อากาศที่ร้อนขึ้น ฝนที่ตกไม่ตรงฤดู และภัยแล้งที่ยาวนานกว่าเดิม ไม่ใช่เรื่องของการคาดเดาอีกต่อไป เพราะวันนี้โลกกำลังใช้ข้อมูลจากอวกาศมาช่วยมองเห็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นล่วงหน้าหลายประเทศนำข้อมูลดาวเทียมมาวิเคราะห์สภาพภูมิอากาศเพื่อเตรียมรับมือ ขณะที่ประเทศไทยเองก็ใช้เทคโนโลยีเดียวกันในการเฝ้าระวังภัยแล้งและติดตามผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับภาคการเกษตร ก่อนที่ความเสียหายจะเกิดขึ้นจริงในแปลงของเกษตรกร
หนึ่งในหน่วยงานที่ทำงานอยู่เบื้องหลังข้อมูลเหล่านี้ คือ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA โดย คุณวรนุช จันทร์สุริย์ นักภูมิสารสนเทศชำนาญการพิเศษ อธิบายว่า การติดตามปรากฏการณ์เอลนีโญของไทย ไม่ได้อาศัยเพียงการพยากรณ์อากาศเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงข้อมูลจากหน่วยงานระดับโลกเข้ากับข้อมูลดาวเทียม เพื่อประเมินสถานการณ์และแจ้งเตือนให้ประชาชน โดยเฉพาะเกษตรกร เตรียมพร้อมรับมือได้ล่วงหน้า
คุณวรนุช เล่าว่า GISTDA อ้างอิงข้อมูลจาก NOAA (National Oceanic and Atmospheric Administration) หรือองค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นหน่วยงานที่หลายประเทศ รวมถึงกรมอุตุนิยมวิทยาของไทย ใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงในการติดตามการเกิดเอลนีโญและลานีญา

หัวใจสำคัญของการติดตามเอลนีโญ คือการวัดอุณหภูมิผิวน้ำทะเลผ่านดัชนี Oceanic Niño Index (ONI) หากอุณหภูมิสูงกว่าค่าเฉลี่ยอย่างต่อเนื่องประมาณ 1-2 องศาเซลเซียส หรือเฉลี่ยมากกว่า 1.5 องศาเซลเซียส ก็เป็นสัญญาณว่าปรากฏการณ์เอลนีโญกำลังก่อตัว และมีแนวโน้มส่งผลกระทบต่อสภาพอากาศทั่วโลก
“สมมุติว่าช่วงฤดูร้อนประเทศไทยคาดว่าจะมีอุณหภูมิ 36 องศาเซลเซียส หากเกิดเอลนีโญ ก็อาจทำให้อุณหภูมิสูงขึ้นอีกประมาณ 1.5 องศา กลายเป็นราว 37.5 องศา ซึ่งการคาดการณ์ของอุตุนิยมวิทยาโลกสามารถมองล่วงหน้าได้ถึง 1-2 ปี ทำให้เห็นแนวโน้มว่าหลายพื้นที่ของโลกจะเผชิญภัยแล้งมากกว่าปกติ”
ข้อมูลดาวเทียมชี้ ไทยเสี่ยงภัยแล้ง
จากเอลนีโญในหลายพื้นที่
อย่างไรก็ตาม การพยากรณ์เพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ GISTDA จึงนำข้อมูลจากดาวเทียมเข้ามาช่วยวิเคราะห์สถานการณ์จริงที่เกิดขึ้นบนพื้นโลก ทั้งอุณหภูมิ พื้นที่สีเขียว ความชื้น และการเจริญเติบโตของพืช ก่อนนำมาประมวลผลร่วมกับข้อมูลอุตุนิยมวิทยา
คุณวรนุช เล่าว่า ดาวเทียมที่ใช้ติดตามโลกในปัจจุบันมีเซ็นเซอร์ที่สามารถตรวจวัดค่าต่างๆ ได้ละเอียด ไม่ว่าจะเป็นการสะท้อนของแสง อุณหภูมิพื้นผิวโลก ความสมบูรณ์ของพืช หรือแม้แต่ข้อมูลจากดาวเทียมอุตุนิยมวิทยาแบบค้างฟ้า ซึ่งช่วยติดตามการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศได้อย่างต่อเนื่อง
“ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้เราคาดการณ์ได้ว่า พื้นที่ไหนมีโอกาสเกิดภัยแล้ง และผลที่ได้ก็ค่อนข้างสอดคล้องกับการคาดการณ์ของอุตุนิยมวิทยาโลก ที่ประเมินว่าการเกิดเอลนีโญครั้งนี้มีโอกาสเกิดแน่นอน ส่วนความรุนแรงประเมินไว้ประมาณ 62-63 เปอร์เซ็นต์”

เมื่อย้อนดูข้อมูลจากดาวเทียมตลอด 10 ปีที่ผ่านมา GISTDA พบว่า หากสถานการณ์ดำเนินไปตามที่คาดไว้ ความแห้งแล้งในช่วงปลายปี 2026 ต่อเนื่องถึงปี 2027 มีแนวโน้มใกล้เคียงกับช่วงปี 2019-2020 ซึ่งเป็นช่วงที่หลายพื้นที่ประสบปัญหาฝนทิ้งช่วงและปริมาณน้ำลดลงอย่างชัดเจน แต่หากเปรียบเทียบในระยะยาวมากกว่า 10 ปี ความรุนแรงอาจใกล้เคียงกับปี 2016 ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งปีที่ประเทศไทยเผชิญภัยแล้งครั้งใหญ่
แม้ภาพรวมจะบ่งชี้ว่าอากาศร้อนขึ้นและฝนลดลง แต่ผลกระทบก็ไม่ได้เกิดขึ้นเท่ากันทุกพื้นที่
“บางพื้นที่อุณหภูมิอาจเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 องศา ขณะที่บางพื้นที่เพิ่มประมาณ 1.5 องศา ความรุนแรงของแต่ละพื้นที่ไม่เท่ากัน และช่วงที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดก็คือฤดูร้อน รวมถึงพื้นที่ที่พืชผลยังไม่เก็บเกี่ยว”
“ข้อมูลดาวเทียม” ช่วยวางแผนรับมือภัยแล้ง
ลดความเสี่ยงภาคเกษตร
คุณวรนุช เล่าต่ออีกว่า สิ่งที่ทำให้ข้อมูลของ GISTDA แตกต่างจากการดูปริมาณฝนเพียงอย่างเดียว คือการวิเคราะห์หลายปัจจัยพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นสภาพพืช ความชื้นในพื้นที่ อุณหภูมิพื้นผิว และข้อมูลภูมิประเทศ ก่อนนำเข้าสู่แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ เพื่อประเมินว่าจังหวัดใดมีความเสี่ยงได้รับผลกระทบจากภัยแล้งมากที่สุด
ข้อมูลทั้งหมดไม่ได้ถูกเก็บไว้เฉพาะในห้องทำงานของนักวิจัย แต่ถูกพัฒนาเป็นเครื่องมือให้ประชาชนเข้าถึงได้ผ่านเว็บไซต์และแอปพลิเคชันของ GISTDA เช่น Crops Drought และ Eco Plant ซึ่งช่วยติดตามสถานการณ์น้ำและประเมินความเสี่ยงด้านการเกษตรในแต่ละพื้นที่แบบใกล้เคียงเวลาจริง


“ถ้าเกษตรกรรู้ล่วงหน้าว่าฤดูกาลไหนฝนอาจทิ้งช่วง หรือมีน้ำไม่เพียงพอ ก็สามารถปรับแผนการเพาะปลูก ลดความเสี่ยงของผลผลิตเสียหายได้ ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น”
สำหรับการเตรียมรับมือ คุณวรนุช แนะนำว่า เกษตรกรควรติดตามข้อมูลจากหลายหน่วยงานควบคู่กัน โดยเฉพาะผู้ที่ไม่มีแหล่งน้ำสำรอง เพราะการอาศัยน้ำฝนเพียงอย่างเดียวในช่วงเอลนีโญอาจมีความเสี่ยงสูงกว่าปกติ
“ถ้ามีแหล่งน้ำเพียงพอก็ยังสามารถเพาะปลูกได้ แต่ถ้าไม่มีแหล่งน้ำ การติดตามข้อมูลและเตรียมตัวล่วงหน้าจะช่วยลดความเสียหายได้มาก”
เกษตรคาร์บอนต่ำ
ทางเลือกใหม่ลดโลกร้อน – เพิ่มมูลค่า
อีกประเด็นที่ทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญ คือการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคเกษตร ซึ่งเชื่อมโยงกับการซื้อขายคาร์บอนเครดิตและการรับมือภาวะโลกร้อนโดยตรง
คุณวรนุช อธิบายว่า ภาคเกษตรถูกมองว่าเป็นหนึ่งในแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญ โดยเฉพาะการทำนาที่มีการขังน้ำต่อเนื่อง ซึ่งทำให้เกิดก๊าซมีเทน รวมถึงการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนที่ปล่อยก๊าซไนตรัสออกไซด์ ทั้ง 2 ชนิดเป็นก๊าซเรือนกระจกที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

“ตัวอย่างง่ายๆ คือการปลูกข้าวแบบขังน้ำตลอดฤดู จะเกิดก๊าซมีเทน ส่วนการใส่ปุ๋ยไนโตรเจนก็ทำให้เกิดการปล่อยก๊าซเพิ่มขึ้น สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ”
ด้วยเหตุนี้ การจัดการน้ำอย่างเหมาะสมจึงกลายเป็นอีกหนึ่งแนวทางสำคัญ ทั้งในมิติของการลดต้นทุนและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพราะพืชแต่ละชนิดต้องการน้ำไม่เท่ากันในแต่ละช่วงการเจริญเติบโต การให้น้ำมากเกินความจำเป็น นอกจากสิ้นเปลืองน้ำแล้ว ยังทำให้เกิดการสูญเสียน้ำจากการระเหยโดยไม่จำเป็นอีกด้วย
ดาวเทียมช่วยมองอนาคต
วางแผนเกษตรในยุคโลกแปรปรวน
เมื่อพูดถึงผลกระทบของซูเปอร์เอลนีโญ พืชที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือ “ข้าว” เพราะหากช่วงแล้งยาวนานตรงกับระยะที่ข้าวกำลังต้องการน้ำก่อนออกรวง ผลผลิตอาจลดลงอย่างมาก อีกทั้งสภาพอากาศที่ร้อนและแห้ง ยังเอื้อต่อการระบาดของโรคและแมลงศัตรูพืช จนทำให้หลายพื้นที่เลือกที่จะชะลอหรือไม่เพาะปลูกเพื่อลดความเสี่ยง
คุณวรนุช มองว่า การรับมือที่ดีที่สุดคือการทำให้ข้อมูลเข้าถึงเกษตรกรได้มากที่สุด ผ่านการทำงานร่วมกันของหลายหน่วยงาน รวมถึงเครือข่ายมหาวิทยาลัย โรงเรียน และสถาบันการศึกษาภายใต้กระทรวง อว. เพื่อส่งต่อองค์ความรู้ไปยังชุมชนได้รวดเร็วขึ้น

“เราพยายามใช้เครือข่ายของมหาวิทยาลัย และโรงเรียนให้เป็นตัวกลาง เพราะเชื่อว่าสามารถส่งต่อข้อมูลไปถึงผู้ปกครองและเกษตรกรได้ง่ายที่สุด”
นอกจากการรับมือภัยแล้งแล้ว GISTDA ยังใช้ข้อมูลดาวเทียมติดตามสถานการณ์การเกษตรของประเทศคู่แข่ง เพื่อช่วยให้ประเทศไทยรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของตลาดโลก ทั้งด้านพื้นที่เพาะปลูก ผลผลิต และสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจะเป็นข้อมูลสำคัญในการวางแผนการผลิตและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตรไทยในอนาคต
ท้ายที่สุด ในวันที่สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงรวดเร็วกว่าที่เคย เทคโนโลยีอวกาศจึงไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นเครื่องมือสำคัญ ที่ช่วยให้เกษตรกร “มองเห็นอนาคต” ผ่านข้อมูลที่แม่นยำ เพื่อวางแผนการผลิต ลดความเสี่ยง และปรับตัวให้ทันกับโลกที่ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว
ผู้เขียน : สุรเดช สดคมขำ
