ภายหลังกรมทรัพย์สินทางปัญญาเดินหน้าหนุนยกระดับ GI “หมอนทองจันท์” หวังสร้างมูลค่าตลาดเพิ่มขึ้นและโอกาสการค้าทุเรียนตลาดโลก หลังจากปี 2568 กรมทรัพย์สินทางปัญญาเดินหน้ายกระดับเศรษฐกิจชุมชนผ่านการขึ้นทะเบียนและคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรไทย โดยเฉพาะ “ทุเรียน” ราชาแห่งผลไม้ ที่มีอัตลักษณ์โดดเด่นแตกต่างกันตามแหล่งกำเนิด
โดยปัจจุบันมีทุเรียนไทยได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น GI 19 รายการ จาก 17 จังหวัดทั่วไทย สร้างมูลค่าการตลาดสูงถึง 68,000 ล้านบาท สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่อคุณภาพและมาตรฐานสินค้า GI ไทย
ส่งออกเกือบ 10 ปี ไม่ได้จด GI
ผศ.ดร.เดือนรุ่ง เบญจมาศ ที่ปรึกษาศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรมสินค้าเกษตรและอาหารภาคตะวันออก คณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี ในฐานะผู้จัดทำโครงการจัดทำคำขอสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ไทย (GI) สินค้าทุเรียน “หมอนทองจันท์” กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี ร่วมกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดจันทบุรี สำนักงานเกษตรจังหวัดจันทบุรี ตัวแทนภาครัฐและเอกชน ตลอดจนเกษตรกรเจ้าของสวนทุเรียนหมอนทองทั้ง 10 อำเภอ ร่วมประชุมชี้แจงแนวทางการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indication : GI) ทุเรียน GI
และร่วมแสดงความคิดเห็นให้ข้อมูลอัตลักษณ์หมอนทองจันท์ เพื่อให้เกิดการจดทะเบียนภายในปี 2569 ซึ่งชาวจันทบุรีทั้ง 10 อำเภอมีความเห็นตรงกันว่าให้การจดทะเบียน GI ใช้ชื่อ “หมอนทองจันท์”
หากย้อนกลับไปในปี 2562 จ.จันทบุรีได้จดทะเบียนทุเรียน GI ทุเรียนจันท์ 15 สายพันธุ์ แบ่งเป็น สายพันธุ์พื้นเมือง 5 สายพันธุ์ ได้แก่ พวงมณี นกหยิบ ทองลินจง นวลทองจันทร์ และพันธุ์กบสุวรรณ ส่วนสายพันธุ์ทางการค้า ได้แก่ จันทบุรี 1-10 แต่สายพันธุ์หมอนทองยังไม่ได้รับการจดทะเบียน เพราะเป็นสายพันธุ์ที่ปลูกกันทั่วไป แต่ปัจจุบันสถานการณ์ตลาดทุเรียนเปลี่ยนไป เกิดการแข่งขันเพื่อช่วงชิงตลาดผู้บริโภคสูงขึ้น จนล่าสุดปี 2569 ประเทศมาเลเซียได้จดทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ทุเรียนมูซังคิง ทำให้มาเลเซียมีสิทธิใช้ชื่อ “ทุเรียนมูซังคิง” ส่งออกแต่เพียงผู้เดียว
เสมือนเป็นแรงกระตุ้นให้หน่วยงานภาครัฐ เอกชน และเกษตรกรเจ้าของสวนจันทบุรี เห็นความสำคัญของทุเรียนหมอนทองและผลักดันการจดทะเบียน GI เพื่อปกป้องกรรมสิทธิ์ทุเรียนหมอนทองไทย เพราะเป็นสายพันธุ์ที่ได้รับความนิยมจากตลาดในประเทศและต่างประเทศกว่า 80% สร้างรายได้ให้ประเทศปีละหลายหมื่นล้านบาท และคาดว่าในปีนี้จะมีผลผลิตมากถึง 683,027 ตัน
กรมทรัพย์สินทางปัญญาจึงได้สนับสนุนโครงการจดทะเบียนเพื่อปกป้องทุเรียนไทย หวังยกระดับมูลค่าและสร้างรายได้ให้กับชุมชน สร้างความยั่งยืนกับวงการทุเรียนไทย ทั้งนี้ภายหลังการจดทะเบียนในไทยเรียบร้อยจะเตรียมแผนการจดทะเบียนในประเทศจีน ซึ่งเป็นตลาดสำคัญของไทยถึง 90% คาดว่าจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อทุเรียนไทยในฐานะ ‘ราชาผลไม้’ และเพิ่มช่องทางการทำตลาดในประเทศและต่างประเทศได้เพิ่มขึ้น อาทิ สหรัฐอเมริกา ยุโรป เป็นต้น

อัตลักษณ์หมอนทองจันท์
ผศ.ดร.เดือนรุ่ง กล่าวต่อว่า ยิ่งลงพื้นที่ศึกษายิ่งค้นพบเสน่ห์ของทุเรียนหมอนทองจันท์ เพราะลักษณะทางกายภาพที่เรียกว่า “ทรงสวย” คือ ทรงผลค่อนข้างกลมหรือทรงรี เปลือกสีเขียวอมน้ำตาลหรือสีน้ำตาลแห้ง พูเด่นชัด ปลายหนามคมแข็ง ลักษณะเนื้อมีความละเอียด เนียนนุ่ม เส้นใยน้อย เมื่อสัมผัสแล้วไม่แห้งหรือไม่แฉะติดมือแม้ในระยะสุกจัด สีของเนื้อจะต้องสีเหลืองเข้มสม่ำเสมอทั้งผล รสชาติหวานมันเข้มข้น มีค่าความหวานคงที่ระดับ 25-28% บริกซ์ (Brix) ที่สำคัญมีกลิ่นหอมละมุนไม่ฉุนจัด
เนื่องจากสภาพดินในจังหวัดมีลักษณะพิเศษ เพราะมีแร่บะซอลต์ ซึ่งเป็นแร่ธาตุสำคัญที่่ช่วยให้ผลไม้มีรสชาติดีกว่า นอกจากนี้ ยังมีแร่รัตนชาติ แร่ฟอสฟอรัส แมกนีเซียมสูง
และอยู่ในพื้นที่แนวเขาสำคัญ 4 ลูกล้อมรอบและกระจายออกมาครอบคลุมจังหวัด (เขาสระบาป เขาชะเมา เขาคิชฌกูฏ เขาสอยดาว) ทำให้แร่ธาตุในดินไหลมารวมกันก่อนลงทะเล จึงทำให้จันทบุรีถือเป็นแหล่งปลูกทุเรียนที่อุดมสมบูรณ์
ขณะที่สภาพอากาศจังหวัดมีความชื้นสัมพัทธ์สูง มีลมมรสุมสลับกับช่วงแล้งช่วยกระตุ้นการสะสมแป้งและน้ำตาลในระดับที่พอเหมาะ และที่สำคัญเกษตรกรจันทบุรีมีภูมิปัญญาในการคัดเลือกและดูแลทุเรียนอย่างประณีต ทำให้รักษามาตรฐานและคุณภาพได้สม่ำเสมอทุกฤดูกาล
ตั้งเป้าขึ้นทะเบียนในจีน
ผศ.ดร.เดือนรุ่ง กล่าวอีกว่า เมื่อจัดทำข้อมูลคำขอขึ้นทะเบียนทุเรียน GI หมอนทองจันท์และคู่มือการปฏิบัติของสมาชิกเสร็จสิ้นแล้ว จะมีการทำประชาพิจารณ์รับฟังความคิดเห็นอีกรอบ เพื่อยื่นจดทะเบียนกับกรมทรัพย์สินทางปัญญา คาดว่าปลายปี 2569 จะดำเนินการจดทะเบียนเสร็จสิ้น พร้อมยื่นรายชื่อเกษตรกรหรือกลุ่มที่สามารถรักษาคุณภาพสินค้า GI ประมาณ 60 ราย อย่างไรก็ตามคาดว่าในปีถัดไปจะมีสมาชิกยื่นรายชื่อเพิ่มเติมอีกกว่า 200 ราย
ในอนาคตกรมทรัพย์สินทางปัญญาจะยกระดับทุเรียน GI หมอนทองจันท์สู่ทุเรียนสากล โดยจะยื่นขอจดทะเบียน GI เฉพาะในสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อให้เกิดการคุ้มครองป้องกันการสวมสิทธิจากทุเรียนเพื่อนบ้าน รวมถึงให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตั้งแต่วัตถุดิบ แหล่งภูมิศาสตร์ กระบวนการผลิต และผู้ผลิตสินค้า ซึ่งในการตรวจประเมินจะต้องผ่านการวิเคราะห์มาตรฐานทางเคมีตามกำหนดมาตรฐานของต่างประเทศด้วย
ทางด้าน นายนนทพจน์ อิสสริยะกุล นักวิชาการพาณิชย์ชำนาญการพิเศษ กรมทรัพสินทางปัญญา กล่าวว่า ทางด้านกรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ให้ความสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความเชื่อมั่นด้านคุณภาพและแหล่งที่มาของสินค้าชุมชนผ่านระบบ GI จะร่วมมือกับภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องในการขับเคลื่อนแผนการยื่นจดทะเบียนทุเรียน “GI หมอนทองจันท์” สำหรับระยะเวลาขึ้นทะเบียนต้องใช้เวลาตรวจสอบประมาณ 4 เดือน หรือ 120 วัน และจัดทำประกาศให้คัดค้านภายใน 90 วัน จากนั้นจึงจะประกาศใช้ได้อย่างเป็นทางการ
ทั้งนี้การยื่นขอจดทะเบียนจะต้องมีการจัดทำระบบควบคุมสำหรับสินค้า GI เช่น คู่มือปฏิบัติงาน ทะเบียนผู้ผลิต การอนุญาตให้ใช้ โดยเฉพาะระบบการควบคุมภายใน (เกษตรกรผู้ผลิตจะถูกตรวจสอบ 2 ครั้งต่อปี ผู้ประกอบการแปรรูป 3-5 ครั้งต่อปี) และระบบการควบคุมภายนอก หรือผู้รับผิดชอบออกใบรับรอง (Certification Body : CB) (กลุ่มผู้ขอ 4 ครั้งต่อปี เกษตรกรผู้ผลิต 10% ต่อปี และผู้ประกอบการแปรรูป 1 ครั้งต่อปี)
ขณะที่ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ (วันที่ 31 มีนาคม 2569) ระบุว่า ปี 2569 กรมทรัพย์สินทางปัญญาเดินหน้าผลักดันสินค้าอัตลักษณ์ท้องถิ่นไทยเข้าสู่ระบบคุ้มครอง GI อย่างต่อเนื่อง โดยมีแผนขึ้นทะเบียน GI ไทยเพิ่มอีก 18 รายการ อาทิ ปลาสลิดบ้านแพ้ว (สมุทรสาคร) น้ำช่อดอกมะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว (สมุทรสาคร) น้ำตาลมะพร้าวแม่กลอง (สมุทรสงคราม) ส้มซ่าบ้านวังส้มซ่าพิษณุโลก เนื้อครามสกลนคร นมวาริช (สกลนคร) เป็นต้น และคาดว่าจะสามารถสร้างมูลค่าทางการตลาดเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 2,000 ล้านบาท ทั้งนี้คาดการณ์ว่าสิ้นปี 2569 นี้จะสามารถขึ้นทะเบียนสินค้า GI ไทยรวม 272 รายการ และสร้างมูลค่าทางการตลาดรวมกว่า 117,000 ล้านบาท
ทุเรียน “หมอนทองจันท์” นับเป็นสินค้าเกษตรกรรมที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น และมีชื่อเสียงทั้งในตลาดระดับประเทศและต่างประเทศ การผลักดันระบบ GI ครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการช่วยคุ้มครองสิทธิและภูมิปัญญาของชุมชน แต่ยังเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับเกษตรกร ซึ่งสอดรับกับนโยบายของรัฐบาลในการผลักดันสินค้าเกษตรไทยให้เติบโตต่อไป
ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ
