ท่ามกลางความท้าทายด้านสภาพภูมิอากาศ ความผันผวนทางเศรษฐกิจ ภูมิรัฐศาสตร์ และความไม่มั่นคงของห่วงโซ่อุปทานอาหารที่กำลังส่งผลกระทบต่อผู้คนทั่วโลก งาน Future Food System Conference and Show 2026 ได้กลายเป็นเวทีสำคัญที่รวบรวมผู้นำระดับโลกจากภาครัฐ ภาคเอกชน นักลงทุน สถาบันการเงินระหว่างประเทศ นักวิจัย และผู้กำหนดนโยบายเพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางใหม่ของ “ระบบอาหารแห่งอนาคต”
งานดังกล่าวจัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่าง Taste Bud Lab และ Bio Buddy และได้รับการรับรองให้เป็นหนึ่งในกิจกรรมคู่ขนานของการประชุมประจำปี IMF และ World Bank Group 2026 ภายใต้แนวคิด “Thailand’s New Horizon: Empowering People, Building Resilience” เวทีครั้งนี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า “ระบบอาหาร” ไม่ได้เป็นเพียงประเด็น ด้านการเกษตรอีกต่อไป หากแต่เป็นวาระสำคัญระดับโลกที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจ สุขภาพ พลังงาน สภาพภูมิอากาศ และความมั่นคงของมนุษยชาติในระยะยาว


ความสำเร็จและผลลัพธ์สำคัญจากการจัดงาน
Future Food System Conference and Show 2026 ได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมกว่า 300 คน จาก 12 ประเทศ โดยมาจากหลากหลายภาคส่วน ทั้งภาคเอกชน หน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา นักลงทุน สตาร์ทอัพ องค์กรระหว่างประเทศ และภาคสุขภาพ สะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตของระบบนิเวศด้านอาหารแห่งอนาคตทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก สัดส่วนผู้เข้าร่วมประกอบด้วย ภาคเอกชน 33% หน่วยงานภาครัฐ 13% สมาคมและองค์กรวิชาชีพ 13% สถาบันการศึกษาและ วิจัย 12% Startup และ Venture Capital 11% รวมถึงองค์กรระหว่างประเทศ สื่อ และหน่วยงานด้านสุขภาพ
ไฮไลต์สำคัญของงานประกอบด้วย 4 กิจกรรมหลัก ได้แก่
• Future Food Conference
• Investment Forum
• Tech Showcase
• Regenerative Networking
ภายในงานยังเกิดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) มากกว่า 40 คู่ธุรกิจ พร้อมมีการส่งมอบรายงานความร่วมมืออย่างเป็นทางการให้กับ TCEB จำนวน 48 คู่ธุรกิจ และสร้างมูลค่าทางธุรกิจเบื้องต้นกว่า 4 ล้านบาท ผลลัพธ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยในการก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางด้าน Future Food และ Food Innovation ของภูมิภาคเอเชีย ผ่านการเชื่อมโยงผู้เล่นสำคัญจากทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน นักลงทุน และนวัตกรจากทั่วโลกเข้าด้วยกันบนแพลตฟอร์มเดียว


หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของงานคือการประกาศความร่วมมือระหว่าง DLG (สมาคมเกษตรเยอรมัน) และ Taste Bud Lab เพื่อเชื่อมโยง Agritech เข้ากับ Foodtech ในระดับภูมิภาค พร้อมกันนี้ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (TCEB) ย้ำชัดว่ารัฐบาลไทยได้กำหนดให้นวัตกรรมอาหารเป็นวาระแห่งชาติโดยมุ่งเปลี่ยนประเทศจากฐานการผลิตแบบดั้งเดิมไปสู่ผู้นำด้าน วิทยาศาสตร์การอาหาร เกษตรกรรมยั่งยืน และโซลูชันอาหารมูลค่าสูง
ด้านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และสำนักงานนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) นำเสนอสิทธิประโยชน์สำคัญ ทั้งการยกเว้นภาษีนิติบุคคลสูงสุด 15 ปี สำหรับอุตสาหกรรม Future Food และ Bio-Refinery พร้อมโครงสร้างพื้นฐาน EEC Innovation ที่รองรับการพัฒนาจาก Lab Scale สู่ Commercial Scale
“Food security is one of the most urgent challenges of our time. Building resilience and sustainable food systems requires strong partnership — collaboration between DLG and Taste Bud Lab can help bridge Agritech and Foodtech in the best way.”
— Ms. Katharina Reen, Vice President & Board Member, DLG (เยอรมนี)
“Resilience is the New Efficiency” เมื่อโลกไม่สามารถพึ่งพาระบบอาหารแบบเดิมได้อีกต่อไป หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ได้รับการกล่าวถึงอย่างต่อเนื่องภายในงาน คือ ความเปราะบางของระบบอาหารโลกในปัจจุบัน ซึ่งถูกออกแบบขึ้นภายใต้แนวคิด “ประสิทธิภาพสูงและต้นทุนต่ำ” มาเป็นเวลานาน แต่กลับขาดความสามารถในการรับมือกับวิกฤตยุคใหม่ ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์ที่เพิ่มสูงขึ้น ตลอดจนปัญหาความมั่นคงทางโภชนาการ ล้วนเป็นแรงกดดันที่กำลังเร่งให้โลกต้อง “ออกแบบระบบอาหารใหม่”ผู้เข้าร่วมประชุมจากหลายภาคส่วนเห็นพ้องกันว่า อนาคตของระบบอาหารจะไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วย “ต้นทุนที่ต่ำที่สุด” เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ต้องตั้งอยู่บนความสามารถในการฟื้นตัว ความยั่งยืน และการเข้าถึงอาหารที่มีคุณภาพสำหรับประชากรโลกที่กำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง


พร้อมกันนี้ แนวโน้มของผู้บริโภคทั่วโลกที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพ อายุยืน และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ยังผลักดันให้อาหารฟังก์ชัน(Functional Foods) โภชนาการเฉพาะบุคคล และเทคโนโลยีอาหารแห่งอนาคต กลายเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั่วโลก
เมื่อ “อาหารแห่งอนาคต” ถูกถ่ายทอดผ่านรสชาติและนวัตกรรมจริง อีกหนึ่งไฮไลต์ภายในงานมีการจัดแสดงเมนูและนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคตจากบริษัทอาหารและสตาร์ทอัพชั้นนำ อาทิ Griffith Foods Limited ที่นำเสนอเมนู “Tofu Bar Duo” จากโปรตีนทางเลือกและวัตถุดิบจากพืช พร้อมเทคโนโลยี Freeze–Thaw Stability ที่ช่วยคงรสชาติและเนื้อสัมผัสของผลิตภัณฑ์
เมนูประกอบด้วย
• Vegetable-Mixed Tofu Bar เต้าหู้ผักรวมรสโชยุและงา พร้อมรสชาติอูมามิและเนื้อสัมผัสที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่
• Matcha Tofu Bar เต้าหู้รสมัทฉะเสิร์ฟคู่ถั่วแดงและคินาโกะ ถ่ายทอดแนวคิดโปรตีนจากพืชในรูปแบบของหวาน
ทั้งสองเมนูยังแสดงศักยภาพของเทคโนโลยี Freeze–Thaw Stability ที่ช่วยคงคุณภาพของรสชาติและเนื้อสัมผัส แม้ผ่านกระบวนการแช่แข็งและละลาย ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของการพัฒนาอาหารแห่งอนาคตในระดับอุตสาหกรรม
ขณะที่สตาร์ทอัพไทย Khum Ferm – สุขุมนุ่มลึก ได้นำเสนอแพลตฟอร์ม Smart Bioreactor ที่ใช้ AI ควบคุมกระบวนการหมักจุลินทรีย์ เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์โพรไบโอติกส์และอาหารเพื่อสุขภาพแห่งอนาคต การจัดแสดงภายในงานสะท้อนให้เห็นถึงทิศทางใหม่ของอุตสาหกรรมอาหาร ที่เทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ และความยั่งยืน กำลังถูกพัฒนาไปสู่การใช้งานจริงในระดับอุตสาหกรรมและผู้บริโภคมากขึ้น

ประเทศไทยกับบทบาทใหม่ในฐานะ “Food Innovation Hub” ของเอเชียภายในงาน หน่วยงานภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และพันธมิตรระดับนานาชาติ ได้ร่วมสะท้อนวิสัยทัศน์ของประเทศไทยในการเปลี่ยนผ่านจาก “ครัวของโลก” ไปสู่การเป็น “ศูนย์กลางนวัตกรรมอาหารแห่งเอเชีย”สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (TCEB) ระบุว่า รัฐบาลไทยกำหนดให้นวัตกรรมอาหารเป็นหนึ่งในวาระแห่งชาติโดยมุ่งสร้างระบบนิเวศที่เชื่อมโยงงานวิจัย เทคโนโลยี เงินทุน โครงสร้างพื้นฐาน และการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารมูลค่าสูงเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ
ในขณะเดียวกัน เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ยังได้รับการกล่าวถึงในฐานะกลไกสำคัญในการสนับสนุนอุตสาหกรรม Future Food ผ่านโครงสร้างพื้นฐานด้าน Bio-Manufacturing, Pilot Plant และมาตรการส่งเสริมการลงทุนสำหรับอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต
ผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายมองว่า ประเทศไทยมีศักยภาพในการก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางด้าน Food Biotechnology, Functional Ingredients และ Bio-Refinery ของภูมิภาคเอเชีย หากสามารถเชื่อมโยงนโยบาย เงินทุน และระบบนิเวศนวัตกรรมเข้าด้วยกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ช่องว่างทางการเงินของโลก และความสำคัญของ “Scale-Up Capital”
แม้นวัตกรรมด้านอาหารและเทคโนโลยีชีวภาพจะเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่หนึ่งในประเด็นที่ได้รับการกล่าวถึงมากที่สุดในเวที Investment Forum คือ “ช่องว่างทางการเงิน” สำหรับการเปลี่ยนผ่านระบบอาหารโลก ผู้แทนจากองค์กรการเงินระหว่างประเทศเปิดเผยว่า โลกยังขาดเงินทุนสำหรับการเปลี่ยนแปลงระบบอาหารมากกว่า 300,000–400,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ขณะที่สิ่งที่ขาดแคลนมากที่สุดในปัจจุบัน คือ เงินทุนสำหรับการขยายธุรกิจ หรือ “Scale-Up Capital” ซึ่งถือเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของสตาร์ทอัพและเทคโนโลยีอาหารจำนวนมากที่สามารถพัฒนานวัตกรรมได้สำเร็จในระดับห้องทดลอง แต่ยังไม่สามารถขยายสู่ระดับอุตสาหกรรมได้ ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ได้ประกาศความมุ่งมั่นในการสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงระบบอาหารในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ผ่านงบประมาณเกือบ 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ระหว่างปี 2022–2030 โดยครอบคลุมทั้งการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน การสนับสนุนสตาร์ทอัพ การเงินแบบผสมผสาน (Blended Finance) และเครื่องมือทางการเงินเพื่อลดความเสี่ยงในการลงทุนด้านเกษตรและอาหารแห่งอนาคต

อนาคตของระบบอาหาร จะถูกสร้างจาก “ความร่วมมือ”
หนึ่งในข้อความสำคัญที่สะท้อนตลอดการประชุม คือ “The future of food will not be built by one sector alone.” หลายองค์กรระหว่างประเทศได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นของโมเดลความร่วมมือแบบ Producer–Private–Public Partnership (4P) ซึ่งให้ความสำคัญกับเกษตรกรรายย่อยในฐานะผู้ผลิตอาหารหลักของโลก พร้อมผลักดันให้เกิดความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน นักลงทุน สถาบันการศึกษา และภาคประชาสังคม นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอในการจัดตั้ง Fast-track Regulatory Sandbox เพื่อเร่งกระบวนการอนุมัตินวัตกรรมอาหารใหม่ ๆ ให้สามารถเข้าสู่ตลาดได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ก้าวต่อไปของระบบอาหารโลก
Future Food System Conference and Show 2026 ไม่ได้เป็นเพียงเวทีสำหรับการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ หากแต่เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้าง “สถาปัตยกรรมใหม่” ของระบบอาหารโลก ที่เชื่อมโยงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี เงินทุน นโยบาย และความร่วมมือระหว่างประเทศเข้าด้วยกัน ภายใต้โลกที่กำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน งานครั้งนี้ได้ตอกย้ำ อย่างชัดเจนว่า “อนาคตของอาหาร” จะไม่ได้ถูกกำหนดด้วยกำลังการผลิตเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่จะขึ้นอยู่กับความสามารถของโลกในการสร้างระบบอาหารที่ยั่งยืน ยืดหยุ่น และครอบคลุมสำหรั บคนรุ่นต่อไปอย่างแท้จริง


