Featured แปรรูปสินค้าเกษตร

เจาะโมเดล “ทิพย์วารี” แปรรูปอินทผลัมครบวงจร เพิ่มมูลค่าผลผลิต ตอบโจทย์ตลาดยุคใหม่

ภาคการเกษตรในปัจจุบันไม่ได้วัดความสำเร็จเพียงการปลูกพืช เพื่อให้ได้ผลผลิตจำนวนมากอีกต่อไป แต่หัวใจสำคัญอยู่ที่การสร้างมูลค่าเพิ่ม การบริหารจัดการความเสี่ยง และการมองเห็นโอกาสทางธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพราะผลผลิตทางการเกษตรเมื่อเข้าสู่ตลาดพร้อมกัน ราคาย่อมมีโอกาสผันผวนตามกลไกอุปสงค์และอุปทาน เกษตรกรที่สามารถปรับตัวจาก “ผู้ผลิต” สู่ “ผู้ประกอบการ” จึงเป็นผู้ที่สามารถสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์ผู้บริโภค และต่อยอดธุรกิจให้เติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

แนวคิดดังกล่าวสะท้อนผ่านการดำเนินงานของ คุณยศวัตน์ เรืองสุวรีย์ ประธานวิสาหกิจชุมชนทิพย์วารี ผู้เปลี่ยนอินทผลัมจากผลไม้ที่เก็บเกี่ยวได้เพียงปีละครั้ง ให้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจแปรรูปที่สามารถสร้างผลิตภัณฑ์ได้หลากหลายชนิด พร้อมนำเทคโนโลยี งานวิจัย และการบริหารจัดการสมัยใหม่เข้ามาพัฒนาการผลิต จนเกิดเป็นโมเดลธุรกิจเกษตรที่มุ่งสร้างรายได้ตลอดทั้งปี และสร้างคุณค่าให้กับผลผลิตทุกเกรดโดยไม่ปล่อยให้สูญเปล่า

จากสวนอินทผลัมสู่ธุรกิจแปรรูป 

พลิกผลไม้ปีละครั้งเป็นรายได้ตลอดปี 


คุณยศวัตน์ เล่าให้ฟังว่า จุดเริ่มต้นของสวนแห่งนี้ ไม่ได้เกิดจากการปลูกอินทผลัมตั้งแต่แรก หากแต่ครอบครัวประกอบอาชีพปลูกปาล์มน้ำมันมาก่อน กระทั่งมองเห็นโอกาสของพืชเศรษฐกิจชนิดใหม่ จึงตัดสินใจปรับเปลี่ยนพื้นที่มาปลูกอินทผลัม เพื่อสร้างรายได้ตั้งแต่ปี 2552 โดยคัดเลือกสายพันธุ์ที่มีคุณภาพจากต่างประเทศเข้ามาปลูก และเลือกใช้อินทผลัมสายพันธุ์บาฮีที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ 100% ปลูกลงบนพื้นที่ประมาณ 9 ไร่ ซึ่งอินทผลัมจะเริ่มให้ผลผลิตเมื่อมีอายุประมาณ 3 ปี และเมื่ออายุต้นเพิ่มขึ้น ปริมาณผลผลิตและคุณภาพก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ในช่วงแรกของการทำสวน อินทผลัมถือเป็นผลไม้ที่ได้รับความนิยมสูง ผลผลิตยังมีไม่มาก ทำให้ราคาจำหน่ายอยู่ในระดับที่น่าสนใจ แต่เมื่อเวลาผ่านไป จำนวนผู้ปลูกเพิ่มขึ้น การแข่งขันทางการตลาดก็เพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน ส่งผลให้ครอบครัวของคุณยศวัตน์เริ่มมองเห็นว่า หากยังพึ่งพาการขายผลสดเพียงอย่างเดียว ย่อมไม่สามารถสร้างความมั่นคงให้ธุรกิจได้ในระยะยาว

“หลังจากให้ผลผลิตได้ช่วงปีแรกๆ ราคาดีครับ สมัยนั้นขายอยู่ที่กิโลกรัมละ 600 บาท พอจำนวนสวนอื่นๆ เริ่มมีมากขึ้น ราคาก็ลดลง การปลูกก็ถือว่ามีปัญหาครับ เพราะอินทผลัมเป็นพืชที่ออกผลปีละ 1 ครั้ง เพราะฉะนั้นเวลาที่เราขายก็ค่อนข้างมีจำกัด ทำให้เราต้องแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ ด้วย ไม่ว่าจะลองทำอบแห้ง ทำน้ำอินทผลัม และผลิตภัณฑ์อื่นๆ ด้วยครับ”

คำบอกเล่าดังกล่าว สะท้อนให้เห็นแนวคิดสำคัญของการเป็นผู้ประกอบการเกษตร นั่นคือการมองเห็นปัญหาก่อนที่จะกลายเป็นวิกฤต เมื่อผลผลิตมีฤดูกาลชัดเจน การกระจายความเสี่ยงด้วยการแปรรูป จึงเป็นคำตอบที่ช่วยยืดอายุสินค้า เพิ่มช่องทางจำหน่าย และสร้างรายได้ในช่วงที่ไม่มีผลผลิตสดออกสู่ตลาด

แปรรูปอินทผลัมเป็นเครื่องดื่ม 

ผสานเทคโนโลยี สร้างธุรกิจชุมชนให้เติบโต 

จากการทดลองนำผลผลิตบางส่วนมาพัฒนาเป็นเครื่องดื่ม ให้ผู้ที่เดินทางเข้ามาเที่ยวภายในสวนได้ทดลองชิม คุณยศวัตน์ พบว่า เครื่องดื่มเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถบริหารจัดการได้ง่าย ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง และมีศักยภาพในการต่อยอดเป็นธุรกิจในอนาคต เมื่อประเมินว่าปริมาณผลผลิตจะเพิ่มขึ้นทุกปีตามอายุต้น การแปรรูปจึงไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่เป็นกลยุทธ์สำคัญของการดำเนินธุรกิจ ก่อนจะพัฒนาสู่การจัดตั้ง “วิสาหกิจชุมชนทิพย์วารี” เพื่อเป็นศูนย์กลางการผลิตและสร้างมูลค่าเพิ่มจากอินทผลัม

การจัดตั้งวิสาหกิจชุมชนไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพื่อรวบรวมสมาชิก แต่เป็นการสร้างความร่วมมือระหว่างเกษตรกรในพื้นที่ โดยมีข้อตกลงร่วมกันในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ใช้องค์ความรู้ด้านการหมักแบบดั้งเดิม ที่ชาวบ้านถ่ายทอดต่อกันมาผสมผสานกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ จนเกิดเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ขณะเดียวกัน การดำเนินงานในรูปแบบวิสาหกิจชุมชนยังช่วยเปิดโอกาสให้เข้าถึงเครือข่ายทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนามาตรฐาน การตลาด และองค์ความรู้ใหม่ๆ ที่ช่วยยกระดับธุรกิจให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง

คุณยศวัตน์ ยังบอกอีกด้วยว่า นอกจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ สวนยังให้ความสำคัญกับการยกระดับมาตรฐานการผลิต เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในตลาด

“สวนเราได้มาตรฐาน GAP ครับ พร้อมทั้งพัฒนาการปลูกมาเรื่อยๆ โดยระบบน้ำจะเอาระบบ Iot เข้ามาช่วย พร้อมทั้งได้รับความช่วยเหลือจากกองพัฒนาเกษตรอุตสาหกรรม กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ที่มีความร่วมมือกับ สมาคมส่งเสริมดิจิทัลเพื่อการเกษตรและอุตสาหกรรม ได้เอาเทคโนโลยีอวกาศมาให้ใช้ ชื่อ farm climate ทำให้ผมดูสภาพอากาศและจัดการทั้งแปลงของผม และแปลงของลูกไร่ได้อย่างมีประสิทธิภาพครับ ทำในเรื่องของระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ของแปลงเราได้ด้วย โดยผู้บริโภคก็สามารถสแกนคิวอาร์โค้ด มาตรวจสอบย้อนกลับแปลงของผมได้เช่นกันครับ”

คุณยศวัตน์สะท้อนว่าเทคโนโลยีไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัวสำหรับภาคการเกษตรอีกต่อไป แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดความเสี่ยงจากสภาพอากาศ และสร้างความโปร่งใสตลอดห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของตลาดยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและการตรวจสอบย้อนกลับ

เสี่ยพี คุณพ่อของคุณยศวัตน์ เรืองสุวรีย์

พลิกอินทผลัมสู่ไวน์และไซเดอร์เวเนก้า

 เพิ่มมูลค่าทุกผลผลิต ลดของเสีย 

คุณยศวัตน์ เล่าให้ฟังต่อว่า เมื่อระบบการผลิตเริ่มมีความพร้อม การพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปจึงก้าวไปอีกขั้น จากเดิมที่เน้นเครื่องดื่มทั่วไป ก็เปลี่ยนมาสู่การสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง และสามารถใช้ประโยชน์จากผลผลิตได้อย่างคุ้มค่าที่สุด

“เดี๋ยวนี้ทุกอย่างมันเร็วไปหมดนะครับ ถ้าเราไม่เดินตามทางมันก็จะไม่ทัน หรือถ้าเราเร่งจนเกินไป ถ้าธุรกิจเราไม่แข็งแรง เราก็อาจจะหลงทางได้ง่าย ดังนั้นสิ่งที่เรามองกันตั้งแต่แรก โดยต้องการเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยการแก้ไขผลไม้ล้นตลาด คือการที่เราเอาเทคโนโลยี เอางานวิจัย รวมไปถึงแนวคิดมาแปรรูปผลิตภัณฑ์ คือการทำไวน์จากอินทผลัม ที่ทำเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยหลังทำไวน์แล้วยังมีน้ำตาล มีเนื้อผลไม้เหลือ สามารถต่อยอดเป็นโปรดักต์ใหม่เป็นไซเดอร์เวเนก้าต่อได้”

แนวคิดดังกล่าวเป็นตัวอย่างของการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า โดยผลผลิตภายในสวนจะถูกแบ่งเกรดอย่างชัดเจน อินทผลัมเกรดพรีเมียมจำหน่ายเป็นผลสดในราคากิโลกรัมละ 350 บาท ส่วนผลผลิตที่มีคุณภาพรองลงมา จะนำเข้าสู่กระบวนการผลิตไวน์ ขณะที่ผลผลิตที่มีตำหนิหรือรูปร่างไม่สวยจะถูกนำไปผลิตเป็นน้ำอินทผลัม ทำให้ผลผลิตกว่า 5-10 ตันต่อปี ถูกใช้ประโยชน์แทบทั้งหมด ลดการสูญเสียและเพิ่มมูลค่าให้กับทุกส่วนของผลผลิต

ในกระบวนการผลิตไวน์ แม้ว่าการหมักจะใช้เวลาเพียง 3-7 วัน แต่ขั้นตอนสำคัญอยู่ที่การบ่ม ซึ่งใช้เวลาประมาณ 6-9 เดือน พร้อมตรวจสอบค่า pH และคุณภาพอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีมาตรฐาน ก่อนจะนำผลพลอยได้จากการหมักมาต่อยอดอีกครั้ง

“เนื้อผลไม้ที่ได้จากการหมักไวน์ ผมก็จะเอาไปหมักต่อ เพื่อผลิตเป็นไซเดอร์เวเนก้าอีกครั้ง หลังจากหมักแล้วก็จะได้เป็นกรดอะซิติก”

จากการใช้ประโยชน์จากวัตถุดิบทุกส่วนเช่นนี้ ไม่เพียงช่วยลดต้นทุนการผลิต แต่ยังสะท้อนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนที่กำลังได้รับความสำคัญ ในภาคเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารทั่วโลก

สร้างตลาดให้อินทผลัมแปรรูป 

พัฒนาสินค้าตรงใจผู้บริโภค มุ่งสู่ธุรกิจยั่งยืน 

ด้านการตลาดวิสาหกิจชุมชนไม่ได้หยุดเพียงการผลิตสินค้า คุณยศวัตน์ เล่าว่า มีการติดตามความต้องการของผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำข้อมูลกลับมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ให้ตอบโจทย์ตลาดอยู่เสมอ ลูกค้าหลักประกอบด้วยนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเยี่ยมชมสวน ร้านอาหาร รวมถึงผู้บริโภคทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ที่มองหาเครื่องดื่มจากผลไม้ที่มีเอกลักษณ์แตกต่าง

“สินค้าของเราไม่ว่าจะเป็นไวน์หรือไซเดอร์เวเนก้า แรกๆ เราจะขายแบบออฟไลน์เป็นหลัก มีทั้งโรงแรมและร้านอาหารเข้ามาซื้อติดต่อซื้อ ร่วมไปถึงท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต เราเองก็มีวางขายด้วยเช่นกัน โดยราคาไวน์จากอินทผลัมขนาด 280 ml จะอยู่ที่ขวดละ 95 บาท ส่วนไซเดอร์เวเนก้าจากอินทผลัมขนาด 330 ml ราคาจะอยู่ที่ 250-350 บาท”

นอกจากการสร้างมูลค่าเพิ่มจากการแปรรูปแล้ว คุณยศวัตน์ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาธุรกิจบนพื้นฐานของความยั่งยืน โดยนำแนวคิด Zero Waste มาใช้ เพื่อให้วัตถุดิบทุกส่วนเกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมเตรียมความพร้อมรองรับข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมของตลาดโลก เพราะเชื่อว่าการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจะเป็นปัจจัยสำคัญ ในการเพิ่มมูลค่าให้สินค้าเกษตรไทยในอนาคต

จากเกษตรกรสู่ผู้ประกอบการ 

ปรับตัวให้ทันตลาด สร้างธุรกิจให้เติบโต 

ท้ายที่สุด แม้ตลาดจะเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา แต่สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนคือการเรียนรู้และการพัฒนาตนเองของผู้ประกอบการ

“ผมประเมินสถานการณ์ปีต่อปีเลยครับ ตอนนี้ตลาดไม่ค่อยนิ่ง แต่เราต้องยึดธุรกิจเราไว้เป็นหลักครับ ต่อให้อีก 50 ปี ข้างหน้าโลกจะเปลี่ยนไปยังไง เกษตรกรไทยก็ยังมีพื้นที่ปลูกผลไม้อยู่ และความต้องการผลไม้หรือสินค้าจากประเทศไทย ก็ยังมีความต้องการอยู่ ความต้องการมันเปลี่ยนเร็ว กระแสมันเปลี่ยนเร็ว เราเองก็ต้องพัฒนาตัวเองต่อไปเรื่อยๆ เพื่อให้มีสินค้าที่เท่าทันกับความต้องการของตลาด โดยที่กลุ่มของเรามีรายได้และเติบโตไปด้วยกัน”

เรื่องราวของวิสาหกิจชุมชนทิพย์วารี จึงไม่ได้เป็นเพียงตัวอย่างของการปลูกอินทผลัมให้ประสบความสำเร็จ หากแต่เป็นภาพสะท้อนของการทำเกษตรยุคใหม่ ที่เริ่มต้นจากการเข้าใจตลาด กล้าปรับตัว ใช้เทคโนโลยีสร้างประสิทธิภาพ พัฒนาผลิตภัณฑ์จากงานวิจัย และสร้างคุณค่าให้กับผลผลิตทุกส่วนอย่างไม่สูญเปล่า เมื่อเกษตรกรสามารถก้าวจากบทบาทของผู้ผลิตไปสู่ผู้ประกอบการได้อย่างเต็มตัว ความมั่นคงของอาชีพก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคาผลผลิตในแต่ละฤดูกาลเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการสร้างระบบธุรกิจที่พร้อมเติบโตไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของโลก 

สำหรับท่านใดที่สนใจศึกษาดูงานหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ คุณยศวัตน์ เรืองสุวรีย์ ประธานวิสาหกิจชุมชนทิพย์วารี หมายเลขโทรศัพท์ 094-523-6695

ผู้เขียน : สุรเดช สดคมขำ

Related Posts