติเมตร กว้าง 5-15 เซนติเมตร น้ำหนักผลเฉลี่ย 200-400 กรัม โดยทั่วไปแล้วฟักแม้วสามารถนำมาประกอบอาหารได้หลากหลาย โดยนิยมใช้ทั้ง ผล ใบ และราก แต่สำหรับประเทศไทยนิยมรับประทานยอดเสียมากกว่า โดยนำมาผัดกับน้ำมันหอย หรือจะลวกรับประทานคู่กับน้ำพริกก็อร่อยลงตัว จึงเป็นพืชที่เป็นที่ต้องการของตลาด คุณทศพร เขมาชะ อยู่บ้านเลขที่ 11 หมู่ที่ 6 ตำบลบ้านปง อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นสาววัย 26 ปี ที่มีหัวใจรักงานเ
ผักหวานป่า ถือเป็นผักพื้นบ้านอีกชนิดที่มีคุณค่าทางอาหารสูง นอกจากรสชาติที่อร่อย ยังเป็นพืชพันธุ์ที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ สามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกเป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงต้นฤดูที่ราคาจำหน่ายจะสูงมาก ทั้งนี้ มีเคล็ดลับการปลูกผักหวานป่า ที่จะทำให้รอดตายและเจริญเติบโตเร็ว คือเริ่มจากการเตรียมหลุมปลูกและปรับปรุงดินปลูกให้ร่วนซุย นอกจากนี้ยังเตรียมต้นกล้าที่สมบูรณ์และกรีดถุงต้นกล้าลงหลุม ระวังอย่าให้ตุ้มดินแตกและแปลงปลูกต้องมีพืชร่มเงาให้แสงแดดรำไร รวมถึงในช่วงแล้งปีที่ 1 และ 2 อย่าให้ต้นผักหวานป่าขาดน้ำและร่มเงา โดยเมื่อพ้นแล้งปีที่ 2 จะสังเกตเห็นต้นผักหวานป่าเติบโตได้เร็ว การปลูก จะเริ่มเตรียมหลุมปลูกในช่วงเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม ขุดหลุม ขนาด 30x30x30 เซนติเมตร ผสมวัสดุปลูกโดยใช้ดิน ปุ๋ยคอก แกลบดิบ ที่ย่อยสลายแล้ว อัตราส่วน 1:1:1 ผสมคลุกเคล้าให้เข้ากันแล้วกลบลงในหลุมปลูก การเตรียมวัสดุปลูกที่ดีจะทำให้ต้นผักหวานป่าเจริญเติบโตได้เร็ว ระยะปลูกสามารถปลูกได้หลายระยะ ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ปลูก ได้ตั้งแต่ 1×1 เมตร หรือ 1.5×1.5 เมตร ซึ่งเป็นการปลูกระยะชิดเพ
ฝรั่ง ผลไม้พื้นบ้านที่รู้จักกันมาช้านาน ฝรั่งเป็นไม้ผลเมืองร้อนขนาดกลาง เจริญเติบโตได้ทุกพื้นที่ พบได้ทั่วไปในประเทศไทย มีการทำสวนฝรั่งกันมาก แต่การปลูกฝรั่งในโรงเรือนเป็นเรื่องฉีกแนวจากการทำการเกษตรกรรมทั่วไปและเป็นสิ่งที่ไม่มีใครจะทำกัน เพราะฝรั่งไม่ใช่พืชที่ต้องดูแลอย่างใกล้ชิดอยู่ตลอดเหมือนกับพืชบางชนิดที่นิยมปลูกกันในโรงเรือน ในไต้หวันแหล่งผลิตฝรั่งพันธุ์ดีก็ไม่ได้ปลูกฝรั่งในโรงเรือน ไม้ผลที่มีปลูกในโรงเรือนตามที่เราเคยทราบกันคือ การปลูกมะม่วงในโรงเรือนของญี่ปุ่น เนื่องจากต้องการควบคุมอุณหภูมิ ส่วนฝรั่งไม่มีความจำเป็นต้องปลูกในโรงเรือน มีเหตุผลอะไรจึงต้องมาปลูกฝรั่งในโรงเรือนที่ประเทศไทยด้วย เป็นการคิดสวนทาง ทำในสิ่งที่คนส่วนใหญ่เขาไม่ทำกัน ชาวสวนฝรั่งได้ยินคงหัวร่อกันท้องคัดท้องแข็งกับเรื่องตลกแบบนี้ บอกว่าเป็นบ้ากันไปแล้วก็ได้ การปลูกฝรั่งในโรงเรือน ชาวสวนฝรั่งในบ้านเราเขาไม่ทำกัน และจะต้องใช้เงินทุนสูง เสียเงินไปเปล่าๆ ไม่คุ้มกันแน่นอน ฝรั่งไม่ใช่พืชที่ทำเงินให้มากมายจนต้องสร้างโรงเรือนไว้ปลูก เรื่องการปลูกฝรั่งในโรงเรือนนี้มีความเป็นมาอย่างไร ต้องสอบถาม คุณปิยะ วงศ์จันทร์ แห่ง
