การขยายพันธุ์พืช เป็นการเพิ่มปริมาณต้นพืชจากต้นที่มีอยู่ด้วยวิธีการต่างๆ เพื่อให้พืชดํารงสายพันธุ์นั้นไว้ไม่ให้สูญพันธุ์ และรักษาลักษณะประจําพันธุ์ที่มีอยู่ในพืชนั้นๆ ให้คงอยู่หากลักษณะประจําพันธุ์ของพืชนั้นๆ หายไปแสดงว่าการขยายพันธุ์พืชไม่ประสบผลสําเร็จ

ดังนั้นการขยายพันธุ์พืชจึงเป็นสิ่งจําเป็น และเป็นปัจจัยสําคัญในการพัฒนางานด้านการเกษตร โดยแบ่งเป็น 2 ประเภท ซึ่งแต่ละประเภทจะมีวิธีการและเทคนิคที่แตกต่างกันตามแต่ละชนิดของพืชและวัตถุประสงค์ ซึ่งมีทั้งข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกันออกไปนั่นเอง ก่อนอื่นจะพาทุกคนมาทำความรู้จัก “วิธีการขยายพันธุ์พืช” จะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทด้วยกัน
ประเภทที่ 1 การขยายพันธุ์แบบอาศัยเพศ คือ การขยายพันธุ์พืชเพื่อให้ได้ต้นพืชที่เกิดขึ้นใหม่โดยวิธีการเพาะเมล็ด
ประเภทที่ 2 การขยายพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ คือ การขยายพันธุ์พืชที่ให้ได้ต้นพืชใหม่จากส่วนของต้นพืชพันธุ์ที่ดี ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการขยายพันธุ์ได้หลายวิธีด้วยกัน เช่น การอาศัยรากจากต้นอื่น จะเป็นการขยายพันธุ์แบบตอนกิ่ง , ปักชำ , การแบ่งและแยกส่วน และการอาศัยรากจากต้นตัวเอง จะเป็นการขยายพันธุ์แบบทาบกิ่ง , ติดตา และต่อกิ่งนั่นเอง

1.การเพาะเมล็ด เป็นการเตรียมต้นกล้าเพื่อใช้ก่อนปลูกลงแปลงหรือกระถาง เหมาะสําหรับเมล็ดพืช ที่มีราคาแพง เนื่องจากเมล็ดมีโอกาสสูญเสียน้อย นิยมใช้กับพืชผัก หรือไม้ดอกอายุสั้น รวมทั้งไม้พุ่ม ไม้ยืนต้นที่เมล็ดมีขนาดเล็ก เช่น มะเขือเทศ กะหลํ่าดอก แอสเทอร์ พิทูเนีย นิยมทําการเพาะเมล็ดพืชในภาชนะเพาะ และการเพาะเมล็ดพืชในแปลงเพาะ
- การเพาะเมล็ดในภาชนะเพาะ เป็นการเพาะเมล็ดในกระบะ นิยมใช้ในการปลูกพืชปริมาณน้อย เช่น การปลูกผักสวนครัวหลังบ้าน การปลูกไม้ดอกไม้ประดับ วัสดุที่ใช้เพาะควรมีลักษณะโปร่ง มีอากาศถ่ายเทดี
ขั้นตอนการเพาะเมล็ดในภาชนะเพาะ
– ใส่วัสดุที่รองก้นภาชนะเพาะเพื่อระบายน้ำ จากนั้นใส่ดินลงภาชนะให้ต่ำกว่าขอบภาชนะเล็กน้อย ปรับหน้าดินให้เรียบ จากนั้นหว่านเมล็ดในภาชนะเพาะโดยเรียงเป็นแถว หรือหว่านทั่วภาชนะก็ได้ กลบดินทับเมล็ดให้แน่นพอประมาณ รดน้ำให้ชุ่มเพื่อให้เมล็ดได้รับความชื้น และงอกสม่ำเสมอ
– เมื่อเมล็ดงอกได้ประมาณ 7-10 วัน ให้ทำการย้ายต้นกล้าโดยใช้แท่งดินสอที่ปลายไม่แหลมมาก แทงลงในวัสดุเพาะข้างๆ ต้นกล้า เพื่อให้วัสดุเพาะหลวมในขณะที่อีกมือค่อยๆ ดึงต้นกล้าขึ้นมา
– หลังจากนั้นใช้ดินสอแทงลงกึ่งกลางถุงที่ใส่วัสดุปลูกให้ลึกถึงก้นกระถาง จากนั้นนำต้นกล้าใส่ลงในหลุมให้ใบเลี้ยงอยู่ระดับผิววัสดุปลูก กลบหลุมแล้วให้น้ำแบบฝอยละเอียด จากนั้นนำต้นกล้าไปไว้ในที่ร่ม
- การเพาะเมล็ดในแปลงเพาะ วิธีการนี้เป็นวิธีง่ายที่สุด ลงทุนน้อย เพียงเตรียมแปลงบนดิน โดยวิธีการขุดดินตั้งแปลงเพาะให้ความกว้างของแปลงประมาณน้ำที่บริเวณส่วนก้นภาชนะ
ขั้นตอนการเพาะเมล็ดในแปลงเพาะ
– เตรียมแปลงเพาะเลือกดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ กำจัดวัชพืชออกให้หมด ตากดินให้แห้งเพื่อให้แปลงเพาะไม่มีโรคและแมลงศัตรูพืช ย่อยดินให้ละเอียด ใส่ปุ๋ยคอกให้เหมาะสมตามความอุดมสมบูรณ์และชนิดของดิน
– หว่านเมล็ดลงในแปลงเพาะ นิยมหว่านทั่วแปลงถ้าแปลงมีขนาดกว้างให้แบ่งหว่านทีละครึ่ง กรณีที่เมล็ดมีขนาดเล็ก ให้ใช้ปุ๋ยคอกหว่านให้ทั่วแปลงจากนั้นรดน้ำเพื่อให้ปุ๋ยคอกลงไปอุดช่องดิน

2.การปักชำ เป็นการขยายพันธุ์พืชโดยการนําส่วนต่างๆ ของพืชพันธุ์ดี มาตัดปักชําบนวัสดุเพาะชํา ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเกิดรากและแตกยอด จะได้เป็นพืชต้นใหม่ที่มีลักษณะ เหมือนต้นแม่ทุกประการ เป็นวิธีการขยายพันธุ์ที่ทําได้ง่าย ต้นทุนตํ่า ไม่ยุ่งยาก แบ่งได้ 3 วิธี คือ ปักชํากิ่ง ปักชําใบ และ ปักชําราก
- การปักชํากิ่ง คือ การนํากิ่งมาปักชําในวัสดุเพาะชํา เพื่อให้เกิดรากเป็นพืชต้นใหม่ แบ่งออกตามความ อ่อนแก่ของกิ่งได้แก่ กิ่งแก่ กิ่งกึ่งอ่อนกึ่งแก่ กิ่งอ่อนและไม้พุ่มเนื้อเยื่อ และลําต้นเนื้ออ่อน อวบนํ้า
- การปักชําใบ คือ การนําใบมาปักชําใหม่เกิดยอดและรากสามารถทําได้หลายวิธีขึ้นอยู่กับชนิดของพืช แบ่งเป็น การปักชําแผ่นใบ ปักชําใบที่มีก้านใบ และปักชําใบที่มีตาติดมา
- การปักชําราก นิยมใช้กับไม้ผล เช่น สาเก มะไฟ และแคแสด โดยใช้รากที่มีเส้นผ่าศูนย์กลาง ประมาณ ¼ นิ้ว ตัดเป็นท่อนยาว 2 – 4 นิ้ว ชําลงในวัสดุปักชํา รดนํ้าให้ชุ่มจะเกิดการแตก รากทางด้านปลายและแตกยอดใหม่ทางด้านโคนของราก
การดูแลรักษา
- ต้องให้นํ้าอย่างสมํ่าเสมอ ถ้าให้นํ้าน้อยไปจะทําให้กิ่งเหี่ยวแห้ง ถ้าให้มากไปจะทําให้ วัสดุปักชําแฉะเน่าเสียหายได้
- ควรให้นํ้าเป็นละอองบางๆ หลายๆครั้ง
- ต้องหมั่นตรวจโรคกิ่งปักชํา เนื่องจากมีความชื้นสูงจึงมีโอกาสที่จะเกิดโรคได้ ดังนั้น จึงต้องฉีดสารป้องกันกําจัดเชื้อราเป็นระยะๆ ตามความเหมาะสม
- กรณีที่ไม่สามารถย้ายปลูกได้ จําเป็นต้องเก็บกิ่งชําไว้ในกระบะต่อ ควรให้ปุ๋ยจนกว่า จะทําการย้ายปลูก เนื่องจากวัสดุปักชํามีธาตุอาหารตํ่ามาก
- ก่อนให้ปุ๋ยควรทําความสะอาดกระบะชํา ถ้ามีใบร่วงหรือมีกิ่งที่แห้งตายต้องเอาออก ทันที เนื่องจากจะเป็นแหล่งของเชื้อราซึ่งอาจแพร่กระจายไปยังกิ่งปักชําอื่นๆ

3.การตอนกิ่ง เป็นการขยายพันธุ์พืชโดยทำให้กิ่งหรือต้นพืชเกิดรากขณะติดอยู่กับต้นแม่ด้วยการทำแผลบริเวณกิ่งโดยการตัดท่อลำเลียงอาหารของพืช ส่วนท่อน้ำยังอยู่ตามปกติ ทําให้กิ่งมีการสะสมอาหารและได้รับนํ้าอยู่ตลอดเวลา เมื่อกิ่งออกรากดีแล้วจึงตัดนําไปปลูกต่อไป ต้นที่ ตัดไปปลูกจะมีลักษณะเหมือนต้นเดิมทุกประการเหมาะสําหรับพืชที่ไม่สามารถออกรากได้ ด้วยวิธีการปักชํา
วิธีการตอนกิ่ง แบ่งได้เป็น 2 ประเภทคือ การตอนกิ่งในอากาศ และการตอนกิ่งแบบโน้มกิ่ง
- การตอนกิ่งในอากาศ (Air Layering) เป็นการตอนกิ่งพืชที่อยู่เหนือดิน คือไม่สามารถโน้มกิ่งลงมาหาพื้นดินได้ มีขั้นตอนดังนี้
– เลือกกิ่งกึ่งแก่กึ่งอ่อนที่มีอายุไม่เกิน 1 ปี ซึ่งจะออกรากได้ดีกว่ากิ่งที่มีอายุมาก
– การทําแผลกิ่งตอน โดยทําแผลแบบควั่นกิ่งทําโดยควั่นเปลือกกิ่งโดยรอบเป็นวงแหวน 2 วง ทั้งด้าน บนและล่างของกิ่งความยาวของรอยแผลประมาณเส้นรอบวงของกิ่งกรีดรอยแผลแล้วลอก เอาเปลือกออกให้หมดจากนั้นขูดเยื่อเจริญที่เป็นเมือกลื่นๆ รอบกิ่งออกเหมาะสําหรับพืชประเภท ไม้ดอกไม้ประดับ เช่น กุหลาบ โมก โกสนและแสงจันทร์ ส่วนไม้ผล เช่น มะม่วง ลําไย มังคุด มะเฟือง มะนาว ส้ม ชมพู่ ฝรั่ง และลิ้นจี่ เป็นต้น
– ทําแผลแบบปาดกิ่ง โดยปาดใต้ท้องกิ่งเข้าไปในเนื้อไม้บริเวณที่จะตอน เอียงเป็นรูปปากฉลาม ลึกถึงเนื้อไม้ประมาณ 1 ใน 3 ของเส้นผ่าศูนย์กลางกิ่ง ความยาวแผล 1 – 2 นิ้ว จากนั้นเอาเศษไม้สอดไว้เพื่อไม่ให้รอยแผลที่เปิดไว้ติดกัน ใช้ขุยมะพร้าวหุ้มกิ่งตอน มัดด้วยเชือกให้แน่น เหมาะสําหรับพืชที่ออกรากง่าย เช่น มะละกอ ชวนชม และลีลาวดี
– ใช้สารเร่งการออกราก (ฮอร์โมนพืช) ทารอยแผลรอให้แห้งก่อนทําการหุ้มกิ่ง
– หุ้มกิ่งตอนโดยนําตุ้มตอน (ขุยมะพร้าวเก่าแช่นํ้าจนอิ่มตัวบีบนํ้าออกพอหมาดๆ อัดลงในถุงพลาสติกผูกปากถุงให้แน่น) ผ่าตามความยาวนําไปหุ้มรอยแผลของกิ่งตอน มัดด้วยเชือกทั้งเหนือและใต้รอยแผลให้แน่น
– เมื่อกิ่งตอนออกรากโดยจะเกิดบริเวณรอยควั่นด้านบน เมื่อรากเริ่มแก้เป็นสี เหลืองหรือสีนํ้าตาล ปลายรากสีขาว มีจํานวนรากมากพอจึงตัดกิ่งตอนไปชําหรือปลูกได้
- การตอนกิ่งแบบโน้มกิ่ง ทําโดยเลือกกิ่งที่ต้องการ ขุดดินแล้วโน้มกิ่งลงมาโดยใช้ หลักปักยึด เกี่ยวกิ่งไว้ กลบดินทับ รดนํ้ารอจนเกิดราก ใช้เวลา 30 – 45 วันจึงตัดไปปลูก

4.การต่อกิ่ง การเชื่อมประสานเนื้อเยื่อของพืชทั้งสองเข้าด้วยกันเพื่อให้เป็นต้นพืชต้นเดียวกัน โดยจะใช้วิธีนี้เมื่อวิธีการติดตาไม่มีความเหมาะสม คือ ต้นตอโตเกินไป กิ่งพันธุ์ดีมีขนาดเล็ก นิยมใช้สําหรับการเปลี่ยนยอดพืชที่ มีเส้นเนื้อไม่ตรง กิ่งพันธุ์ดีควรเป็นกิ่งแก่ และควรต่อกิ่งขณะที่พืชหยุดชะงักหรือหยุดการ เจริญซึ่งเป็นระยะที่เปลือกไม่ล่อนออกจากเนื้อไม้
ขั้นตอนการต่อกิ่ง
– ตัดต้นตอให้มีบริเวณปล้องที่ไม่มีข้อหรือตาเป็นมุมฉาก
– ผ่าต้นตอให้เป็นแผลลึก 2 – 3 นิ้ว แล้วแต่ขนาดของกิ่ง
– เฉือนกิ่งพันธุ์ดีให้เป็นปากฉลามทั้งสองด้านโดยให้มีสันด้านหนึ่งหนากว่าอีกด้านหนึ่ง
– เผยอรอยแผลโดยใช้ใบมีดสอดเข้าไปในรอยผ่า แล้วบิดใบมีดให้รอยผ่าเผยอออก
– สอดกิ่งพันธุ์ดีโดยเอาด้านสันหนาไว้ริมนอกแล้วจัดให้แนวเยื่อเจริญของรอยเฉือน บน ต้นตอ และกิ่งพันธุ์ดีทับกันด้านใดด้านหนึ่ง
– พันด้วยผ้าพลาสติกใสแล้วอุดรอยต่อด้วยขี้ผึ้งต่อกิ่งจากนั้นคลุมต้นด้วยถุงพลาสติก
– ประมาณ 5 – 7 สัปดาห์ รอยแผลจะประสานกันสนิทดี

5.การทาบกิ่ง เป็นการนําต้นพืชสองต้นซึ่งต่างมีราก และยอด มาเชื่อมประสานติดกันเป็นต้นเดียวกัน หลังจากที่รอยต่อเชื่อมประสานติดกันสนิทแล้ว จึงทําการตัดโคนกิ่งพันธุ์ดีใต้รอยต่อนําไป ปลูกต่อไป จะแตกต่างจากการติดตาและการต่อกิ่งคือ
– ต้องนําต้นตอเข้าไปหากิ่งพันธุ์ดีแทนการนํากิ่งพันธุ์ดีเข้าไปหาต้นตอ
– ต้นตอ และกิ่งพันธุ์ดียังมีรากเลี้ยงตนและเลี้ยงกิ่งอยู่ จึงมีโอกาสสําเร็จมากกว่าการ ติดตาและการต่อกิ่ง นิยมใช้มี 2 วิธี คือ
- วิธีที่ 1 การทาบกิ่งแบบประกบ วิธีนี้ทั้งต้นตอและกิ่งพันธุ์ดีมีรากและยอดอยู่ นิยม ใช้ในการทาบกิ่งประเภทไม้เนื้อแข็ง ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาในการเชื่อมประสานรอยแผลนาน เช่น กิ่งมะขาม ฯลฯ มีข้อเสีย คือ ต้องรดนํ้า ต้นตออยู่เสมอในขณะที่ทาบกิ่งอยู่ จึงไม่นิยมทํากันในปัจจุบัน
ขั้นตอนการทาบกิ่งแบบประกบ
– เลือกต้นตอและกิ่งพันธุ์ดี ให้บริเวณที่จะทาบกันมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ประมาณ 1 เซนติเมตร
– เฉือนต้นตอบริเวณที่จะทาบกันได้สนิท และกะให้ชิดโคนต้นตอโดยเฉือน ให้ลึกเข้าไปในเนื้อไม้เล็กน้อย และให้เป็นแผลยาว 2 – 4 นิ้ว
– เฉือนกิ่งพันธุ์ดีในลักษณะเดียวกัน และให้มีความยาวเท่ากับแผลรอยเฉือน บนต้นตอ
– มัดหรือพันต้นตอและยอดพันธุ์ดีเข้าด้วยกัน ให้แผลรอยที่เฉือนทับกันสนิท โดยให้แนวเยื่อเจริญสัมผัสกันด้านใดด้านหนึ่งหรือทั้งสองด้าน
– เมื่อรอยแผลเชื่อมประสานติดกันสนิท (ประมาณ 3 – 4 สัปดาห์) จึงบาก เตือนทั้งต้นตอ และกิ่งพันธุ์ดี
– หลังจากบากเตือนได้ 1 – 2 สัปดาห์ ตัดโคนกิ่งพันธ์ดีออกจากต้นแม่
วิธีที่ 2 การทาบกิ่งแบบเสียบ เป็นวิธีที่นิยมใช้กันมาก เนื่องจากทําได้สะดวก รวดเร็ว กว่าวิธีแรก เนื่องจากไม่ต้องรดนํ้าให้ต้นตอจนกว่าจะตัดกิ่งไปปลูก ถ้าใช้วัสดุปลูกต้นตอ ที่มีนํ้าหนักเบา เช่น ขุยมะพร้าว ต้นตอจะมีนํ้าหนักเบาสามารถผูกติดกับกิ่งพันธุ์ดีได้โดยไม่ ต้องใช้ไม้พยุง
ขั้นตอนการทาบกิ่งแบบเสียบ
– เลือกต้นตอที่มีขนาดต้นประมาณดินสอดําหรือเล็กกว่าเล็กน้อย
– ตัดต้นตอให้เหลือยาวประมาณ 3 – 6 นิ้ว ริดใบที่เหลือออกให้หมด
– นําต้นตอขึ้นทาบกับกิ่งพันธุ์ดี โดยเลือกกิ่งพันธุ์ดีให้มีขนาดใกล้เคียงกัน
– ทําแผลบริเวณโคนกิ่งพันธุ์ดี โดยเฉือนกิ่งเป็นรูปโล่ให้ยาวประมาณ 5 – 8 เซนติเมตร
– ปาดปลายกิ่งต้นตอเป็นปากฉลามให้มีความยาวประมาณ 5 – 8 เซนติเมตร เช่นเดียวกัน 46
– นําต้นตอขึ้นทาบกับกิ่งพันธุ์ดีให้รอยเฉือนทับกัน และจัดให้แนวเยื่อเจริญ ของทั้งสองทับกันด้านใดด้านหนึ่ง แล้วมัดด้วยพลาสติกใสให้แน่น
– มัดหรือตรึงกิ่งพันธุ์ดีกับต้นตอให้แน่นและอุดรอยแผลด้วยขึ้ผึ้งตอกิ่ง
– ปล่อยไว้จนกว่ากิ่งพันธุ์ดีติดกับต้นตอหรือจนรากของต้นตอเจริญได้ดีพอ จึงตัดโคน
ขอบคุณข้อมูลจาก : กรมส่งเสริมการเกษตร
