ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่อง “คาร์บอนเครดิต” ในปัจจุบันยังมีความคลาดเคลื่อนอยู่มาก โดยเฉพาะในภาคการเกษตรและการปลูกป่า รายการ Climate Talk EP3 : “เรื่องจริง T-VER คาร์บอนเครดิต” โดย ดร.ปราณี หนูทองแก้ว ผู้จัดการสำนักรับรองคาร์บอนเครดิต องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. (TGO) ได้มาให้ข้อมูลและไขข้อข้องใจอย่างชัดเจนในทุกประเด็น ดังนี้
ดร.ปราณี หนูทองแก้ว ได้เริ่มต้นอธิบายถึงหัวใจสำคัญว่า “คาร์บอนเครดิต คือ รางวัลจากการที่เราทำโครงการหรือกิจกรรมที่ช่วยลด หรือกักเก็บก๊าซเรือนกระจก”
ซึ่งการจะนับเป็นคาร์บอนเครดิตได้นั้น ผลการลดก๊าซเรือนกระจกจะต้องได้รับการรับรองจากเจ้าของมาตรฐานเสียก่อน ซึ่งสำหรับประเทศไทยมีมาตรฐานคาร์บอนเครดิตระดับประเทศเพียงมาตรฐานเดียว คือ “โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย” (Thailand Voluntary Emission Reduction Program) หรือ T-VER โดยมี อบก. (TGO) เป็นหน่วยงานเดียวที่เป็นเจ้าของกลไกการขึ้นทะเบียนและรับรองเครดิตในประเทศไทย
แล้วหน่วยของคาร์บอนเครดิต คืออะไร
สำหรับหน่วยของคาร์บอนเครดิตในระดับสากล ไม่ว่าจะเป็นมาตรฐานภายใต้ UNFCCC , มาตรฐานภาคสมัครใจระดับโลกอย่าง Verra (VCS), Gold Standard หรือแม้กระทั่งโครงการ T-VER ของไทย ต่างก็ใช้หน่วยเดียวกันทั้งหมด คือ 1 คาร์บอนเครดิต เท่ากับ 1 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO₂eq หรือ tCO₂e)
ดร.ปราณี เน้นย้ำว่า หากได้ยินการแอบอ้างหน่วยคาร์บอนเครดิตที่ผิดเพี้ยนไปจาก “ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า” ให้พึงระวังไว้ทันทีว่าอาจไม่ใช่คาร์บอนเครดิตที่ถูกต้องตามกฎหมายหรือมาตรฐานสากล
คาร์บอนเครดิต T-VER ขายต่างประเทศ
หรือนำไปชดเชยมาตรการ CBAM ได้ไหม?
ดร.ปราณีอธิบายว่า คาร์บอนเครดิตจากโครงการ T-VER (ทั้งระดับ Standard T-VER และ Premium T-VER) สามารถนำไปซื้อขายในตลาดภาคสมัครใจได้ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ แต่มีเงื่อนไขสำคัญ ดังนี้
1. ในกรณีซื้อขายเพื่อวัตถุประสงค์ทั่วไป (CSR / Voluntarily Offset) หากผู้ซื้อต่างชาตินำไปใช้ชดเชยรอยเท้าคาร์บอนเพื่อความรับผิดชอบสังคม (CSR) สามารถซื้อขายได้ทันที
2. หากซื้อขายเพื่อบรรลุเป้าหมายระดับประเทศ (NDC Goal) หากผู้ซื้อจะนำเครดิตไปนับรวมในเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศปลายทาง โครงการนั้นต้องได้รับการเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก่อน เพราะประเทศไทยจะต้องนำตัวเลขปริมาณการลดก๊าซที่ขายไปนั้น ไปบวกกลับในบัญชีก๊าซเรือนกระจกของไทย (เพื่อไม่ให้เกิดการนับซ้ำ หรือ Double Counting)
แล้วนำไปใช้ลดค่าธรรมเนียม CBAM ของสหภาพยุโรปได้หรือไม่?
ดร.ปราณี สรุปชัดเจนว่า “ปัจจุบันไม่สามารถนำคาร์บอนเครดิตไปชดเชย (Offset) เพื่อลดค่าธรรมเนียม CBAM ได้” เนื่องจากกลไก CBAM ต้องการให้เกิดการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการผลิตจริง ไม่ใช่การซื้อเครดิตมาทดแทน อย่างไรก็ตาม ในอนาคตหากประเทศไทยมีการบังคับใช้ พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และมีระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS) หรือภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) ภาคบังคับเกิดขึ้น ประเทศไทยจะสามารถใช้ฐานการจ่ายเงินในส่วนนี้ไปเจรจาต่อรองกับสหภาพยุโรป เพื่อขอส่วนลดค่าธรรมเนียม CBAM ได้
ทำ CFO (คาร์บอนฟุตพรินต์ขององค์กร) อยู่แล้ว
ทำคาร์บอนเครดิตควบคู่กันได้ไหม?
สำหรับโรงงาน อาคาร หรือสำนักงานที่มีการประเมิน CFO อยู่แล้ว ดร.ปราณี ได้อธิบายหลักการไว้ว่า หากกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจกนั้น อยู่ภายใต้ขอบเขต (Boundary) ของ CFO เช่น การติดโซลาร์รูฟท็อปบนหลังคาอาคาร ซึ่งไฟจากโซลาร์เซลล์ได้ไปช่วยลดการใช้ไฟฟ้าใน Scope 2 ของ CFO อยู่แล้ว จะไม่สามารถนำกิจกรรมเดียวกันนี้มาขอเป็นคาร์บอนเครดิตได้อีก เพราะจะถือเป็นการนับซ้ำ (Double Counting)
สรุปหากองค์กรทำ CFO หรือมีเป้าหมาย Carbon Neutrality / Net Zero อยู่แล้ว กิจกรรมลดการปล่อยก๊าซที่ทำเพื่อลดค่า CFO ของตนเอง ไม่จำเป็นและไม่ควรพัฒนาเป็นโครงการคาร์บอนเครดิตซ้ำอีก
T-VER ภาคป่าไม้และเกษตรกรรม
มีต้นไม้แล้วได้เครดิตทันทีเลยไหม?
ดร.ปราณี ได้ไขข้อข้องใจที่คนมักเข้าใจผิดว่า “แค่มีต้นไม้ก็แปลว่าได้คาร์บอนเครดิต” ซึ่งไม่เป็นความจริง ด้วยเหตุผลดังนี้
1. ต้นไม้เดิมที่มีอยู่ = คาร์บอนสต๊อก (Carbon Stock) ต้นไม้ที่เราปลูกไว้อยู่แล้วนับเป็น “ทุนเดิม” ไม่ใช่คาร์บอนเครดิต
2. ต้องพิสูจน์ “การดำเนินงานเพิ่มเติม” (Additionality) การจะได้คาร์บอนเครดิต ต้องพิสูจน์ว่าเราได้ทำกิจกรรมอะไรเพิ่มขึ้นจากปกติเพื่อช่วยให้ต้นไม้เจริญเติบโตและกักเก็บคาร์บอนได้มากขึ้น เช่น การดูแลตัดแต่งกิ่ง การใส่ใจกำจัดวัชพืช หรือการทำแนวกันไฟ
3. การคิดคาร์บอนเครดิต จะวัดเฉพาะ “ปริมาณการกักเก็บคาร์บอนที่เพิ่มขึ้น” จากผลของการดูแลรักษาเพิ่มเติมนั้นเท่านั้น
4. ต้องผ่านการตรวจสอบจากบุคคลที่สาม (Third Party / VVB) การรับรองเครดิตจะต้องผ่านการตรวจวัด รายงาน และทวนสอบอย่างเป็นทางการจากผู้ตรวจประเมินเอกเทศ (Validation and Verification Body: VVB) ที่ได้รับการแต่งตั้ง
แล้วไม้ผล พืชเกษตรยืนต้น (ทุเรียน, มะพร้าว, เงาะ ฯลฯ)
ทำคาร์บอนเครดิตได้ไหม?
ดร.ปราณีอธิบายเพิ่มเติมว่า ทำได้ โดยจัดอยู่ในกลุ่ม “เกษตรยืนต้น” แต่เนื่องจากวัตถุประสงค์หลักของการปลูกคือการขายผลผลิต หากปลูกตามปกติธรรมดาจะไม่นับเป็นคาร์บอนเครดิต เกษตรกรต้องมีการปรับเปลี่ยนกระบวนการ เช่น การลดการใช้ปุ๋ยเคมี เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่ามีการดำเนินงานเพิ่มเติมในการลดก๊าซเรือนกระจกจริง
พื้นที่น้อยกว่า 10 ไร่
ทำคาร์บอนเครดิตได้ไหม?
เรื่อง “ต้นทุน” ที่ต้องเข้าใจ
ในอดีต อบก. เคยกำหนดขั้นต่ำไว้ที่ 10 ไร่ แต่ ดร.ปราณี ระบุว่า ปัจจุบัน อบก. ได้ยกเลิกเงื่อนไขเรื่องขนาดพื้นที่ขั้นต่ำไปแล้ว ทำให้เกษตรกรที่มีพื้นที่เท่าใดก็สามารถยื่นทำ T-VER ได้
อย่างไรก็ตาม เหตุผลที่ อบก. เคยตั้งเกณฑ์ไว้เดิม เป็นเรื่องของ “ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์” เนื่องจากโครงการ T-VER มีต้นทุนในการประเมินและทวนสอบโดย VVB
ขนาดพื้นที่โครงการ (ป่าไม้ ระยะเวลา 10 ปี) ต้นทุนการดำเนินงานโดยประมาณ
พื้นที่ประมาณ 10 ไร่ ต้นทุนสูงถึง 3,000 บาทต่อ 1 เครดิต (tCO₂eq)
พื้นที่ประมาณ 100 ไร่ ต้นทุนลดเหลือ 600 บาทต่อ 1 เครดิต (tCO₂eq)
พื้นที่ประมาณ 1,000 ไร่ ต้นทุนลดเหลือเพียง 150 บาทต่อ 1 เครดิต (tCO₂eq)
ซึ่งจากตัวอย่างการคำนวณต้นทุนเบื้องต้นแสดงให้เห็นชัดว่าทำไม อบก. ได้มีการจำกัดเงื่อนไขพื้นที่ขั้นต่ำไว้ในช่วงแรก เพราะเล็งเห็นถึงความคุ้มค่าในการดำเนินโครงการไว้ด้วย
ดร.ปราณี แนะนำว่า เกษตรกรรายย่อยไม่จำเป็นต้องมีที่ดินผืนใหญ่ 1,000 ไร่ติดต่อกัน แต่สามารถ “รวมกลุ่มจับมือกัน” นำแปลงขนาดเล็กจากหลายๆ ตำบลมารวมกันเป็นโครงการเดียวได้ โดยมีเงื่อนไขว่า ต้องเป็นกิจกรรมประเภทเดียวกันและใช้วิธีการคำนวณแบบเดียวกัน (เช่น ปลูกป่าเหมือนกัน หรือทำโซลาร์เซลล์เหมือนกัน) เพื่อเฉลี่ยค่าธรรมเนียมการตรวจรับรอง และทำให้การพัฒนาโครงการคาร์บอนเครดิตมีความคุ้มค่าในเชิงพาณิชย์มากที่สุด
ที่มา : https://www.facebook.com/tgo.or.th/videos/1291461649117177/
