กรณีการเผยแพร่ภาพและคลิปวิดีโอเป็นภาพนักดำน้ำพบอวนประมงถูกตัดทิ้งไว้ปกคลุมแนวเขตปะการังบริเวณเกาะยาวาซำ ใกล้กับเกาะปอดะ ทะเลแหวก เขตอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธาราหมู่เกาะพีพี ต.อ่าวนาง อ.เมือง จ.กระบี่ พบปลาสวยงาม อาทิ ปักเป้า ปลาสิงโต ติดอยู่กับอวนจำนวนมาก ก่อนนักดำน้ำ อาสาสมัคร เจ้าหน้าที่อุทยานฯ จะช่วยกันตัดอวนช่วยปลาออกมา และกู้ซากอวนขึ้นมาจากทะเลได้หมดแล้วนั้น
เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม นายทรงธรรม สุขสว่าง ผู้อำนวยการสำนักอุทยานแห่งชาติ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เปิดเผยว่า ซากอวนถ่วงที่กู้ขึ้นมาเป็นทั้งอวนใหม่และเก่า มีความยาวกว่า 100 เมตร ซึ่งโดยปกติแล้วเจ้าหน้าที่อุทยานฯ มักจะพบซากอวนเป็นประจำ เพราะชาวประมงมักตัดอวนทิ้งในทะเลเลย แต่ครั้งนี้คาดว่าเป็นช่วงมรสุมทำให้ซากอวนต่างพัดเข้ามาทำให้ติดแนวเขตปะการังซึ่งเป็นที่อาศัยของสัตว์ทะเลจำนวนมาก ทำให้สัตว์ทะเลติดอวนไปด้วย
ที่ผ่านมาอุทยานฯ พยายามจัดการเรื่องขยะทะเล แต่ด้วยความมักง่ายจึงมักจะเห็นภาพขยะที่พัดขึ้นชายฝั่งซึ่งเป็นกรณีเดียวกับซากอวนในครั้งนี้ แต่มรสุมได้พัดไปติดแนวกับปะการังตามที่เห็นเป็นข่าวนั้น เชื่อว่าไม่มีประมงลักลอบเข้ามา
เนื่องจากเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ได้มีการลาดตระเวนเป็นประจำอยู่แล้ว มีการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่สายตรวจ ทั้งชุดสายตรวจทางบกและชุดสายตรวจทางทะเล ส่วนการเก็บกู้อวนนั้นเรียบร้อยแล้ว และปล่อยปลาที่ยังมีชีวิตคืนสู่ทะเล


ผู้อำนวยการ สำนักอุทยานแห่งชาติฯ กล่าวว่า อุทยานฯ ได้จัดฝึกอบรมการดำน้ำให้แก่กลุ่มอนุรักษ์ และอาสาสมัคร ที่ช่วยกันปกป้องท้องทะเลของไทยไว้ มีการร่วมมือกับชุมชนและเจ้าหน้าที่อุทยานอย่างต่อเนื่อง มีการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการช่วยชีวิตสัตว์ทะเลหายาก อย่างไรก็ตามได้กำชับให้เจ้าหน้าที่สายตรวจอุทยานฯ ออกตรวจลาดตะเวนในพื้นที่รับผิดชอบ บริเวณเกาะยาวาซำ และเกาะแดง ต.อ่าวนาง อ.เมือง จ.กระบี่ อย่างเข้มงวด และให้มีการดำน้ำลงไปเก็บขยะทะเลอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง
นอกจากนี้อุทยานฯ ได้เตรียมวางทุ่นรักษาแนวเขตปะการังห่างจากฝั่งประมาณ 3 กิโลเมตร เพื่อป้องกันอนุรักษ์เขตปะการังและป้องกันการลักลอบการทำประมงด้วย
ด้าน ผศ.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีคณะประมงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์(มก.) โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวระบุถึงเหตุการณ์ดังกล่าวว่า อวนติดในแนวปะการัง แม้จะไม่ตั้งใจ แต่ถือเป็นการทำร้ายทะเลอย่างรุนแรง ฝรั่งเรียกโกสต์ ฟิชชิ่ง (Ghost fishing) หรือการที่ปลาและสัตว์น้ำมาติดเครื่องมือประมงที่หลุดลอยหรือติดกับพื้น เช่น ลอบเก่าๆ หรืออวนติดปะการังแบบนี้
ผลที่เกิดรุนแรงกว่าจับปลาทั่วไป เพราะปลาที่ติดอวนก็ตายไปเรื่อยๆ โดยไม่มีใครได้ประโยชน์ แถมอวนก็อยู่ตรงนั้น ปลามาติดเรื่อยๆ ยิ่งกว่าการทำประมงที่มีจับมีหยุด อวนติดยังทำลายปะการัง เพราะกระแสน้ำอาจกระชากจนอวนดึงปะการังและสัตว์เกาะติดหลุดมา อวนยังปิดทับปะการัง และบางครั้งเป็นอวนตาถี่ติดอยู่นาน มีสาหร่ายขึ้น มาตะกอนมาทับ จนปะการังที่อยู่ข้างล่างตายหมด


ผศ.ธรณ์ โพสต์ต่อว่า ต่างประเทศให้ความสำคัญกับโกสต์ฟิชชิ่งมาก แต่เมืองไทยไม่ค่อยมีใครศึกษาจริงจัง หากดูจากตัวเลขงานวิจัยแถวระยองโดยภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล มก. ระบุว่าสัตว์น้ำประมาณ 10% จากทั้งหมด สูญเสียไปเพราะสาเหตุนี้
แต่นั่นเป็นการวิจัยขั้นต้นและเฉพาะพื้นที่เท่านั้น การจัดการต้องทำ 2 อย่าง อันดับแรกคือป้องกันอย่าให้มีการทำประมงในแนวปะการังหรือในบริเวณใกล้เคียง เพราะอวนอาจเข้ามาติดได้
ผศ.ธรณ์ ระบุอีกว่า ในกรณีที่มีการลักลอบ จนเกิดอวนติดปะการัง ก็ต้องฝากพี่น้องนักดำน้ำช่วยกัน ทราบดีว่าแกะอวนเก็บอวนทำยากมาก แต่ถือว่าเป็นการช่วยทะเลอย่างยิ่งใหญ่ที่สุดที่คนธรรมดาทำได้
ที่ผ่านมามีคนช่วยกันเก็บอวนตลอด บางกลุ่มทำมาหลายปี ถือเป็นการเสียสละอย่างยิ่ง แม้อาจไม่เป็นที่สนใจนัก แต่อวนติดคือสาเหตุร้ายแรงที่สุดอย่างหนึ่งที่ทำร้ายแนวปะการังโดยตรง
