ในวันที่เส้นทางชีวิตหลังเรียนจบไม่ได้เป็นอย่างที่หวัง หลายคนอาจเลือกเดินต่อไปข้างหน้าเพื่อหาคำตอบใหม่ แต่สำหรับ คุณแม็ก-กิตติวัฒก์ วัฒกกิตติวงศ์ การหยุดทบทวนและกลับบ้านคือคำตอบที่ใช่ที่สุด เพราะการทำงานในหลายบริษัทไม่อาจเติมเต็มความรู้สึกภายในได้ จึงเลือกกลับมายังบ้านเกิดและเริ่มต้นชีวิตอีกครั้งกับ “งานเกษตร” ที่คุ้นเคยมาตั้งแต่วัยเด็ก เส้นทางที่ไม่เคยอยู่ในแผน แต่กลับเป็นหนทางที่พาไปพบความหมายของงานที่รักอย่างแท้จริง

เมื่อชีวิตไม่ใช่อย่างที่คิด
กลับบ้านสร้างคุณค่ากาแฟ
หลังจากเรียนจบจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ คุณแม็ก เล่าให้ฟัง เคยออกไปลองสมัครงานและทำงานกับหลายบริษัท ด้วยความหวังว่าจะเจอเส้นทางที่ใช่ แต่เมื่อได้ลองทำกลับรู้สึกว่ายังไม่ตอบโจทย์ชีวิต จึงตัดสินใจกลับบ้านและตั้งใจเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยการทำเกษตร
ครอบครัวของคุณแม็กปลูกกาแฟไว้บริเวณพื้นที่ว่างใกล้บ้าน ซึ่งเดิมทีปลูกเพื่อขายส่งให้พ่อค้าเท่านั้น แต่นั่นกลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความคิดสำคัญที่ทำให้เส้นทางชีวิตเปลี่ยนไปความคิดที่ว่าถ้านำกาแฟมาคั่วเอง จะเพิ่มมูลค่าได้หรือไม่

“จากความสงสัยเล็กๆ ผมขอเมล็ดกาแฟจากตาเพื่อนำมาลองคั่วด้วยตัวเอง ช่วงแรกเป็นการลองผิดลองถูกแบบเต็มตัว เมล็ดกาแฟถูกนำมาคั่วไปจนหมดกว่า 100 กิโลกรัม กว่าจะหาวิธีคั่วที่ลงตัว ทั้งเรื่องไฟ ระยะเวลา และจังหวะการคน แต่ทุกครั้งที่เมล็ดเปลี่ยนสี ทุกเสียงแตกของเมล็ดกาแฟ คือประสบการณ์ที่ทำให้เขาเข้าใจในงานนี้ลึกขึ้น จนท้ายที่สุดกาแฟที่เคยเป็นเพียงผลผลิตสำหรับขายส่ง ก็สามารถเพิ่มมูลค่าและขายในราคาสูงขึ้น และขยายการปลูกมาเรื่อยๆ ครับ”
จากร่มไม้สู่กระสอบป่าน
เส้นทางกาแฟที่พิถีพิถันทุกขั้นตอน
การปลูกกาแฟอะราบิก้าสายพันธุ์คาติมอร์นั้น คุณแม็ก เล่าว่า ต้องปลูกในพื้นที่ที่มีความสูงไม่ต่ำกว่า 800 เมตรจากระดับน้ำทะเล ความลาดชันไม่เกิน 45 เปอร์เซ็นต์ และควรหันหน้าแปลงปลูกไปทางทิศตะวันออกกับทิศเหนือเพื่อเลี่ยงแดดบ่ายจัด กาแฟอะราบิก้าชอบอากาศที่เย็นสบาย อุณหภูมิอยู่ระหว่าง 15-28 องศา ความชื้นมากกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ และดินควรมี pH 5-6 เป็นดินที่ระบายน้ำได้ดี

การปลูกต้นกาแฟจะปลูกแบบใกล้ชิดธรรมชาติ ไม่จำเป็นต้องปรับพื้นที่ เพียงแต่เตรียมพื้นที่ใต้ต้นไม้เดิม โดยริดกิ่งบางส่วนเพื่อให้พอมีแสงลอดลงมา จากนั้นเลือกต้นกล้าที่มีใบ 6-8 คู่ อายุประมาณ 8 เดือนขึ้นไป ปลูกลงในหลุมขนาดประมาณ 50×50 เซนติเมตร รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอก โดยใช้ระยะปลูกที่เหมาะสมตามพื้นที่ ส่วนมากใช้ระยะห่างที่ 1.5×2 เมตร หรือ 2×2 เมตร ซึ่งช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการปลูกคือช่วงต้นฝนระหว่างพฤษภาคมถึงกรกฎาคม
“เมื่อปลูกแล้วช่วงต้นฝนประกอบกับมีไม้ร่มและฝนตกเฉลี่ยปีละประมาณ 1,500 มิลลิเมตร จะช่วยให้กาแฟไม่จำเป็นต้องให้น้ำเพิ่ม แต่หากช่วงไหนฝนขาดก็ต้องคอยเสริมบ้าง กาแฟจะเริ่มให้ผลผลิตในปีที่ 3 และนั่นคือช่วงเวลาที่ผลผลิตจะถูกนำเข้ากระบวนการแปรรูปต่อไป”

คุณแม็ก อธิบายว่า เมื่อผลผลิตให้เก็บเกี่ยวได้แล้ว หลังจากเก็บเมล็ดกาแฟต้องแยกเปลือกและเมล็ดออกภายใน 24 ชั่วโมง จากนั้นแช่น้ำเพื่อกำจัดเมือก 24-48 ชั่วโมง หากเมือกยังไม่หมดก็แช่เพิ่มอีก 24 ชั่วโมง เมื่อสะอาดแล้วจึงนำไปตากบนตะแกรงที่ยกสูง 50 เซนติเมตร ตากประมาณ 2-3 วันก่อนย้ายลงลานซีเมนต์ กระจายเมล็ดให้มีความหนาไม่เกิน 2 นิ้ว ตากต่ออีก 7-10 วัน จนความชื้นเหลือไม่เกิน 13 เปอร์เซ็นต์ สังเกตได้จากเปลือกกะลาที่แห้งกรอบและเมล็ดในที่แข็งแน่น ก่อนจะบรรจุในกระสอบป่าน วางบนพาเลทให้สูงจากพื้นประมาณ 15 เซนติเมตร และห่างผนังเพื่อรักษาคุณภาพ

คั่วอย่างพิถีพิถัน ชงอย่างตั้งใจ
รสชาติที่คำนวณแบบมืออาชีพ
หัวใจสำคัญของรสชาติกาแฟอยู่ที่การคั่ว คุณแม็กเลือกใช้วิธีด้วยเครื่องที่คำนวณทุกขั้นตอนมาเป็นอย่างดี หลังจากให้ความร้อนพอดี คุณแม็กจะคอยคนเมล็ดอย่างสม่ำเสมอ 5-10 นาทีจนเริ่มเป็นสีเหลือง เมื่อเมล็ดกาแฟค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลและเริ่มได้ยินเสียงแตกของเมล็ดคั่วจนได้ระดับที่ต้องการ จากนั้นเทเมล็ดลงในกระด้งรีดความร้อนออกให้เร็วที่สุด และผึ่งต่อในที่ร่มอย่างน้อย 1-2 ชั่วโมง ก่อนบรรจุใส่ถุงขาย วิธีทำทุกอย่างยังคงไว้ซึ่งความตั้งใจ ความประณีต

ในส่วนของการชงกาแฟเพื่อจำหน่าย คุณแม็กเลือกใช้การชงด้วย 2 วิธี คือ แอโร่เพลสและดริปคอฟฟี่ ใช้น้ำร้อนจากเตาถ่านที่เดือดจัดแต่พักไม่เกิน 40 วินาที ก่อนรินลงบนผงกาแฟอย่างช้าๆ เพื่อดึงรสชาติออกมาอย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งกาแฟร้อนจำหน่ายอยู่ที่แก้วละ 50 บาท และกาแฟเย็นราคา 60 บาท พร้อมท็อปฟองนมให้ตามลูกค้าต้องการ

โกโก้สร้างโอกาสใหม่
แปรรูปขายกิโลกรัมละ 800 บาท
เมื่อกาแฟเริ่มไปได้ดี สิ่งที่ตามมาคือการต่อยอดจากผลผลิตอื่นๆ ในสวน คุณแม็ก เล่าว่า หลังเรียนจบเขาได้นำต้นโกโก้เข้ามาปลูกและผลผลิตกลับออกมาดีมาก จึงเริ่มศึกษาเรียนรู้การแปรรูปอย่างจริงจัง จนสามารถพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์โกโก้ที่ขายได้ในปัจจุบัน กลายเป็นอีกหนึ่งรายได้ที่เติบโตควบคู่ไปกับกาแฟ
“ตอนที่ผมมาทำโกโก้แรกๆ การคั่วจะยากกว่ากาแฟหน่อย พอลองผิดลองถูกทำจนประสบผลสำเร็จ ช่วงนั้นผมก็เลยเป็นเหมือนกลางน้ำ โดยนำผลผลิตมาทำการคั่วแล้วส่งขาย ทำให้เกิดรายได้เพิ่มขึ้นจากจุดนี้”

ผลผลิตโกโก้ที่นำมาแปรรูป คุณแม็กจะรับซื้อมาจากเกษตรกรทางจังหวัดเลยทุก 2 เดือนครั้ง ครั้งละ 1-2 ตัน เพื่อนำมาหมักและคั่วเป็นเมล็ดแห้งสามารถจำหนายได้กิโลกรัมละ 200 บาท แต่ด้วยความที่เป็นคนไม่หยุดพัฒนา จึงต่อยอดทำเป็นโกโก้นิบส์ที่สามารถจำหน่ายได้ 650-800 บาทต่อกิโลกรัม
คุณแม็ก ย้ำทิ้งท้ายว่า การทำเกษตรสมัยใหม่ที่ตลาดมีการแข่งขันสูง การปรับตัวและเรียนรู้อย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะการขายออนไลน์ต้องอัปเดตและสร้างตัวตนให้เป็นที่รู้จักมากขึ้นก็จะช่วยให้สินค้าเป็นที่รู้จักในวงกว้าง

สำหรับท่านใดต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสอบถามได้ที่ คุณแม็ก-กิตติวัฒก์ วัฒกกิตติวงศ์ ฟาร์มตั้งอยู่หมู่ที่ 4 ตำบลแม่แรม อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ หมายเลขโทรศัพท์ 096-256-6696
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรก 9 ธันวาคม 2025
