ทุกวันนี้การทำเกษตรไม่ได้วัดกันเพียงแค่ผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้ในแต่ละฤดูกาล แต่ยังหมายถึงการสร้างระบบนิเวศที่แข็งแรง สร้างรายได้ที่มั่นคง และส่งต่อทรัพยากรที่สมบูรณ์ให้คนรุ่นต่อไป เพราะเมื่อธรรมชาติได้รับการดูแล ธรรมชาติก็พร้อมตอบแทนกลับมาในรูปแบบของดินที่ดี ผลผลิตที่มีคุณภาพ และโอกาสใหม่ๆ ที่เติบโตไปพร้อมกับชุมชน
หนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนแนวคิด คือ “สวนป่าเล้งเหลา” ตำบลท่าแซะ อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร มีพื้นที่สีเขียวที่พิสูจน์ให้เห็นว่า การปลูกต้นไม้ในวันนี้ คือการลงทุนเพื่ออนาคตที่มีคุณค่ามากกว่าตัวเงิน

คุณเล้ง-ณภัทร ธรรมาภิวัฒน์ Young Smart Farmer อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร คือเกษตรกรรุ่นใหม่ที่ 3 เข้ามาสานต่อความตั้งใจของครอบครัว พร้อมพัฒนาพื้นที่เกษตรให้กลายเป็นทั้งแหล่งผลิตอาหาร แหล่งเรียนรู้ และแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ที่เปิดโอกาสให้ผู้คนได้เข้ามาสัมผัสธรรมชาติ เรียนรู้วิถีเกษตร และเห็นคุณค่าของการอยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล
20 ปี แห่งการปลูกป่า
สร้างผืนดินแห่งอนาคต
คุณเล้ง เล่าให้ฟังว่า เมื่อ 20 ปีก่อน จุดเริ่มต้นของสวนแห่งนี้ ไม่ได้เกิดจากการมองหากำไรระยะสั้น แต่เกิดจากความเชื่อว่าการปลูกต้นไม้คือการสร้างอนาคต ครอบครัวธรรมาภิวัฒน์จึงทยอยปลูกไม้ยืนต้นและไม้ผลหลากหลายชนิดลงบนพื้นที่แห่งนี้ แม้ในช่วงแรกจะยังไม่เห็นผลลัพธ์ชัดเจน แต่เมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 5-6 ปี ระบบธรรมชาติก็ค่อยๆ ฟื้นตัว ต้นไม้เติบโตเป็นผืนป่าเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยชีวิต
จากการปลูกป่าอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 20 ปี ทำให้พื้นที่แห่งนี้มีความอุดมสมบูรณ์ ดินเต็มไปด้วยจุลินทรีย์ตามธรรมชาติ มีความชุ่มชื้นสูง และกลายเป็นฐานสำคัญที่ช่วยให้ไม้ผลเจริญเติบโตได้ดี ส่งผลให้ผลไม้มีเนื้อสัมผัส รสชาติ และคุณภาพที่โดดเด่นโดยธรรมชาติ

“ผมเป็นเกษตรกรรุ่นที่ 3 ที่เข้ามาดูแลพื้นที่ต่อจากคุณปู่และคุณพ่อ บนพื้นที่ประมาณ 200 ไร่ เดิมพื้นที่แห่งนี้เป็นสวนกาแฟเกือบทั้งหมด มีลักษณะเป็นการปลูกพืชเชิงเดียว แต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ครอบครัวได้เรียนรู้ว่าการทำเกษตรไม่มีสูตรสำเร็จ และต้องปรับตัวอยู่เสมอ โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์พายุครั้งใหญ่ในปี 2532 ที่กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการวางแนวทางการพัฒนาสวน”
คุณเล้ง เล่าต่ออีกว่า ช่วงเวลานั้น คุณพ่อเริ่มปรับพื้นที่มาปลูกทุเรียนเชิงการค้า ก่อนจะมองเห็นว่าความมั่นคงในระยะยาว ไม่ได้เกิดจากการปลูกพืชเพียงชนิดเดียว แต่เกิดจากการสร้างระบบนิเวศที่แข็งแรง จึงค่อยๆ ปรับพื้นที่ให้กลายเป็นสวนป่าที่ผสมผสานไม้เศรษฐกิจ ไม้ป่า และไม้ผลเข้าด้วยกัน
“คุณพ่อได้มองไปถึงความยั่งยืน ช่วงที่จะส่งต่อมาให้ผมช่วยดูสวนต่อนั้น คุณพ่อได้เอาไม้ป่าหลายชนิดลงมาปลูก เป็นไม้ป่าเศรษฐกิจ เช่น ไม้จำปาทอง ไม้กันเกลา พอสะสมมาเรื่อยๆ ก็ทำให้ที่นี่เป็นสวนป่ามากขึ้น จนตั้งชื่อที่นี่ว่าสวนป่าเล้งเหลา”

ต่อยอดสวนป่า สู่แหล่งเรียนรู้
และท่องเที่ยวเชิงเกษตร
จากแนวคิดของคุณพ่อ คุณเล้ง เล่าให้ฟังต่อว่า สวนแห่งนี้ได้เปลี่ยนสวนเกษตรแบบดั้งเดิม ให้กลายเป็นพื้นที่ที่มีคุณค่าหลายมิติ ทั้งด้านการผลิต การอนุรักษ์ และการเรียนรู้ ปัจจุบันสวนป่าเล้งเหลาได้รับการพัฒนาให้เป็นแหล่งเรียนรู้ของชุมชนและแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ที่ผสมผสานองค์ความรู้ด้านการเกษตรสมัยใหม่เข้ากับภูมิปัญญาท้องถิ่น ให้ผู้สนใจได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ผ่านการเดินชมสวน ศึกษาการจัดการพื้นที่ การดูแลทรัพยากรธรรมชาติ และการใช้ชีวิตร่วมกับป่าอย่างสมดุล
สวนแห่งนี้ยังให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการพื้นที่อย่างเป็นระบบ โดยพัฒนาให้เป็นทั้งแหล่งผลิตพืชคุณภาพ แหล่งเรียนรู้ และพื้นที่ท่องเที่ยวที่สะท้อนอัตลักษณ์ของชุมชน ผู้มาเยือนไม่เพียงได้เห็นวิธีการผลิตอาหาร แต่ยังได้เข้าใจคุณค่าของธรรมชาติ และความสัมพันธ์ระหว่างผู้ผลิตกับผู้บริโภคผ่านกิจกรรมทางการเกษตรที่สัมผัสได้จริง


เมื่อการผลิตมีความแข็งแรง การต่อยอดจึงเกิดขึ้นตามมา คุณเล้ง บอกว่า สวนป่าเล้งเหลานำผลผลิตมาแปรรูปเป็นสินค้ามูลค่าเพิ่ม เช่น กาแฟหอมกลิ่นป่า น้ำผึ้งโพรง และผลิตภัณฑ์จากชุมชน พร้อมพัฒนาช่องทางการตลาดทั้งออฟไลน์และออนไลน์ เชื่อมโยงการท่องเที่ยวเข้ากับการจำหน่ายสินค้า สร้างรายได้หมุนเวียนให้ครัวเรือนและเศรษฐกิจในพื้นที่ การปลูกป่าแบบผสมผสานยังช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศ เพิ่มคุณภาพดิน และลดการพึ่งพาปุ๋ยเคมีได้อย่างเป็นรูปธรรม
อีกหนึ่งเสน่ห์ของสวนป่าเล้งเหลา คือการเปิดพื้นที่ให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสธรรมชาติอย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นบุฟเฟต์ทุเรียน การชิมผลไม้ตามฤดูกาล หรือกิจกรรมเรียนรู้วิถีเกษตรที่ถ่ายทอดจากประสบการณ์จริงของคนทำสวน
“ไฮไลต์ที่นี่อีกอย่างคือเรื่องของไม้ดอก ที่มีไม่ต่ำกว่า 100 ชนิด เวลาดอกบานก็จะบานพร้อมกันทั้งหมดนะครับ พร้อมทั้งมีการเลี้ยงผึ้ง เพื่อเป็นการการันตีได้ว่า ที่นี่ไม่มีการใช้สารเคมีเลย เมื่อผึ้งอยู่ที่นี่ได้ ก็ยิ่งช่วยในเรื่องของการผสมเกสรให้กับไม้ผลที่ดี และช่วยเพิ่มอัตราการผสมเกสรได้ดี ทำให้ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้น”


การมีผึ้งอาศัยอยู่ในพื้นที่ ไม่เพียงเป็นตัวชี้วัดถึงความปลอดภัยของระบบนิเวศ แต่ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผสมเกสร ส่งผลให้ผลผลิตมีคุณภาพมากขึ้น ขณะเดียวกัน พื้นที่ป่าที่สมบูรณ์ยังดึงดูดนก แมลงที่เป็นประโยชน์ และสัตว์ป่านานาชนิดให้กลับมาอาศัยอยู่ร่วมกัน สะท้อนถึงความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติที่ฟื้นคืนกลับมา
สวนป่า สร้างความมั่นคงวันนี้
ส่งต่อความยั่งยืนวันหน้า
คุณเล้ง เล่าในช่วงท้ายว่า บทเรียนสำคัญอีกเรื่องเกิดขึ้นในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 เมื่อหลายพื้นที่เผชิญข้อจำกัดในการเดินทางและการเข้าถึงอาหาร แต่สวนป่าเล้งเหลาสามารถพึ่งพาตนเองได้ เพราะภายในพื้นที่มีการปลูกพืชอาหารหลากหลายชนิด ทั้งเผือก มัน และพืชพื้นบ้าน ซึ่งสามารถนำมาประกอบอาหารเลี้ยงคนในพื้นที่ได้อย่างเพียงพอ แสดงให้เห็นว่าความหลากหลายทางชีวภาพ คือหลักประกันความมั่นคงทางอาหารที่จับต้องได้จริง


นอกจากคุณค่าทางสิ่งแวดล้อม การปลูกไม้ป่ายังเป็นการลงทุนระยะยาว คุณเล้ง อธิบายว่า ไม้ป่าแต่ละต้นปลูกในระยะ 4×4 เมตร พื้นที่ 1 ไร่ สามารถปลูกได้ประมาณ 100 ต้น เมื่อต้นไม้เติบโตเต็มที่ สามารถสร้างมูลค่าได้ประมาณต้นละ 10,000 บาท และยังมีแนวโน้มเพิ่มมูลค่ามากขึ้นตามอายุของต้นไม้ จึงเป็นทรัพย์สินที่เติบโตไปพร้อมกับผืนดินและธรรมชาติ
ความสำเร็จของสวนป่าเล้งเหลา จึงไม่ได้เกิดจากการเลือกปลูกพืชชนิดใดชนิดหนึ่ง แต่เกิดจากการมองภาพรวมของระบบการผลิต การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การสร้างมูลค่าเพิ่ม และการเชื่อมโยงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และการท่องเที่ยวเข้าด้วยกัน จนกลายเป็นต้นแบบของเกษตรกรรุ่นใหม่ที่สามารถสร้างทั้งรายได้ คุณภาพชีวิต และความเข้มแข็งให้กับชุมชน
“จากที่ได้มาทำสวนป่าระบบนี้ ต้องบอกว่าพื้นที่ของเรามีความชุ่มชื้นและระบบนิเวศดีครับ จากนั้นระบบเหล่านี้ จะช่วยส่งต่อความยั่งยืนไปให้จากรุ่นสู่รุ่น เหมือนที่คุณปู่ส่งมาให้คุณพ่อผม และคุณพ่อส่งมาให้ผม และผมจะส่งต่อให้รุ่นลูกผมต่อไปครับ”

คำพูดสั้นๆ ของคุณเล้ง สะท้อนหัวใจของการทำเกษตรได้อย่างชัดเจน เพราะสุดท้ายแล้ว ความสำเร็จของสวนแห่งหนึ่งไม่ได้วัดจากจำนวนผลผลิตเพียงปีต่อปี แต่คือการสร้างผืนดินที่ยังอุดมสมบูรณ์ มีธรรมชาติที่ยังมีชีวิต และมีองค์ความรู้ที่พร้อมส่งต่อจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง นั่นคือคุณค่าที่แท้จริงของ “สวนป่าเล้งเหลา” และเป็นแรงบันดาลใจให้เห็นว่า การปลูกต้นไม้หนึ่งต้นในวันนี้ อาจกำลังสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้กับคนอีกหลายรุ่นในวันข้างหน้า
หากท่านใดต้องการข้อมูลเพิ่มเติมหรืออยากไปสัมผัสธรรมชาติที่สวนป่าแห่งนี้ สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ คุณเล้ง-ณภัทร ธรรมาภิวัฒน์ Young Smart Farmer อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร หมายเลขโทรศัพท์ 080-522-0004 หรือที่เพจ facebook : สวนป่าเล้งเหลา
ผู้เขียน : สุรเดช สดคมขำ
