ภาพของจังหวัดนนทบุรีที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว จากพื้นที่สวนผลไม้ริมคลองสู่เมืองแห่งคอนโดมิเนียม ถนนสายใหม่ และศูนย์การค้าขนาดใหญ่ ยังมีพื้นที่สีเขียวบางส่วนที่ยังคงยืนหยัดรักษาวิถีเกษตรดั้งเดิมเอาไว้ หนึ่งในนั้นคือ “สวนทุเรียน 5 พี่น้อง” สวนทุเรียนนนท์ GI ที่ยังคงอนุรักษ์รูปแบบการทำสวนยกร่องแบบดั้งเดิม และสืบทอดมรดกจากบรรพบุรุษมากว่า 100 ปี ท่ามกลางความท้าทายของการขยายตัวของเมืองที่ค่อยๆ รุกคืบเข้ามาในทุกทิศทาง
คุณสุดใจ ศรศิลป์ เจ้าของ 5 พี่น้อง สวนทุเรียนนนท์ เล่าว่า ปัจจุบันสวนแห่งนี้มีพื้นที่ประมาณ 20 ไร่ โดยมีพี่น้องทั้งหมด 5 คน เป็นเจ้าของร่วมกัน ถือเป็นมรดกที่ส่งต่อกันมาจากรุ่นปู่ย่าตายาย จนถึงรุ่นลูกหลานในปัจจุบัน และยังคงผลิตทุเรียนนนท์ GI คุณภาพสูงออกสู่ตลาดทุกปี เพื่อสร้างรายได้ให้กับครอบครัว พร้อมทั้งเป็นส่วนหนึ่งของการอนุรักษ์อัตลักษณ์ทุเรียนนนท์ให้คงอยู่ต่อไป

“ที่ดินผืนนี้มีอายุมากกว่า 100 ปีได้ เพราะตั้งแต่เกิดมาก็เห็นสวนแห่งนี้แล้ว เป็นมรดกที่ส่งต่อกันมา”
ย้อนกลับไปในอดีต จังหวัดนนทบุรีเต็มไปด้วยสวนผลไม้ที่เชื่อมต่อกันด้วยเครือข่ายลำคลอง ผู้คนสัญจรทางน้ำเป็นหลัก วิถีชีวิตของครอบครัวคุณสุดใจก็ผูกพันกับสายน้ำเช่นเดียวกัน
“สมัยก่อนคุณพ่อจะขับเรือหางยาว รับส่งผู้คนไปทั่วคลองจังหวัดนนท์ พอมีเวลาว่างหรือไม่มีเที่ยวเรือ ก็จะมาดูแลสวน รดน้ำไม้ผลหลายชนิดในสวน พอเสร็จก็รีบกลับไปขับเรือต่อ ตอนนั้นในสวนมีทุเรียนหลายสายพันธุ์มาก”
คุณสุดใจ เล่าด้วยความภูมิใจว่า สวนแห่งนี้เคยอุดมสมบูรณ์ไปด้วยทุเรียนพื้นบ้าน และทุเรียนชื่อดังหลากหลายสายพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็นหมอนทอง ก้านยาว สาวน้อย ลวง กระดุม กบแม่เฒ่า กบชายน้ำ กบตาขำ กำปั่นเดิม กำปั่นพวง ชะนี พวงมณี เม็ดในยายปราง และย่ำมะหวาด ซึ่งล้วนเป็นพันธุกรรมท้องถิ่นอันทรงคุณค่าของจังหวัดนนทบุรี
แต่แล้วเหตุการณ์มหาอุทกภัยปี 2554 ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของชาวสวนทั่วทั้งจังหวัด รวมถึงสวนทุเรียน 5 พี่น้องด้วยเช่นกัน
“น้ำท่วมครั้งนั้น ต้นทุเรียนในสวนตายหมดเลย ไม่ว่าจะเป็นหมอนทอง ก้านยาว หรือพันธุ์พื้นเมืองต่างๆ หลังน้ำลดก็ต้องเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด”

จากสวนที่เคยเต็มไปด้วยต้นทุเรียนอายุนับ 10 ปี ทุกอย่างต้องเริ่มต้นนับหนึ่งอีกครั้ง คุณสุดใจและครอบครัวค่อยๆ ฟื้นฟูพื้นที่ ปลูกต้นทุเรียนใหม่ ดูแลอย่างต่อเนื่อง จนกลับมาให้ผลผลิตได้อีกครั้งในปัจจุบัน
แม้วันนี้ทุเรียนนนท์ยังคงเป็นผลไม้ที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ แต่พื้นที่สวนกลับลดลงอย่างต่อเนื่องจากการขยายตัวของเมือง
คุณสุดใจบอกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับอดีต พื้นที่สวนผลไม้ในจังหวัดนนทบุรีหายไปเป็นจำนวนมาก เพราะถูกแทนที่ด้วยบ้านจัดสรร อาคาร และสิ่งปลูกสร้างต่างๆ อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ชาวสวนยังคงรักษาไว้คือ “สวนยกร่อง” ซึ่งเป็นภูมิปัญญาดั้งเดิมที่เหมาะสมกับการปลูกทุเรียนในพื้นที่มากที่สุด
“ทุเรียนไม่ชอบน้ำขัง ถ้ารากแช่น้ำนานเกินไป จะเกิดโรครากเน่าและต้นตายในที่สุด การยกร่องจึงเป็นวิธีช่วยระบายน้ำที่ดีที่สุด”
แม้สวนจะมีพื้นที่รวม 20 ไร่ แต่เมื่อแบ่งกันดูแลในหมู่พี่น้องทั้ง 5 คน แต่ละคนจึงมีพื้นที่รับผิดชอบประมาณ 4 ไร่เท่านั้น
“ทุกวันนี้ต้นทุเรียนอายุประมาณ 10 ปีขึ้นไป เพราะปลูกใหม่หลังน้ำท่วม ต้นรุ่นเก่าแก่ที่มีมาตั้งแต่สมัยคุณพ่อคุณแม่เสียหายหมดแล้ว”

การปลูกทุเรียนหนึ่งต้นไม่ใช่เรื่องง่าย คุณสุดใจ เล่าว่า ต้องอาศัยความอดทนเป็นอย่างมาก ซึ่งพื้นที่ 1 ไร่ สามารถปลูกทุเรียนได้ประมาณ 20 ต้น โดยช่วง 7 ปีแรกจะต้องดูแลอย่างใกล้ชิด ทั้งการให้น้ำ การป้องกันโรคและแมลงศัตรูพืช รวมถึงการบำรุงต้นอย่างสม่ำเสมอ ก่อนที่ต้นจะเริ่มให้ผลผลิต
“ระหว่างรอทุเรียนโต 7 ปี เราก็ปลูกกล้วย ขนุน ชมพู่ มะเหมี่ยว หรือพืชชนิดอื่นแซมไว้ก่อน เพื่อสร้างรายได้หมุนเวียนระหว่างรอทุเรียนให้ผลผลิต”
สำหรับการผลิตทุเรียนนนท์ GI นั้น การจัดการพื้นที่ถือเป็นหัวใจสำคัญ โดยเฉพาะการยกโคกบนท้องร่องให้เหมาะสม เพื่อป้องกันน้ำขังบริเวณราก ขณะเดียวกันก็ต้องให้น้ำอย่างสม่ำเสมอทุกวัน ควบคู่กับการเฝ้าระวังโรคและแมลงศัตรูพืชตลอดทั้งปี
เมื่อเข้าสู่ช่วงปลายปี ทุเรียนจะเริ่มเข้าสู่ฤดูกาลออกดอก
“ประมาณเดือนธันวาคม ถ้าอากาศดี ต้นทุเรียนจะเริ่มออกดอกเป็นตุ่มเล็กๆ คล้ายไข่ปลา เราก็จะคอยดูแลและตัดดอกที่ไม่สมบูรณ์ออก”
หลังจากนั้นในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม ดอกจะพัฒนาเป็นผลอ่อนขนาดเท่ากระบอกนม ซึ่งเป็นช่วงสำคัญของการคัดเลือกผล
“ผลที่ไม่สมบูรณ์จะถูกตัดทิ้งทั้งหมด หนึ่งต้นจะเหลือไว้ประมาณ 5-10 ผลเท่านั้น เพื่อให้ต้นส่งอาหารได้เต็มที่ เมื่อเข้าสู่ช่วงเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน ทุเรียนก็จะมีความแก่จัดพร้อมตัดจำหน่าย”

หลังเก็บเกี่ยวผลผลิตเสร็จแล้ว ชาวสวนยังต้องดูแลต้นต่อเนื่อง เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับฤดูกาลถัดไป คุณสุดใจอธิบายว่า หลังเก็บเกี่ยวประมาณ 15 วัน จะเริ่มตัดแต่งกิ่งและใส่ปุ๋ยสูตร 16-16-16 ในอัตราประมาณ 500 กรัมต่อต้นต่อปี พร้อมทั้งนำดินขี้เลนจากก้นร่องสวนขึ้นมาใส่บริเวณโคนต้น เพื่อเพิ่มธาตุอาหารตามธรรมชาติที่เกิดจากการสะสมของใบไม้และอินทรียวัตถุภายในร่องน้ำ
ความพิถีพิถันในการดูแลทุกขั้นตอน ส่งผลให้ทุเรียนนนท์ GI ของสวน 5 พี่น้อง มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับของลูกค้า โดยทุเรียนที่ตัดจำหน่ายมีน้ำหนักเฉลี่ยตั้งแต่ 2 กิโลกรัมขึ้นไป
สำหรับทุเรียนพันธุ์ก้านยาว ซึ่งถือเป็นดาวเด่นของสวน มีราคาจำหน่ายประมาณกิโลกรัมละ 5,000 บาท ขณะที่ผลผลิตต่อปีมีไม่เกิน 15 ผล ส่วนทุเรียนหมอนทองและสายพันธุ์อื่นๆ มีราคาจำหน่ายอยู่ที่กิโลกรัมละ 1,200-1,500 บาท

“ทุเรียนนนท์เมื่อได้ชิมแล้ว ลูกค้าไม่ผิดหวัง เพราะเราปลูกด้วยใจ ใส่ใจทุกขั้นตอน ผลผลิตมีความปลอดภัย รสชาติอร่อย มีเอกลักษณ์จากดิน และสภาพอากาศของจังหวัดนนทบุรี ผลผลิตไม่ดีเราจะไม่ขาย ลูกค้าต้องได้รับของที่ดีที่สุดสมกับราคา”
ตลอดระยะเวลาที่อยู่กับสวนแห่งนี้ คุณสุดใจยอมรับว่า สิ่งที่ทำให้ยังคงยืนหยัดอยู่ได้ ไม่ใช่เพียงเรื่องรายได้ แต่เป็นความผูกพันและความภาคภูมิใจที่มีต่อบ้านเกิด
“รู้สึกดีใจที่ได้เกิดมาเป็นคนนนท์ และได้รับสิ่งแวดล้อมที่ดีจากพื้นที่แห่งนี้ ภูมิใจที่ได้เป็นเกษตรกร และได้สืบสานการผลิตทุเรียนนนท์ให้คงอยู่ต่อไป”
ก่อนจบบทสนทนา เจ้าของสวนทุเรียน 5 พี่น้อง ฝากข้อคิดถึงคนรุ่นหลังด้วยน้ำเสียงจริงใจ
“อยากฝากถึงลูกหลานทุกคนว่า บรรพบุรุษของเราได้มอบสวนแห่งนี้ ถือเป็นของขวัญที่มีคุณค่ามากที่สุดแล้ว ขอให้ช่วยกันรักษาเอาไว้ให้จงได้”

คำพูดสั้นๆ แต่ทรงพลัง และสะท้อนให้เห็นว่าท่ามกลางการขยายตัวของเมืองที่ไม่เคยหยุดนิ่ง สวนทุเรียนแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ปลูกผลไม้ หากแต่เป็นมรดกทางวัฒนธรรม เป็นความทรงจำของครอบครัว และเป็นหัวใจของวิถีสวนเมืองนนท์ที่ยังคงเต้นอยู่ไม่เสื่อมคลาย
สำหรับผู้ที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับทุเรียนนนท์ GI หรือผลผลิตจากสวน 5 พี่น้อง สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ คุณสุดใจ ศรศิลป์ เจ้าของ 5 พี่น้อง สวนทุเรียนนนท์ ตั้งอยู่ที่ตำบลบางเลน อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี หมายเลขโทรศัพท์ 081-807-2039
ผู้เขียน : สุรเดช สดคมขำ
